หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ผลแห่งกรรมกำลังตามสนองสิริกิติ์

  • เหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาในเวลานั้นล้วนจงรักภักดีทุกคน และหลายคนในกลุ่มนักศึกษาที่ประท้วงสามเณรถนอม ก็เป็นกลุ่มนักศึกษาที่มีบุญคุณต่อสถาบันฯในการขับไล่เผด็จการจอมพลถนอมในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
  • เวลานั้นนักศึกษาออกมาต่อต้านจอมพลถนอม (ที่ถูกตราหน้าว่าทรราช) ที่เคยถูกนิสิตนักศึกษาขับไล่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนต้องหนีตายลี้ภัยไปอยู่อเมริกา ได้กลับคืนสู่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2519 ด้วยการบวชเป็นสามเณรบังหน้า

การต่อต้านสามเณรถนอมของนักศึกษากำหนดการเคลื่อน ไหวด้วยความสงบอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีพฤติกรรมรุนแรง ไม่มีการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์

สามเณรถนอมเมื่อกลับถึงไทยก็ตรงไปบวชเป็นพระทันทีที่วัดบวรนิเวศ ตกดึกภูมิพลและสิริกิติ์ก็เสด็จไปวัดบวรฯ สิริกิติ์ได้รับสั่งให้ลูกเสือชาวบ้านให้เฝ้าระวังอย่าให้กลุ่มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์มาทำลายมาเผาวัดบวรฯ

รับสั่งของสิริกิติ์ได้ถูกนำมาขยายผลเป็นข่าวใหญ่ติดต่อกันหลายวัน วิทยุยานเกราะเปิดเพลงหนักแผ่นดินทั้งวันเป็นเวลาหลายวัน ควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังนอกระบบ

นายสมัคร สุนทรเวชรัฐมนตรีมหาดไทยไปให้ข้อมูลลูกเสือชาวบ้านที่ลานพระรูปฯว่ามีการสะสมอาวุธและกำลังพลคอมมิวนิสต์ในธรรมศาสตร์ ในวันเดียวกันพระบรมโอรสาธิราชฯ (กษัตริย์วชิราลงกรณ์ในปัจจุบัน) ก็ไปให้กำลังใจลูกเสือชาวบ้านที่ลานพระรูปฯเช่นกัน

เช้ามืดของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กระทิงแดงกระจายกันลายล้อมอยู่รอบรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในขณะที่กำลังพลตำรวจตระเวณชายแดนได้ระเบิดกระสุนนำล่องเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้ลูกเสือชาวบ้านเข้าไปเข่นฆ่านักศึกษาปัญญชนในมหาวิทยาลัย

นี่คือความแค้นใจที่ยังฝังอยู่ในหัวของผมจนทุกวันนี้….อาชีวะทุกสถาบันต้องไม่ดัดจริต ให้ความสำคัญกับกษัตริย์เหมือนไอ้พวกหมารับใช้

สิริกิตติ์ (นังป้อม) กับลูกชายนายวชิราลงกรณ์ ทั้งสองคนมีบทบาทและส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าหมู่นักศึกษาที่มีภูมิพลเป็นผู้บงการ การสังหารโหดครั้งนั้นมีทั้งถูกอาวุธปืน, ถูกรุมทำร้าย, ถูกจับโยนเข้ากองไฟเผาทั้งเป็นและจับแขวนคอใต้ต้นมะขาม

ขอภาวนาให้สิริกิตติ์อย่าเพิ่งตาย อยู่ดูความฉิบหายที่กำลังมาเยือนครอบครัวคุณทั้งตระกูล

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
4 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้สถาปนา “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (มธก.) ขึ้น

เมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 และได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้ประศาสน์การ” คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัย เพื่อสนองเจตนารมณ์ของคณะราษฎรที่ว่า “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวได้ว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่สำคัญในการต่อต้านสงครามและต่อสู้เพื่อสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ของขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นี่คือคุณูประการอันเกิดจากความกล้าหาญของผู้ประศาน์การ
” เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน”
วาทะสำคัญนี้ดัดแปลงมาจากบทความของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่า ‘ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขาสอนให้รู้จักรักคนอื่นด้วย’ กลุ่มนักศึกษากิจกรรม ‘14 ตุลา’ จึงได้นำข้อความนี้ดัดแปลงเป็น ‘ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน’ นำมาเผยแพร่ที่งานจัดนิทรรศการการเมืองในปี 2518

บทความอันลือลั่นของกุหลาบ สายประดิษฐ์ สะท้อนชัดหลักการของประชาคมธรรมศาสตร์ นับแต่มหาวิทยาลัยนี้กำเนิดขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2477 ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเสมอภาคทางการศึกษา ธรรมศาสตร์จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งสาธารณชน ที่พัฒนาสืบเนื่องตลอดระยะเวลากว่าแปดทศวรรษ จากความเป็นตลาดวิชาสู่มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ จากการมุ่งผลิตบัณฑิตสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไปสู่การขยายหลักสูตรการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสุขภาพ รวมถึงการขยายพื้นที่บริการการศึกษาสู่รังสิต ลำปาง และพัทยา จวบจนปัจจุบัน ธรรมศาสตร์ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์เพื่อประชาชน บัณฑิตกว่าห้าแสนคน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ในหลากหลายสาขาอาชีพ เกียรติประวัติอันเปี่ยมด้วยคุณค่านี้สมควรแก่การสั่งสม รวบรวม และนำมาจัดแสดงเพื่อสืบทอดและปลูกฝังให้ลูกแม่โดม รวมทั้งสาธารณชนได้รำลึกจดจำ และเชื่อมร้อยอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน

ศาสตราจารย์พันตรี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำเร็จการศึกษาธรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง คือลูกแม่โดมที่สานต่อเจตนารมณ์ดร.ปรีดีด้วยความกล้าหาญ เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทยคนสำคัญ ที่พยายามเจรจาไกล่เกลี่ยกับรัฐบาลอังกฤษให้ยอมรับขบวนการเสรีไทย เคยเสี่ยงชีวิตในการลอบกระโดดร่มเข้าไทย ณ บ้านวังน้ำขาว จังหวัดชัยนาท จนได้ชื่อว่าเป็น “วีรบุรุษวังน้ำขาว เป็นผู้ว่าธนาคารแห่งชาติที่อายุน้อยที่สุดและทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติจนได้รับการยกย่องให้เป็นข้าราชการตัวอย่างที่ดี รวมทั้งยังเคยรับตำแหน่งทั้งคณบดีคณะเศรษฐ ศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ดร.ป๋วยยังได้แสดงความกล้าหาญ ส่งจดหมายในนาม “นายเข้ม เย็นยิ่ง” ถึงจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับสังคม สเตฟาน คอลินยองส์ (Stefan Collingnon) นักวิชาการร่วมสมัยชาวเยอรมัน ได้กล่าวยกย่องดร.ป๋วยว่าเป็น “บิดาของเมืองไทยสมัยใหม่” (Founding Father of Modern Thailand) ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ดร.ป๋วยได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2508 และได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในปี พ.ศ. 2558 นี่คือเกียรติประวัติของลูกแม่โดมคนสำคัญที่ชื่อ “ป๋วย อึ๊งภากรณ์”

ศาสตราจารย์พิเศษ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นลูกแม่โดมอีกคนหนึ่ง ที่สานต่ออุดมการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็น “เสาหลักประ ชาธิปไตย” ที่เผด็จการทหารครั่นคร้ามอย่างที่สุด อ.ชาญวิทย์ เดินทางเข้ามาเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในระดับชั้น มัธยม ศึกษาปีที่ 4 – 8 จากนั้นสอบเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (แผนกการทูต) โดยมีผลการเรียนดีจนได้รับเกียรตินิยมดี และได้รับรางวัลภูมิพล ในปีพ.ศ. 2506 จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุน Rockefeller Foundation ผ่านภาควิชาประวัติ ศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ไปเรียนในระดับปริญญาโททางการทูตที่ Occidental College รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเวลา 2 ปี (พ.ศ. ‭2508 – 2510‬) จากนั้นให้เรียนต่อระดับปริญญาเอก ด้านประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล รัฐนิวยอร์ก เป็นเวลา 5 ปี (พ.ศ. ‭2510 – 2515‬) โดยเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่อง The Rise of Ayudhaya ทั้งหมดนี้คือเกียรติประวัติด้านการศึกษาของอ.ชาญวิทย์. อ.ชาญวิทย์ได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิไตยและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคมจนเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่ในแวดวงนักศึกษาและนักวิชาการเท่านั้น หากแต่ประชาชนคนทั่วไปต่างก็ยกย่องไม่ว่าในและต่างประเทศ อ.ชาญวิทย์ไปไหนจึงมีแต่ผู้คนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น บ่อยครั้งฝ่ายเผด็จการจับจ้องที่จะเอาผิด ติดตามกันทุกย่างก้าว แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่าการเฝ้าดู ในขณะที่อ.ชาญวิทย์เองก็ยังไปปรากฏตัวตามที่ต่างๆโดยเฉพาะมหาวิทยาลับธรรมศาสตร์และงานสัมนาทางวิชา การทุกแห่งอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐบาลเผด็จการ

ล่าสุดเมื่ออ.ชาญวิทย์ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิก “พรรคอนาคตใหม่” ของคุณธนาธร จึงมีสถานะคล้ายอาจารย์และศิษย์ร่วมพรรค เพื่อสืบสานอุดมการณ์ประชา ธิปไตย อันเป็นเกียรติประวัติที่สั่งสมมายาวนานถึง 84 ปีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ด้วยความแน่วแน่ว่า จากอดีตสู่ปัจจุบัน จากรุ่นสู่รุ่น “ลูกโดมทั้งหลายยังรักใครกลมเกลียวและมั่นคงต่อวาทะสำคัญที่ว่า ” เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน”

จวบจนปัจจุบัน ธรรมศาสตร์ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์เพื่อประชาชน บัณฑิตกว่าห้าแสนคน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ผมอยากเรียกร้องพี่น้องชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นได้โปรดให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ที่คุณธนาธรก่อตั้งขึ้นมาโดยมีเจตนาสานต่ออุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตย และร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่พาชาติให้พ้นภัยจากเผด็จการทรราชที่กดขี่รังแกประชาชนอยู่เวลานี้ ดังเช่นที่ในอดีตที่ลูกศิษย์ท่านปรีดีเคยรวมตัวเป็นขบวนการเสรีไทย พาชาติพ้นภัยจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
4 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เรื่องการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ในโรงมหรสพ

April 21st, 2008

จาก วารสาร ฟ้าเดียวกัน
โดย เจ้าน้อย

เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จประพาสชวา
เป็นครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2439 ได้ทรงเห็นการผลิตภาพยนตร์ที่ตำหนักเฮอริเคนเฮาส์
ณ เมืองสิงคโปร์ ซึ่งทรงบรรยายไว้ในจดหมายรายวันว่า
“เป็นรูปถ่ายติดๆ กันเป็นม้วนยาวๆ เอาเข้าไปในเครื่องไฟฟ้าหมุนไป
แลเห็นเหมือนรูปนั้นกระดิกได้ ม้วนหนึ่งใช้รูปถึง 1,400 ท่า”

และในขณะที่ประทับอยู่ ณ เมืองสิงคโปร์ ทหารอังกฤษได้ใช้เพลง
“God Save the Queen” เป็นเพลงบรรเลงในการรับเสด็จ
จึงมีพระราชดำริแก่ครูดนตรีให้แต่งเพลงแตรวงรับเสด็จบ้าง และทรงโปรดเกล้าฯ
ให้พระยาศรีสุนทรโวหารแต่งคำร้องเพื่อประกอบทำนองเพลงเป็นโคลง
และให้นายปโยตร์ ชูรอฟสกี้ (Pyotr Schurorsky) แต่งทำนองเพลง
ตามอย่างเพลง “God Save the Queen” ซึ่งภายหลังก็คือเพลงสรรเสริญ
พระบารมีนั่นเอง (เรื่อง นายชูรอฟสกี้ เป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญพระบารมี
หรือไม่นั้น ยังแบ่งความเห็นออกเป็นสองฝ่ายโดยดูได้จากความเห็นของ
ดร.สุพจน์ที่โต้แย้งว่า ชูรอฟสกี้ ไม่ใช่ผู้แต่ง จากบทความเรื่อง
“เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงชาติไทย” และ ดร.สุกรี เจริญสุข
ผู้เสนอว่า ชูรอฟสกี้ เป็นผู้แต่งเพลงสรรเสริญฯ ดูได้ที่หนังสือ “99 ปี
เพลงสรรเสริญพระบารมี”)

ภายหลังเมื่อมีภาพยนตร์เข้ามาฉายในสยาม ซึ่งมีแตรวงบรรเลงประกอบ
และยังได้มีการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อถวายความเคารพ
พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม เมื่อภาพยนตร์ฉายจบ ธรรมเนียมการบรรเลง
เพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์ น่าจะมีมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 5
เมื่อเริ่มมีการตั้งโรงภาพยนตร์ โดยเฉพาะที่โรงหนังญี่ปุ่นหลวง
ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ถาวรแห่งแรกในสยาม และเป็นโรงภาพยนตร์แห่งแรก
ที่ได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับตราแผ่นดิน

อาจเชื่อได้ว่าธรรมเนียมปฏิบัตินี้ได้แบบอย่างมาจากเมืองสิงคโปร์
ซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ซึ่งจะทำการฉายพระบรมรูป
พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษ และบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
เมื่อจบการฉายภาพยนตร์ โดยให้ผู้ชมยืนถวายความเคารพต่อเจ้ากรุงอังกฤษ

การให้วงดนตรีบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมีเมื่อจบการฉายภาพยนตร์นั้น
ในสมัยแรกได้ปฏิบัติกันเป็นธรรมเนียมไปทั่วทุกโรงภาพยนตร์ในสยาม
โดยมิได้มีกฎหมายบังคับแต่อย่างใด

จนมาถึงในรัชกาลที่ 6 ช่วงต้นรัชกาล การบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
ก็ยังมีการบรรเลงหลังจากฉายภาพยนตร์จบดังแบบแผ่นดินที่แล้วอยู่
ตามที่ปรากฏในบทความของ หนังสือพิมพ์รายวันชื่อ บางกอกไตมส์
ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับสำคัญของสยามในสมัยรัชกาลที่ 5, 6 และ 7
ในบทความที่ชื่อ OUR CINEMA. (ลงพิมพ์ในฉบับวันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2465)
ในส่วนท้ายของบทความได้มีการกล่าวถึงเรื่องการบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี
เมื่อจบการฉายภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

“แต่แล้วก็มีคำประกาศปรากฏบนจอความว่า
‘ตอนต่อไปของหนังระทึกขวัญเรื่องนี้จะฉายพรุ่งนี้’ แม้จะขัดกับสิ่งไรที่สมควร
แห่งเจตนาสำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่พวกเราก็ทะลักกันออกจากโรงหนัง
ทางช่องประตูเล็กๆ ช่องเดียว อันเป็นกับดักแห่งมฤตยูแท้ๆ หากเกิดอัคคีภัยขึ้น
ทั้งนี้เพื่อออกมาสู่บรรยากาศเย็นลมยามดึก”
(วารสารหนังไทย ปีที่ 3 ฉบับที่ 11 กรกฎาคม-กันยายน พ.ศ. 2544)

จากบทความนี้ทำให้เราเห็นว่าในช่วงปี พ.ศ. 2465 นั้น การบรรเลงเพลงสรรเสริญ
พระบารมี ก็ยังบรรเลงกันหลังจากฉายภาพยนตร์จบ แต่ที่สำคัญผมถูกใจ
ในความตรงไปตรงมาของนักข่าวผู้เขียนบทความนี้ ก็ตรงที่เขาบอกว่า
“แม้จะขัดกับสิ่งไรที่สมควรแห่งเจตนาสำหรับเพลงสรรเสริญพระบารมี
แต่พวกเราก็ทะลักกันออกจากโรงหนัง” นั้นก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าแม้แต่
ในสมัยนั้น ก็ไม่มีใครอยากที่จะมัวมานั่งสรรเสริญพระบารมีกัน
ต่างคนก็ต่างที่จะรีบกลับบ้านกันทั้งนั้น

อาจจะเป็นตรงนี้เองที่ต่อมารัชกาลที่ 6 จึงได้มีคำสั่งว่า ก่อนที่จะเล่นมหรสพ
ทุกครั้งให้มีการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ แรกๆ ก็เป็นพวกการแสดงลิเก
ต่อมาก็รวมไปถึงการแสดงละครต่างๆ จนสุดท้ายก็รวมถึงในโรงภาพยนตร์ด้วย
หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 อะไรหลายๆ อย่าง
ก็เปลี่ยนแปลงไป เรื่องราวต่างๆ ที่เป็นการสรรเสริญ ยกยอปอปั้นเจ้า
ก็ลดน้อยถอยลงไปเช่นกัน ในสมัยนั้นจอมพล ป. พิบูลสงคราม
ได้ยกเลิกการบรรเลงเพลงสรรเสริญฯ ในโรงมหรสพไปทีหนึ่ง
โดยให้มายืนเคารพ “ท่านผู้นำ” แทน เพื่อต้องการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยม
และเทิดทูนผู้นำ จึงให้มีการเปิดเพลงให้ประชาชนเคารพตนเองในฐานะผู้นำประเทศ

ในปี พ.ศ. 2478 ได้มีระเบียบออกมาว่าด้วยเรื่องให้ยืนตรงทำความเคารพ
เมื่อได้ยินเพลงชาติและเพลงสรรเสริญฯ โดยที่ยังไม่มีการกำหนดโทษ แล้ว
ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 จึงได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวัฒนธรรม
แห่งชาติ 2485 ซึ่งได้กำหนดใน มาตรา 6 ว่า

“บุคคลทุกคนจักต้องเคารพตามระเบียบเครื่องแบบหรือตามประเพณี คือ
(๑) เคารพธงชาติ
(๓) เคารพเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงเคารพอื่นๆ
ซึ่งบรรเลงในงานตามทางราชการ ในงานสังคม หรือในโรงมหรสพ”

ต่อมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อการรัฐประหาร เพื่อเป็นการสร้างความ
ชอบธรรมในการยึดอำนาจ จึงได้เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอ่อนแอ
ลงมากหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 และได้เปลี่ยนแปลง
การเปิดเพลงเคารพผู้นำในการมหรสพต่างๆ ให้เป็นเพลงสรรเสริญพระบารมี
เพื่อถวายความเคารพต่อกษัตริย์แทนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในระยะแรกนั้นจะเป็นการเปิดเพลงเพลงสรรเสริญฯ
หลังจากที่มีการฉายภาพยนตร์จบแล้ว ต่อมาถึงได้มาเปลี่ยนเป็นเปิดเพลง
เพลงสรรเสริญฯ ก่อนที่หนังจะฉายเมื่อไม่ถึง 17-18 ปีมานี้เอง

โดยที่เพลงสรรเสริญฯ ในสมัยแรกๆ ที่เปิดกันในโรงหนังนั้นด้วยเทคโนโลยี
ยังไม่ดีนัก มีแค่เฟดอัปเฟดดาวน์เท่านั้น มีภาพขึ้นมาสองภาพ
ตอนนั้นเป็นแบบภาพสีซีเปียก็คือเป็นภาพที่มีทั่วไปของในหลวงตั้งแต่สมัย
ทรงพระเยาว์จนมาถึงในเรื่องของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ต่างๆ

พัฒนาการของเพลงสรรเสริญฯ ในโรงภาพยนตร์ *

โรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ เพลงสรรเสริญฯ เวอร์ชั่นปัจจุบันใช้ชื่อชุด ‘นิทรรศการ’
เปิดมาเป็นคำถวายพระพร เป็นฉากเด็กยืนถวายพระพรหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
ในหลวง ตัดเป็นภาพพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พระองค์ท่านเสด็จฯ
ทรงเยี่ยมพสกนิกรตามภาคต่างๆ ภาพที่พระองค์ท่านให้ความช่วยเหลือแก่
ประชาชนในเรื่องการเกษตรเช่นเรื่องฝนเทียม ตอนท้ายภาพพสกนิกรมากมาย
ยืนไหว้ถวายพระพร ภาพจะตัดสลับระหว่างภาพในหลวงกับประชาชน
ภาพในหลวงจากพื้นดินแห้งแล้ง เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ภาพในหลวง
พื้นดินแห้งแล้ง มาเป็นภาพฝนตก

(เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จัดทำร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
ผู้เรียบเรียงดนตรี คือ บรูซ แกสตัน แห่งวงฟองน้ำ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์
เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2538 จัดทำบทเพลงสรรเสริญพระบารมีเพื่อใช้ใน
โรงภาพยนตร์ทั้งสิ้น 4 เวอร์ชัน)

เอสเอฟ เปิดทำการมาตั้งแต่ปี 2542 ได้เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ
ทั้งหมดทั้งสิ้น 2 เวอร์ชัน ชุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด ‘หยาดฝน’
ที่เป็นเสียงดนตรีไทย ผู้เรียบเรียงดนตรีคือ บรูซ แกสตัน

เซ็นจูรี่ เครือใหม่ เปิดมาได้เพียง 2 เดือน เนื่องจากทางโรงภาพยนตร์
ได้มองเห็นอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีของในหลวงในการเป่าแซ็กฯ
เพลงสรรเสริญฯ ชุดที่ใช้อยู่จึงเป็นชุดที่มีเสียงแจ๊ซเป็นดนตรีหลัก
และไม่มีเสียงร้อง เรื่องการดำเนินภาพจะเป็นกรอบรูปที่เป็นพระราชกรณียกิจ
ของพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงปัจจุบันขึ้นมาทีละภาพ
ซึ่งหนึ่งในรูปภาพเหล่านั้นมีภาพที่ในหลวงทรงกำลังเป่าแซ็กโซโฟนอยู่ด้วย
เสียงเป่าแซ็กฯ โดยเศกพล อุ่นสำราญ หรือโก้ แซ็กแมน
เรียบเรียงโดย ปราชญ์ มิวสิค

ลิโด้, สยาม, สกาล่า เป็นโรงหนังในเครือเดียวกันเปิดทำการมาไล่เลี่ยกัน
โดยเปิดมาได้ประมาณ 40 ปีแล้ว เปลี่ยนเพลงสรรเสริญฯ มาแค่เพียง 2
เวอร์ชันเท่านั้น ซึ่งเวอร์ชันล่าสุดที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นชุด ‘จิ๊กซอว์’
ที่มีภาพออกมาพร้อมกับเพลงสรรเสริญฯ มีภาพในหลวงขึ้นมาเป็นภาพจิ๊กซอว์
มาต่อกัน จะมีภาพพระองค์ท่านเสด็จไปสถานที่ต่างๆ แล้วภาพจะค่อยๆ
เลื่อนมาเป็นจิ๊กซอว์รูปพระพักตร์ของในหลวง

ทั้งหมดนี้เป็นการบังคับให้คนไทยเป็นทาสกษัตริย์ทุกอณู..ทุกชาติไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
3 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

รัฐบาลคุมโรคไม่อยู่ เตรียมใช้วิธีล้างสมองคนด้วยการจ้าง ดารา-ศิลปิน พร้อมสร้างโฆษณาลง TV เพื่ออวยนโยบายโควิดของรัฐบาลแทน

หัวหมอมั้ยล่ะ?? มันเตรียมเอาเงินภาษี จำนวน 500 กว่าล้านบาทไปผลิตสื่อออกมาอวยตัวเอง มีเอกสารและหนังสือใบสั่งการหลุดออกมาเป็นหลักฐาน

รายละเอียดและงบตามเอกสาร มีรายละเอียดดังนี้:

  • พวกนักร้องจะให้ MV ละ 25 ล้านบาท

-จะให้ทำโฆษณาเรื่องรัฐบริหารโควิดได้ดี (ความยาวประมาณ30วิ โดยให้ช่องทีวีต่างๆฉายวนไป 250 ครั้ง) งบ 29 ล้านบาท

  • ให้รายการในทีวีพูดแทรกให้เนียนๆเพื่ออวยรัฐบาล (14 ช่องสถานี ให้พูดประมาณ102ครั้ง) งบ 58 ล้าน
  • ให้เพจดังในโลกโซเชียลผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับ รณรงค์การเอาชนะโควิด งบ 40ล้าน

ความเหี้ยยังไม่หมดเท่านี้ หากลองสังเกตดู มันสับงบเป็นหัวข้อ พยามคุมไม่ให้เกิน 100 ล้าน ต่อเรื่อง แล้วให้ เจ้าหน้าที่กรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ลงนามทำเอกสาร เพราะว่าหากเรื่องโป๊ะแล้วมีความผิดทางด้านกฏหมายขึ้นมา อนุทิน กับ ประยุทธ์จะได้ไม่โดนสอบสวนความผิด!!!!

ดูก็รู้ไอ้หนู อนุทินเป็นหัวหอกในการคิดเรื่องแบบนี้ เพราะส่วนตัวมันเอง มันก็มีจ้างไอโอ มีเพจปั่นกระแสให้ตัวเองอยู่แล้ว เดินตามรอยพ่อหลวงเลยนะไอเดียเหี้ยๆแบบการเอาเงินภาษีมาสร้างภาพเนี่ย

ถ้าเรื่องนี้สำเร็จผลตามที่มันคิด ก็จะมีคนสูงวัยในต่างจังหวัดที่ส่วนใหญ่รับข่าวสารจากทีวีอย่างเดียวถูกพวกมันหลอกต้มให้ลืมความเลวระยำที่มันทำไว้ จากการบริหารวิกฤตโรคระบาดได้เหี้ยมากกกก!

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

พวกขี้ข้าเผด็จการไทย ถูกล่ารายชื่อส่งฟ้องในรัฐสภายุโรป ระวังจะเข้ายุโรปไม่ได้!!

เมื่อนักกิจกรรมไทยในต่างแดนรวมหัวกันกว่า 18 ประเทศทั่วยุโรป ส่งรายชื่อ รัฐมนตรี-ตำรวจ-ศาลขี้ข้าเกือบๆ20คนที่มีส่วนในการละเมิดสิทธิมนุษย์ชน เพราะออกคำสั่ง ฝากขัง จับกุม ผู้ชุมนุมไทย ขัดกับหลักสากลของโลก ซึ่งรัฐสภาสหภาพยุโรปเขาเอาจริงกับเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างมาก!!!

ในเอกสารมีการเขียนแฉว่ารัฐไทยจับเด็กอายุ15ปีใส่ลงในบัญชีภัยความมั่นคง พร้อมทั้งแฉว่าตำรวจไทยยิงหัวเด็กม.3 ในม็อบ พูดเลยว่า นักการเมืองยุโรปอึ้งแดกแน่นอน!!!

ขนาดกษัตริย์ไทยยังโดน นักการเมืองของเยอรมันลากมาด่ากลางสภาไปหลายรอบแล้ว มาคราวนี้ถึงตาพวกขี้ข้าที่ออกมากร่างกับประชาชนบ้าง พึงระวังไว้ เมื่อรัฐสภายุโรปเขามีรายชื่อพวกมันแล้ว ลูกหลานเหลนโหลนที่ใช้นามสกุลเดียวกันอาจจะพลอยซวยไปด้วย

ตัวอย่างมีให้เห็นมาเยอะแล้ว พวกนายพลประเทศเผด็จการที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดนแบล็คลิสต์เข้าประเทศยุโรป ไปขอ Visa เขาก็จะไม่ให้ผ่าน แถมบางกรณีโดนยึดทรัพย์สินในอเมริกาแบบพวกนายพลจากประเทศจีนก็มีเยอะแยะถมไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ทหารไทย องค์กรที่เน่าเละที่สุดของประเทศ ในที่สุดก็มีคนในออกมาแฉ ว่ามีการถึงขั้นทำใบเสร็จปลอม เพื่อเบิกงบประมาณ

ทหารชั้นประทวน ทนไม่ไหวละอายใจกับสิ่งที่ทำอยู่ เขียนเล่าวิธีโกงเงิน หาเบิกงบภาษีของคนในกองทัพ!!! อ่านแล้ว ทุเรศมากกกกก!!

ทหารข้าราชการที่อยู่แผนกงบประมาณ มีหน้าที่หลักคือ วันๆต้องคอยสร้างใบเสร็จปลอม เพื่อเอาเงินภาษีประชาชนมาโปะ “บิลโรงแรม บิลค่าน้ำมัน บิลร้านอาหาร บิลสายการบิน” ของพวกเหล่านายพล สรุปแล้วงานหลักคือการ เบิกทิพย์ หรือพวกข้าราชการรู้จักกันดีในคำว่า “เบิกผี”

นอกจากนี้ยังมีหน้าที่รองคือ คอยเสิร์พน้ำ เสิร์พข้าว โดนพูดจาออกคำสั่งแบบทาสอีกด้วย

เขาเล่าว่า ตั้งแต่โควิดมา เมื่อรัฐบาลให้มีการ Work from home และมีการเรียกคืนงบที่ไม่ได้ใช้ เช่น งบไปดูงานราชการ ฯลฯ… ซึ่งแน่นอนทหารก็ไม่คืนงบเหล่านี้ แต่ใช้วิธีการสร้างใบเสร็จปลอมเอา มีการเขียนว่า ไปดูงานทิพย์ และคนซวยก็คือคนทำงบนั่นแหละ เพราะต้องไปหาใบเสร็จหลักฐานปลอมมาใส่!!!

เน่าหนอนมาก องค์กรนี้ ไร้ประโยชน์ ทำตัวเป็นปรสิต รับใช้แต่สถาบันกษัตริย์ แต่หันมาแว้งกัดประชาชน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ธรรมนัส ลูกน้องสุดที่รักของร.10 ในแผนกคุมงานการเมือง ทำอะไรก็ไม่ผิด ค้าแป้ง ค้าผง ฆ่าคนตาย ยังรอดมาเป็นเจ้าคนนายคน ปกครองประเทศไทย

ขนาด กรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) ที่ยอมรับเรื่องตรวจสอบกรณี ธรรนัส เปิดบริษัทเถื่อน เพื่อฟอกเงิน มีการถือหุ้นเกิน 5% ซึ่งผิด พรบ การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 สรุปแล้ว ป.ป.ช. ยังยื้อเรื่องเป็นปีๆ ไม่ยอมตัดสินความผิด แม้จะมีเอกสารการถือครองหุ้นชัดเจน มีข่าวไปทำสกู๊ปส่องดูที่ตั้งของบริษัทแล้วเป็นบ้านร้าง ทั้งหมดนี้ยังทำอะไรมันไม่ได้

ดูเอาแล้วกัน นักการเมืองที่ กล้าที่จะทำผิดกฏหมายแบบเปิดเผย เปิดธุรกิจเถื่อนเพื่อฟอกเงินในประเทศ ถ้าเป็นคนธรรมดาติดคุกหัวโตแล้ว (ซึ่งเรื่องการฟอกเงินนี่ถือเป็นคดีร้ายแรงมาก เพราะมักเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมอื่นๆด้วย เช่น ค้ายาเสพติดหรือสิ่งผิดกฏหมาย)

ป.ล. เรื่องธรรมนัสนี่ เวลาออกข่าวต่างประเทศ เขารายงานกันแรงมาก เพราะชาวโลกอึ้ง ที่เมืองไทยมีรัฐมนตรีเป็นอดีตนักโทษค้ายาข้ามชาติมาก่อน พูดเลยว่าประเด็นธรรมนัสนี่ ถือเป็นความอับอายและเสียหายแก่ประเทศมากเพราะมันเกี่ยวโยงกับเรื่องยาเสพติด (ซึ่งอาจจะส่งผลให้คนไทยเวลาจะไปเที่ยวเมืองนอก ก็จะมีภาพลักษณ์ที่เสียไปด้วย เวลาไปสนามบินชาติไหนเขาจะจับตามองเป็นพิเศษว่าเราขนยาหรือไม่ อันนี้ซีเรียส)

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

สุนัขทรงเลี้ยงตัวโปรด

ส.ศิวรักษ์ หรือ ไอ้แป๊ะ  เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน บรรพบุรุษทั้งหมดเป็นชาวจีนโพ้นทะเล (แต่ชอบเรียกชาวจีนว่าเจ๊ก) จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 จากโรงเรียนอัสสัมชัญเมื่อปี 2495 แล้ว  เดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีทางมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ จากวิทยาลัยเซนต์เดวิด เมื่อปี 2500

ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิด นักเขียนชื่อดังในปัจจุบัน และเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ชาวไทย เคยกล่าวถึง ส.ศิวรักษ์ ว่า  “ไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนักที่ต้องมาพูดถึง ส.ศิวรักษ์ ต่อหน้าคุณสุลักษณ์..ศิวรักษ์ ยังคงเป็นปัญญาชนนอกระบบที่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีครั้งใดที่เขาจะถูกขจัดออกไปจากสังคมไทยได้เลย” ซึ่งเป็นมุมมองที่บ่งบอกตัวตนของ ส.ศิวรักษ์ได้เป็นอย่างดี…..ไม่มีนักประวัติศาสตร์คนใดอยากเข้าใกล้

เหตุใด ส.ศิวรักษ์ จึงถูก ศ.ดรนิธิ เรียกหาว่าเป็นนักวิชาการนอกระบบ ที่ไม่สามารถถูกขจัดออกจากสังคมได้ โดยเฉพาะการสนทนาเชิงวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จะไม่มีใครเชิญส.ศิวรักษ์เข้าร่วมเนื่องจากส.ศิวรักษ์ เป็นเพียงปัญญาชนเมื่อ 64 ปีที่ผ่านมาและเขายังเป็นฝ่าย “ก้าวหน้า” ที่ “รักเจ้า” อย่างเปิดเผย แถมมีความรู้ไม่ถึงความเป็นนักวิชาการ โดยเฉพาะ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช เคยออกปากถึงงานเขียนของ ส.ศิวรักษ์ ว่า “ขวานผ่าซาก” คนที่มีคุณสมบัติเช่นส.ศิวรักษ์นี้จึงเป็นอุปสรรค์ต่อการสัมนาเชิงวิชาการว่าด้วยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์

ประเทศไทยไม่มีใครรู้จักและใกล้ชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เท่ากับตระกูลศิวรักษ์ โดยเฉพาะ ส. ศิวรักษ์ จะพูดถึงเรื่องราวจักรๆวงค์ๆ ตลอดชีวิตของความเป็นปัญญาชน แม้เคยถูกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาหลายครั้งหลายหน แต่นั่นไม่อาจเชื่อได้ว่าส.ศิวรักษ์เป็นปัญญาชนคนเดียวที่มีความกล้าหาญในการพูดถึงสถาบันฯ เพราะบนความเป็นจริงนั่นก็คือส.ศิวรักษ์กำลังทำงานตรวจสอบความจงรักภักดีของบุคคลให้กับกษัตริย์ นี่จึงป็นเหตุผลที่ศ.ดร.นิธิเรียกหาว่าเป็นนักวิชาการนอกระบบ ที่ไม่สามารถถูกขจัดออกจากสังคมได้

ล่าสุดส.ศิวรักษ์ออกมาเดินนำหน้ากลุ่มเยาวชน “เดินทะลุฟ้า ปรากฏว่าแกนนำถูกจับห้ามประกันตัว แต่ส.ศิวรักษ์นอกจากไม่โดนจับแล้วยังออกมาโจมตีทั้งรัฐบาลและศาลอย่างไม่เกรงกลัวกฏหมาย

ส.ศิวรักษ์ ผู้ค้ำประกันความดี ร.10 ว่าเป็นกษัตริย์ผู้ปิดทองหลังพระ

– มีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงปรับปรุงสิ่งต่างๆ
– ท่านห่วงใยประชาชนพลเมืองและทรงรู้จักคนรุ่นใหม่ ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะอุดหนุนคนรุ่นใหม่

ในขณะอีกหนึ่ง นายสุภัค ศิวรักษ์. ซึ่งเป็นนอมินีธุรกิจการเงินและผู้ดูแลหุ้นของภูมิพลและครอบครัวมาอย่างยาวนาน โดยที่ไม่มีใครสังเกตหรือติดตามบทบาทการทำงานของสุภัค ศวิรักษ์ ซึ่งตามข้อมูลที่ผมได้รับมีดังต่อไปนี้

BT ธนาคารไทยธนาคารตั้งสุภัค ศิวรักษ์ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ และซีอีโอ

นายสุภัค ศิวะรักษ์ ​กรรมการในคณะ
กรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์​ 

นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหารซีไอเอ็มบี

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
2 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

47 ปี กรณีพลับพลาไชย 3 กรกฎาคม 2517 ที่โลกลืม

หลังกรณี14 ตุลาคม 2516 มีเหตุการณ์จลาจลที่เขตพลับพลาไชย เยาวชนและประชาขนเขื้อสายจีนกับตำรวจโรงพักพลับพลาไชยปะทะต่อสู้กันเป็นเวลา 4 คืน

ก่อนที่จะเกิดกรณีดังกล่าว บ่ายวันนั้น มีการขุมนุมของนักศึกษาประชาชนต่อต้านอเมริกา ที่สนามหลวง ซึ่งเป็นข่วงวันชาติสหรัฐอเมริกา 4 กรกฎาคม แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ชุมนุมขับไล่อเมริกา

ต่อมา เมื่อเวลา 20.30 นาฬิกาของคืนนั้น เกิดเหตุการณ์กระทบกระทั่งระหว่างประชาชนกับตำรวจจราจร เริ่มเมื่อนายพูน ล่ำลือประเสริฐ ผู้แท็กซี่ ปฏิเสธการจับกุมของตำรวจจราจรฐานจอดรถในที่ห้ามจอดหน้าโรงหนัง นายพูนตะโกนบอกประชาชนว่า ตำรวจจับซ้อม ทำให้ฝูงชนที่ออกจากโรงภาพยนตร์กรูกันเข้ามาล้อม พยายามขัดขวางตำรวจจับนายพูน เมื่อไม่สำเร็จ ก็พากันเดินตามไปยังสถานีตำรวจพลับพลาไชย สถานการณ์เริ่มรุนแรงเมื่อไปถึงสถานี มีเสียงปืนยิงปืนยิงมาจากสถานีตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ประชาชน ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มโกรธแค้น จึงขว้างปา ทุบ ทำลายทรัพย์สินโรงพัก จนเกิดการต่อสู้ อย่างรุนแรงกระจายไปทั่วพลับพลาไชย มีวัยรุ่นสื่อมวลชนเรียกว่า” กุมารจีนออกมาร่วมในเหตุการณ์หลายร้อยคน ถูกตำรวจยิง จับซ้อม และถูกส่งไปดำเนินคดีข้อหาหนักทั้งหมด รัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ประกาศภาวะฉุกเฉิน ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์คัดค้านการปราบปรามประชาชนพลับพลาไชย การปะทะเกิดขึ้นทุกคืนเป็นเวลา3 วัน ไม่มีเสียงปืนเลยในคืนวันที่6 กรกฎาคม เพราะมีการถ่ายทอดฟุตบอลโลกรอบชนะเลิศ ระหว่าง เยอรมันกับฮอลแลนด์
ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 25 คน บาดเจ็บ 120 คน

ความสำคัญของกรณีพลับพลาไขย
1 ไม่มีการสอบสวนหาข้อเท็จจริง ทั้งๆที่มีผู้เสียชีวิตหลายสิบ บาดเจ็บกว่าร้อยคน และผู้คนลืมไปอย่างสนิท ผมยังจำภาพข่าวคนนอนตาย คนถูกจับ ถูกซ้อมในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
2 สื่อมวลชน และสังคมการเมืองโจมตีฝ่ายเยาวชนประชาชน ปกป้องตำรวจ
3 เป็นครั้งแรกหลังกรณี14 ตุลาคม ที่รัฐบาลปราบปรามประชาชนและฝ่ายสูญเสียอำนาจ อิทธิพล ซึ่งต่อมา เรียกว่า “ฝ่ายขวา “ แก้แค้นขบวนการนักศึกษาประชาชน 14 ตุลาคม และค่อยๆฟื้นตัว ตั้งนวพล นักศึกษาอาขีวะกลุ่มกระทิงแดง และลูกเสือชาวบ้านต่อต้านขบวนการนักศึกษาประชาชนผู้รักประชาธิปไตย และมีอุดมการณ์สังคมนิยม (ฝ่ายซ้าย ) อันนำไปสู่กรณีนองเลือด 6 ตุลาคม 2519

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
1 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น