หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

การปิดกั้นสื่อเครื่องมือของเผด็จการ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

การปิดกั้นสื่อดูเหมือนจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ในการกุมอำนาจทางการเมืองของผู้นำเผด็จการที่ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ หรือรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่เสรี (Illiberal Democracy)

เมื่อไม่นานมานี้ หลาย ๆ คนอาจได้ยินข่าวที่ทางการจีนประกาศห้ามสำนักข่าว BBC ออกอากาศในจีน การแบนเกิดขึ้นหลังจากที่ Ofcom ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลสื่อของอังกฤษได้ถอนใบอนุญาตของ China Global Television Network (CGTN) หลังจากพบว่า CGTN ให้ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับผู้เป็นเจ้าของบริษัท แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าก่อนหน้านี้ BBC ได้นำเสนอข่าวต่าง ๆ ที่ทำให้ภาพพจน์ของจีนเสื่อมเสีย ซึ่งรวมไปถึงรายงานเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาในจีนเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และล่าสุด การกดขี่ชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์ ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โดยในรายงานเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ BBC ได้ตีพิมพ์เรื่องราวและบทสัมภาษณ์ของหญิงชาวอุยกูร์หลายรายที่ถูกข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ และทรมานในค่าย “re-education” ของจีนในซินเจียง (1)

แล้วก็เป็นไปอย่างที่คาด รัฐบาลจีนออกมาแก้ต่างทุกข้อกล่าวหา และต้านว่ารายงานเหล่านั้นเป็นความเท็จที่ไม่มีมูล การระงับการออกอากาศของ BBC ในจีนถูกให้เหตุผลว่า BBC ละเมิดข้อกำหนดที่ว่าข่าวควรเป็นความจริงและยุติธรรม และไม่เป็นอันตรายต่อผลประโยชน์แห่งชาติของจีน

ในเมียนมาร์ก็เช่นกัน สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เป็นอีกตัวอย่างของการริดรอนเสรีภาพของสื่อโดยเผด็จการทหาร หลังการทำรัฐประหารยึดอำนาจและจับกุมผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งของชาวเมียนมาร์ ประชาชนเกือบทั่วประเทศได้ลุกฮือออกมาต่อต้านและเรียกร้องประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน ฝ่ายทหารได้พยายามปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลของประชาชน โดยการปิดสัญญาณอินเตอร์เน็ทเป็นระยะ การบล็อกเฟสบุ๊ค รวมถึงแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารของผู้ชุมนุม การบล็อกเว็บไซต์ของช่องข่าวของเมียนมาร์ 30 แห่ง รวบถึงเว็บไซต์ด้านสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ยังมีการเสนอกฎหมายใหม่ที่จะอนุญาตให้ทางการจับกุมใครก็ตาม รวมถึงนักข่าว ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล โดยมีโทษจำคุกได้ถึงสามปี

อาจไม่น่าแปลกใจนัก เมื่อเราได้ยินเรื่องราวเหล่านี้จากประเทศคอมมิวนิสต์อย่างจีน หรือท่ามกลางการทำรัฐประหาร เช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ แต่การปิดกั้นสื่อในประเทศที่อ้างตนว่าเป็นประชาธิปไตยนั้นย่อมเป็นเรื่องยากที่จะถูกยอมรับ

ตามดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนโลกประจำปี 2563 ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับที่ 140 จาก 180 ประเทศ  ซึ่งต่ำลงจากที่เคยอยู่ในอันดับที่ 59 ในดัชนีปี 2547 นอกจากนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ยังได้ถูกตีตราว่าเป็นหนึ่งใน “ผู้ล่าเสรีภาพสื่อมวลชน” (Predators of Press Freedom) เคียงบ่าเผด็จการระดับโลกอื่น ๆ เช่น คิม จองอึน, สี จิ้นผิง และ วลาดิเมียร์ ปูติน บนเว็บไซต์ขององค์กร Reporters without Borders (RSF) (2)

ทางการไทยได้จำกัดเสรีภาพสื่อมวลชนอย่างเข้มงวด แม้ว่า “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการคุ้มครองสื่อมวลชน” ได้ถูกบัญญัติเป็นครั้งแรกไว้ใน มาตรา 39 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2540 — อย่างเห็นได้ชัด หนังสือและสื่อนับไม่ถ้วนถูกแบน และผู้เขียนถูกลงโทษหรือจับกุม

ตัวอย่างแรกของการปิดกั้นสื่ออย่างไม่เป็นธรรม คือการแบนหนังสือ The King Never Smiles ซึ่งเป็นชีวประวัติเชิงตีความของกษัตริย์ภูมิพลที่เขียนโดย Paul Handley อดีตนักข่าวประจำการณ์ในกรุงเทพฯ หนังสือถูกตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยลและวางจำหน่ายในปี 2549 อย่างไรก็ตามทางการไทยสั่งห้ามขายหรือเผยแพร่หนังสือเล่มนี้ก่อนการตีพิมพ์เสียอีก ต่อมาเนื้อหาบางส่วนของหนังสือได้ถูกแปลเป็นภาษาไทยและโพสต์บนอินเตอร์เน็ทโดย Joe Gordon ชาวอเมริกันเชื้อสายไทย เขาถูกตัดสินจำคุก 2 ปีครึ่งในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ส่วนเหตุการณ์ที่แสดงถึงการริดรอนเสรีภาพของสื่ออย่างรุนแรงเป็นประวัติการณ์ คือเหตุการณ์หลังรัฐประหาร พฤษภาคม 2557 โดยผู้นำทหาร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงเวลานั้นสื่อโทรทัศน์ 14 ช่องถูกสั่งหยุดออกอากาศโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และสื่อหนังสือพิมพ์ได้รับคำเตือนว่าอย่าเผยแพร่สิ่งที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ นอกจากนี้นักวิชาการบางคนยังได้ถูกสั่งห้ามการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โดยผู้ล่วงละเมิดสามารถถูกดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด (3)

จากตัวอย่างที่กล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าสื่อหลายแขนงถูกปิดกั้นโดยผู้นำเผด็จการ เพียงเพราะสื่อเหล่านั้นเผยแพร่ความจริงด้านลบที่รัฐบาลเผด็จการรับไม่ได้ รัฐบาลจึงใช้วิธี “ปิดหูปิดตาประชาชน” เพื่อนำมาซึ่งความสงบและประโยชน์ในการสืบสานอำนาจของตนอย่างไม่ชอบธรรม ซึ่งวิธีการกดทับเช่นนี้ไม่ใช่หนทางการแก้ไขที่ถูกต้อง หากแต่จะทำให้รอยร้าวระหว่างประชาชนและรัฐบาลเพิ่มมากยิ่งขึ้น และท้ายที่สุดเราขอเรียกร้อง ความเป็นธรรม สิทธิ และเสรีภาพแก่สื่อมวล ต่อรัฐบาลไทยที่ได้ชื่อว่าปกครองประเทศภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

อ้างอิง:
https://www.bbc.com/news/world-asia-china-55794071
https://rsf.org/en/predator/prayut-chan-o-cha
https://www.ctvnews.ca/world/thailand-imposes-media-censorship-as-military-coup-begins-1.1832916


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

วันนี้ในอดีต 11 กันยายน พ.ศ. 2544 เหตุการณ์ 911 ในสหรัฐฯ ตึกเวิร์ลเทรดเซ็นเตอร์ ที่เหลือเพียงความทรงจำ วินาศกรรมที่โลกไม่เคยลืม

เหตุการณ์พอจะสรุปได้ดังนี้
08:45 น. เครื่องบินโดยสารของอเมริกันแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 11 จากบอสตันเข้าชนอาคารเหนือ (อาคาร 1 เป็นอาคารที่มีเสาอากาศเห็นได้ชัด) ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ แล้วฉีกตัวอาคารเป็นช่องพร้อมทั้งเกิดเพลิงไหม้
09:03 น. เครื่องบินโดยสารของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 175 จากบอสตันเช่นกัน พุ่งเข้าชนอาคารใต้ (อาคาร 2) ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเกิดระเบิดรุนแรง
09:43 น. เครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ 77 ของอเมริกันแอร์ไลน์ ชนอาคารเพนตากอน เกิดควันไฟพวยพุ่ง มีการอพยพคนในทันที
09:45 น. มีการอพยพคนที่ทำเนียบขาว
10:05 น. อาคารใต้ ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มลง ท้องถนนปกคลุมด้วยกลุ่มควัน
10:10 น. บางส่วนของอาคารเพนตากอนถล่ม ขณะเดียวกันก็มีรายงานการตกของเครื่องบินโดยสารของยูไนเต็ดแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ 93 ที่เขตชนบทของซอมเมอร์เซ็ต รัฐเพนซิลวาเนีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของพิตส์เบิร์ก
10:13 น. อาคารที่ทำการของสหประชาชาติเริ่มขนย้ายผู้คน โดยเป็นคนของสำนักงานใหญ่จำนวน 4,700 คน และจากยูนิเซฟกับฝ่ายอื่นของสหประชาชาติอีก 7,000 คน
10:28 น. อาคารเหนือ ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ถล่มยุบตัวลง คล้ายถูกตอกด้วยเสาเข็มจากด้านบน เกิดฝุ่นอันหนาทึบ และเศษหักพังกระจายไปทั่ว
10:45 น. อาคารที่ทำการของรัฐทุกอาคารในวอชิงตันอพยพคนทั้งหมด
10:48 น. ตำรวจได้ยืนยันว่ามีเครื่องบินตกที่ซอมเมอร์เซ็ต
10:53 น. มีการประกาศเลื่อนการเลือกตั้งขั้นต้นของนิวยอร์ก
12:18 น. อเมริกัน แอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินที่ถูกปล้น โดยเที่ยวบินที่ 11 เป็นเครื่องโบอิ้ง 767-200ER มีลูกเรือ 11 คน และผู้โดยสาร 81 คน ซึ่งกำลังเดินทางไปยังลอสแอนเจลิส ส่วนเที่ยวบินที่ 77 เป็นเครื่อง 757-200 กำลังเดินทางไปลอสแอนเจลิส โดยมีผู้โดยสาร 58 คน ลูกเรือ 6 คน เครื่อง 767-200ER เป็นลำที่ชนอาคารเหนือของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ และเครื่อง 757-200 ชนอาคารเพนตากอน
12:26 น. ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินที่ถูกปล้นว่า เที่ยวบินที่ 93 ออกจากนิวอาร์ก รัฐเดลาแวร์ ไปยังซานฟรานซิสโก และตกที่เพนซิลวาเนีย
12:59 น. ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ รายงานเรื่องเครื่องบินเที่ยวบินที่ 175 ที่กำลังเดินทางไปลอสแอนเจลิสว่า มีผู้โดยสาร 56 คน ลูกเรือ 9 คน โดยเป็นลำที่ชนอาคารใต้ของเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์
13:04 น. สนามบินลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นที่หมายของเครื่องบิน 3 ลำ อพยพคนทั้งหมด
13:15 น. สนามบินซานฟรานซิสโกซึ่งเป็นที่หมายของเครื่องบินเที่ยวบินที่ 93 อพยพคนทั้งหมด
15:10 น. อาคาร 7 ซึ่งมี 47 ชั้นของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์เกิดเพลิงไหม้
16:20 น. อาคาร 7 ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่มีคนอยู่แล้วได้ถล่มลงมา โดยเกิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้นหลังจากอาคาร 1 และอาคาร 2 (อยู่คนละฝั่งถนน) ถล่มลงก่อนหน้านี้ และอาคารรอบ ๆ บริเวณก็มีเพลิงไหม้ด้วย
16:30 น. เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลรายงานว่าเครื่องบินที่ตกในเพนซิลวาเนียอาจจะมีเป้าหมายในการชน แคมป์เดวิด หรือ ทำเนียบขาว หรือ อาคารรัฐสภา อาคารใดอาคารหนึ่ง
18:45 น. ตำรวจนิวยอร์กรายงานว่า มีเจ้าหน้าที่สูญหาย 78 นาย และเชื่อว่าพนักงานดับเพลิงประมาณ 200 นายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
20:22 น. เพลิงไหม้ที่อาคารเพนตากอนยังควบคุมไม่ได้ แต่สามารถจำกัดเขตการลุกลามได้แล้ว
ในขณะที่เกิดเหตุหายนะอยู่นี้ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ได้เดินทางจากฟลอริดากลับสู่วอชิงตัน และได้ออกแถลงการณ์ในเหตุการณ์ โดยขอให้ประชาชนร่วมกันสวดมนต์ให้กับผู้เคราะห์ร้าย รวมทั้งยังประกาศว่า “ผู้ที่กระทำการครั้งนี้จะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำ”
ต่อมามีรายงานว่าอาคารอื่น ๆ ในบริเวณนั้นก็ได้พังทลายลงทั้งหมด (เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ประกอบด้วยอาคาร 7 หลัง) อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายจากดาวเทียมแสดงให้เห็นว่า อาคาร 5 ยังคงตั้งอยู่แต่ก็เสียหายเป็นอย่างมากเช่นกัน สำหรับจำนวนผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บนั้นยังไม่ทราบแน่นอน แต่พบศพแล้วกว่า 200 ศพ และยังสูญหายอีกประมาณ 6,000 คน (ณ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2544)
มีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น 3,400 คน แบ่งเป็น เสียชีวิตบนเครื่องบิน 246 คน
ในอาคารและพื้นดินของนครนิวยอร์ก 2,602 คน และในอาคารเพนตากอน 125 คน รวมถึงนักผจญเพลิงนครนิวยอร์ก 343 คน ตำรวจนครนิวยอร์ก 23 คน ตำรวจการท่าเรือของนิวยอร์กและนิวเจอร์ซี 37 คน และผู้สูญหายอีก 24 คน

ชีวิต เปื้อนฝ่น
11 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างแพะรับบาป จำเลยคดีสวรรคต ร.8

นายชิต สิงหเสนี เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 เป็นบุตรของ นายพลตรีพระยาอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) กับนางน้อม (สกุลเดิม สุวรรณทัต) นายชิตเป็นนักเรียนมหาดเล็กหลวงในรัชสมัย ร.6 แล้วเริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งมหาด เล็กในต้นรัชสมัย ร.7 และดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือมหาดเล็กห้องบรรทมของในหลวงอานันท์ฯ ร.8 เพราะเป็นที่ไว้วางใจอย่างที่สุดโดยเป็นข้าฯถึงสามแผ่นดิน จึงได้ให้ทำหน้าที่เฝ้าหน้าห้องบรรทมถวายงานใกล้ชิด

นายชิตเคยเป็นม้าทรงให้ในหลวงอานันท์ขี่เล่นเมื่อตอนยังเด็ก แถมยังทำเป็นผู้ช่วยพระชนนีฯทำหน้าที่ในการสวนทวารยามในหลวงประชวรท้องผูก นายชิดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นในคดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 ศาลชั้นต้นตัดสิ้นให้ประหารชีวิต ศาลอุทรณ์พิพากษายืน ศาลฎีการพิพากษายืน เป็นที่น่าสังเกตว่าศพ นายชิต สิงหเสนี ถูกเก็บนานถึง 23 ปี จึงได้ฌาปนกิจ ณ เมรุวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2521

นายบุศย์ ปัทมศริน เป็นบุตรของขุนวิสูตรเสนีย์ (จาง ปัทมศริน)กับนางปุก ปัทมศริน เกิดเมื่อ พ.ศ. 2443 รับราชการครั้งแรกในกรมปลัดบัญชี เมื่อคราวในหลวงอานันท์เสด็จนิวัติพระนครในปี พ.ศ. 2488 จึงได้รับความไว้วาง ใจให้โอนย้ายมาเป็นมหาดเล็กตั้งเครื่อง และเลื่อนเป็นมหาด เล็กห้องบรรทมตามลำดับ ก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกรณีสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2489 ศาลอาญาได้พิพากษาให้ปล่อยตัว ในชั้นศาลชั้นอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตพร้อมกับนายชิต สุดท้ายศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุธรณ์

นายเฉลียว ปทุมรส เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนา คม พ.ศ. 2445 เป็นอดีตสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนผู้ซึ่งมีความใกล้ชิดกับดร.ปรีดี พนมยงค์ และเป็น อดีตราชเลขาธิการในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันท์ ตกเป็นผู้ต้องหาว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับการสวรรคต ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เนื่องเพราะวันนั้นเป็นวันหยุด ศาลอาญาได้พิพากษาให้ปล่อยตัว ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตพร้อมกับนายชิต และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุธรณ์

นายชิด สิงหเสนี, นายบุศย์ ปัทมศรินและนายเฉลียว ปทุมรส ถูกตัดสินประหารชีวิต เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2497 จนกระทั่งเช้ามืดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เวลา 5.10 น ทั้งสามจึงถูกนำตัวเข้าหลักประหาร คำให้การของนายเฉลี่ยวก่อนตายที่บอกเล่าให้พล.ต.อ.เผ่าฟัง ได้รับการบันทึกเสียงแล้วรายงานต่อจอมพลป. พิบูลย์สงคราม และเป็นที่มาของความคิดขอฟื้นไมตรีคืนดีกับดร.ปรีดี แต่ถูกปิดบัญชีด้วยการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ที่มีสหรัฐอเมริการสนับสนุนและทำหน้าที่ปกป้องภูมิพลในฐานะอเมริกันชนเพื่อเป็นตัวแทนอำนาจ

นายเฉลียว,นายชิดและนายบุศย์สามผู้ใกล้ชิดและซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ ถูกตัดสินประหารชีวิตนับเป็นโศกนาฏกรรม ที่ผู้คิดจงรักภักดีควรเรียนรู้ไว้เป็นอุทาหรณ์ และเป็นตัวอย่างของคนที่ดัดจริตอยาก “จะอยู่อย่างจงรักและตายอย่างภักดี” จะได้สำเหนียก

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลักฐานชิ้นสำคัญในการเสียดินแดนในสมัย รัชการที่ 5 รัฐสยามต้องเสียดินแดนส่วนนี้ไป เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พศ. 2451

ชาวมาเลย์เชื้อสายไทยทั้งพระ
และชาวบ้านใน​อ.ปาดัง – ซาราย
รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
ตรวจสอบเสาหลักเขตประเทศไทย
อายุกว่า​ 200 ปี พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทย รีบนำกลับบ้านเกิด
เพราะจะถูกทางการมาเลย์ทำลายทิ้ง
เป็นหลักแบ่งเขตแดนของประเทศไทย
กับประเทศมาเลเซีย ครั้งสมัยไทรบุรี(รัฐเคดาห์ของมาเลย์ในปัจจุบัน)
เป็นของไทย ถือว่าเป็นเสาหลักเขตประวัติศาสตร์ ตั้งขึ้นสมัยที่อังกฤษล่าอาณานิคม กระทั่งไทยสูญเสียพื้นที่ไทรบุรีไป เสาหลักเขตมีคำจารึกไว้ว่า
“BRITISH AND SIAMESE DOUNDARN”
แดนกัมปันนีแดนไทยต่อกัน
อยู่ห่างจากด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลา
ประมาณ 150 กม.

การที่ชาวมาเลย์เชื้อสายไทย
ได้เรียกร้องรัฐบาลไทยหรือ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย
ควรรีบยื่นเข้ามาเจรจา
กับทางการมาเลเซีย
เพื่อนำมาเก็บไว้ในประเทศไทย
เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจแก่บรรดาอนุชนรุ่นหลังได้ดู ศึกษา และตระหนัก
ถึงความเหนื่อยยากของคนไทยในสมัยนั้นที่ต้องรักษาเอกราช
และอธิปไตยไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นายชิน โสพณพนิช จากเสื่อผืนหมอนใบ สู่นายทุนใหญ่

เรื่องราวของบุรุษเสื่อผื่นหมอนใบที่เป็นตำนานแห่งวงการธนาคาร ผู้มีความเป็นอัจฉริยะเหนือผู้มีอำนาจ เหนือวิกฤตทั้งปวง ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอุปสรรค์ ดำเนินธุรกิจบนเส้นทางที่อิงติดกับอำนาจอย่างโลดโผน เป็น “คนเหนือคน” จนกลายเป็นอมตะตำนานที่เล่าขานกันจนแม้ทุกวันนี้ “ชิน โสภณพนิช” คือคนนั้นที่ผมกำลังเขียนถึง

นายชิน โสภณพนิช มีชื่อจีนว่า “เปียกชิ้ง แซ่ตั้ง” (ตั่งเปียกชิ้ง ตามสำเนียงจีนแต้จิ๋ว) เกิดที่วัดไทร อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี ในตระกูลชาวจีนอพยพ ดังนั้นหากจะจัดนายชินให้อยู่ในกลุ่มคนจีน “เสื่อผื่นหมอนใบ” จึงไม่เป็นการถูกต้องนัก ต้องขอย้อนอดีตกลับไปในช่วงวัย 5 ขวบ ด.ช.ชินได้ติดตามบิดากลับสู่ประเทศจีนและได้ศึกษาเล่าเรียนตามอัตภาพซึ่งก็ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เพราะชีวิตวัยเด็กมีภารกิจที่ต้องช่วยบิดาทำนานอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเด็กน้อยคนนี้

ด้วยชีวิตต้องลำบากตั้งแต่เริ่มจำความได้จึงทำให้ในเวลาต่อมา กลายเป็นคุณสมบัติที่ทำให้นายชินมีความมานะและอดทนเหนือคนวัยเดียวกัน นายชินติดตามบิดากลับไปอยู่ประเทศจีนนานถึง 12 ปี จึงเดินทางกลับประเทศไทยช่วงวัย 17 ปี สังคมไทยในเวลานั้นนับว่าไม่คุ้นชินกับชีวิตของหนุ่มน้อยแดนมังกรคนนี้ เพราะต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ช่องทางทำมาหากินจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย การที่จะเลือกทำงานจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากรับจ้างทำงานในแวดวงคนจีนเท่านั้น

งานเริ่มต้นครั้งแรกรับจ้างทำงานบนเรือโยงบรรทุกสินค้าเกษตร (เรือพ่วง) ไม่นานก็ได้งานใหม่โดยรับจ้างทำงานทั่วไป(พะจั๊บ)ในโรงค้าไม้ ด้วยที่เป็นคนขยันและอ่านออกเขียนได้ จึงขยับฐานะเป็นเสมียน(ซิงเฮี้ยง)โรงไม้ และไม่นานก็ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นเป็นผู้จัดการ (หลงจู๊) บุญนำแต่กรรมบัง นายชินต้องตกงานเหตุเพราะไฟไหม้โรงค้าไม้

นายชินเดินทางกลับประเทศจีนอีกวาระหนึ่ง โดยยึดอาชีพเดินเรือซึ่งไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง จึงเดินทางกลับประเทศไทยอีก การกลับมาครั้งนี้ไม่ยากลำบากเหมือนครั้งก่อนเนื่องจากมีความรู้จักคุ้นเคยในหมู่คนจีนพอสมควร จึงได้รับการชักชวนให้เข้าทำงานที่บริษัท เซียม เฮง ล้ง ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง

ธุรกิจก่อสร้างในเวลานั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วตามความเติบโตของเศรษฐกิจช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายชินมีสายตาหลักแหลมอันเป็นพรสวรรค์ จึงรวบรวมเงินเท่าที่มีอยู่ เปิดร้านขายวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นของตัวเอง บนถนนเจริญกรุง ใกล้โรงภาพยนตร์พัฒนากร ธุรกิจเจริญเติบโตชนิดก้าวกระโดดเกินความคาดหมาย จนทำให้สามารถขยับขยาย เปิดบริษัทค้าเหล็กเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งธุรกิจ ตามมาด้วยบริษัทขายเครื่องเขียน และบริษัทจำหน่ายเครื่องกระป๋อง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง การก่อสร้าง, งานซ่อมแซมทั้งภาครัฐและเอกชนต่างต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก ส่งผลต่อฐานะของนายชินกลายเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงพ่อค้าและนักธุรกิจ

การค้าทองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำความมั่งคั่งให้กับนายชิน เพราะช่วงสงครามชาวบ้านต่างซื้อทองเก็บไว้เนื่องจากง่ายต่อการเคลื่อนย้ายหลบหนีภัยสงคราม พอสง ครามสิ้นสุดลงต่างก็นำทองออกขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการหาที่อยู่อาศัยและซื้อของใช้ที่จำเป็น สรุปโดยย่อทั้งช่วงก่อนสงครามและหลังสงครามล้วนส่งผลดีต่อธุรกิจของนายชิน จนสามารถยกระดับฐานะทางสังคมเป็นนายห้างชินที่ไม่เพียงแต่จะเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจชาวจีนเท่านั้น หากแต่การคบหาสมาคมก็ยกระดับการคบหาใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลเลยทีเดียว

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อปีพ.ศ.2487 ขณะที่นายห้างชินมีอายุเพียง 36 ปี ได้รวบรวมเพื่อนร่วมธุรกิจการค้าจำนวน 15 คนร่วมหุ้น ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพขึ้นบนถนนราชวงค์ โดยมีนายควง อภัยวงค์นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน นับเป็นก้าวแรกและเป็นจุดเริ่มต้นที่นายห้างชินทำธุรกิจพึ่งพาอำนาจทางการเมือง

นายห้างชินนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความหลักแหลมและลึกซิ้งเป็นอย่างยิ่งในการอ่านเกมอำนาจ การเปิดธนาคารกรุงเทพก็แสดงให้เห็นชัดว่า นายห้างชินมีความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับสมาชิกคณะราษฎรระดับผู้ก่อการ ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่า นายควงเป็นหนึ่งในคณะราษฎรที่ร่วมทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยได้รับมอบหมายให้ไปตัดสายโทรศัพท์และโทรเลข เนื่องจากเป็นผู้รับราชการอยู่ในกรมไปรษณีย์โทรเลข

ภายหลังการก่อรัฐประหารเมื่อปี 2490 นายห้างชินกลับมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับกลุ่มซอยราชครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ที่มีความสนิทชนิดลึกซึ้งกินใจ ว่ากันว่า พล.ต.อ.เผ่าเคยลองใจนายห้างชินเรื่องขอยืมเงิน แทนที่นายห้างชินจะจัดให้ตามจำนวนที่ต้องการ แต่กลับเซ็นเช็คเปล่าให้พล.ต.อ.เผ่าไปกรอกจำนวนเงินเอาเองตามที่ต้องการ นับเป็นการวัดใจที่ได้ใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังการวัดใจพล.ต.อ.เผ่าก็ได้ใช้อำนาจช่วยประคองฐานะธนาคารกรุงเทพ ด้วยการกดดันให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจนำเงินเข้าฝาก และบีบบังคับให้บรรดาพ่อค้าข้าวและธุรกิจส่งออกต้องเปิด L/C กับธนาคารกรุงเทพ แต่ความสัมพันธ์อันดีที่นายห้างชินมีกับกลุ่มซอยราชครูกลับเป็นผลร้ายในเวลาต่อมา กล่าวคือเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ยึดอำนาจทำรัฐประหารจอมพลป. พิบูลย์สงครามเมื่อปีพ.ศ.2500 พล.ต.อ.เผ่ากับนายห้างชินก็มีอันต้องแยกทางกันโดยคนหนึ่งลี้ภัยไปประเทศสวีตเซอร์แลนด์ ส่วนอีกหนึ่งเผ่นไปตั้งหลักที่ฮ่องกง

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นวิกฤตครั้งสำคัญที่สุดของนายห้างชิน ถ้าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้อื่นที่ไม่ใช่นายห้างชิน ผมเชื่อเหลือเกินว่าธนาคารกรุงเทพคงล่มสลายไปแล้วนับแต่บัดนั้น แต่ด้วยความเป็นอัจฉริยะระดับคนหนือคนของนายห้างชิน ดังที่ได้กล่าวข้างต้นคือ การรู้จักคบหาบุคคลผู้ควรแก่การคบหา การมองเกมอำนาจ ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะมีสายตาที่กว้างไกล ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อทำธุรกิจประสบความสำเร็จ นายห้างชินก็ยกฐานะทางสังคมของตัวเองขึ้นมาคบหาผู้มีอำนาจระดับรัฐบาลและกลุ่มขั้วอำนาจต่าง

เมื่อมีการทำรัฐประหารขึ้นในปีพ.ศ.2490 นายห้างชินจึงสามารถเปลี่ยนข้างไปใกล้ชิดกับกลุ่มราชครูโดยเฉพาะอย่างยิ่งพล.ต.อ.เผ่า แถมยังใจกว้างยกตำแหน่งประธานธนาคารกรุงเทพให้กับพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน หนึ่งในบุคคลสำคัญของกลุ่มราชครูที่ร่วมทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ นาวาสวัสดิ์ ที่ดร.ปรีดีให้การสนับสนุนอยู่ และแม้กระทั่งเวลาต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ทำการรัฐประหารจอมพลป. พิบูลย์สงครามในปีพ.ศ.2500 นายห้างชินก็ผ่อนหนักเป็นเบาด้วยการแต่งตั้งพล.ท.ประภาส จารุเสถียร หนึ่งในคณะปฏิวัติ (ตามที่จอมพลสฤษดิ์ประกาศ) ขึ้นเป็นประธานธนาคารกรุงเทพ แทนพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน….อำนาจจอมพลหรือจะสู้อำนาจเงิน

นายห้างชินในเวลานั้นถือได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในแวดวงธุรกิจและการธนาคาร ที่ชนชาวจีนต่างให้ความนับถือเพราะธนาคารกรุงเทพเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางธุรกิจของชาวจีน ซึ่งเป็นชีพจรเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับธุรกิจต่างๆของทั้งประเทศ แม้แต่ธุรกิจระดับยักษ์ๆของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเจริญโภคภัณฑ์, สหพัฒนพิบูล, ห้างเซ็นทรัลหรือแม้แต่ทักษิณ ชินวัตร ต่างล้วนเคยพึ่งพาใช้บริการธนาคารกรุงเทพผ่านนายห้างชินทั้งนั้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ที่มากด้วยบารมีของนายห้างชิน

เมื่อธนาคารกรุงเทพเป็นศูนย์รวมกลุ่มธุรกิจของชาวจีนที่มีความมั่นคงแข็งแรง และโยงใยกับธรุกิจน้อยใหญ่ทั้งขายปลีกและขายส่งตลอดจนผู้บริโภคล้วนแต่เป็นชนชาวจีนทั้งสิน การที่จะจัดการกับนายห้างชินจึงยากและลำบากกว่าการรัฐประ หารล้มรัฐบาลจอมพลป. พิบูลย์สงคราม และถ้าจะล้มนายห้างชินให้ลงจนได้ จอมพลสฤษดิ์ก็จำเป็นต้องมีกุนซือที่มีความสามารถหาวิธีสยบคนจีนได้ทั้งแผ่นดิน…..

นายชิน โสพาณิช ผู้เป็นตำนานราชาธนกิจที่มีความอัจฉริยะ ที่ถีบตัวเองจากชนชั้นผู้ยากไร้สู่ความเป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับชาติ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่า “ราชาธนกิจ” ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เจอหลักฐานชิ้นสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชี้ชัด”วังสั่งรัฐประหาร” หลังมีคนไปขุดหาเอกสารมาเผยแพร่ ส่งตรงจาก หอจดหมายเหตุ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ!!!

สมาชิกจากกลุ่มตลาดหลวง เผยแพร่เอกสาร ที่ไปค้นได้จากหอจดหมายเหตุ เป็นหลักฐานตบหน้าสลิ่มที่ชอบอ้างว่า “วังไม่เคยทำรัฐประหาร ในหลวงไม่เคยยุ่งการเมือง” คำพูดกลวงๆแบบนี้เก็บไว้หลอกสลิ่มด้วยกันเองเถอะ เอกสารมีอยู่มากมายแต่สลิ่มไม่เคยออกไปค้นคว้า

เนื้อหาสำคัญของเอกสารชิ้นนี้ เป็น การจดบันทึกของนักการทูตชาติอังกฤษ ที่บันทึกรายงานเหตุการ์ณในไทยช่วงปีพ.ศ 2500 หลังรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์… มีใจความว่า

1.นายพจน์ สารสิน (นายกฯคนที่9 ของไทย) ได้มาขอร้องให้ทูตอังกฤษเชื่อว่าในหลวงภูมิพลรับรู้ถึงแผนการทำรัฐประหารทุกขั้นตอน และไม่ได้ถูกข่มขู่แต่อย่างใด

2.ทูตอเมริกาเข้าพบในหลวงภูมิพล และยืนยันว่า ในหลวงภูมิพลยอมรับแผนการของสฤษดิ์และพวกด้วยความสมัครใจ และพระองค์เจ้าธานีนิวัตยังย้ำเป็นการส่วนตัวกับทูตอังกฤษว่า “รัฐประหารนี้คือสิ่งที่วังต้องการ”

คิดวิเคราะห์แยกแยะกันเอานะ ขนาดในหลวงภูมิพลที่เล่นการเมืองแยบยลกว่าในยุคของวชิราลงกรณ์ยังถูกคณะทูตบันทึกไว้ชัดเจนขนาดนี้ว่า”วังสั่งรัฐประหาร”

ก็ไม่แปลกใจที่ในยุคนี้คนจะตาสว่างแจ่มจ้า เหลือแค่สลิ่มเท่านั้นแหละที่ยังยอมรับไม่ได้ ว่าที่การเมืองไทยเละเทะทุกวันนี้เพราะถูกพวกปรสิตแบบสถาบันกษัตริย์มันครอบงำ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
6 ก.ย.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

The American Dream ชีวิตที่ดีขึ้น รวยขึ้นและอิ่มขึ้น

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

“สร้าง ให้ฝัน ที่แม่เคยฝัน ที่ไม่กล้าฝัน ที่คนธรรมดาคนหนึ่งไม่กล้าฝัน แต่เขาให้มาโดยที่…ฉันก็แอบฝัน” คำพูดของแม่สิตางค์ บอกอะไรเรา ทำไมแค่ฝันยังไม่กล้า ความฝันของคนไทยและความฝันของคนอเมริกันที่อยากจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอาจจะไม่ได้แตกต่างกัน คนไทยฝันแล้วเอาไปตีหวย คนอเมริกันฝันแล้วทำอะไรต่อทำไมชีวิตคนอเมริกันถึงดีกว่าในสายตาของคนไทย

คำที่คุ้นหูใครหลายๆ คน อเมริกันดรีม จำกัดความโดย James Truslow Adams ในปี 1931 ที่ว่า “life should be better and richer and fuller for everyone, with opportunity for each according to ability or achievement” แปลได้ว่า

“ชีวิตควรดีขึ้น รวยขึ้น และอิ่มขึ้น สำหรับทุกคน ด้วยโอกาสจากความสามารถหรือความสำเร็จ” มิใช่จากการที่เขามีพ่อเป็นกษัตริย์ ซึ่งเจมส์ไม่ได้กล่าวฉันกล่าวเอง

ฐานความคิดของคำว่าความฝันของคนอเมริกัน มาจากพื้นฐานด้านประชาธิปไตย จากการประกาศอิสรภาพอย่างเป็นทางการ (Declaration of Independence) ว่า ทุกๆ คนเกิดมาเท่ากัน มีความเสมอภาคในชีวิต เสรีภาพ และการแสวงหาความสุข เห็นได้ว่าความฝันที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้นเป็นของทุกคนในดินแดนแห่งเสรีภาพ การเริ่มต้นธุรกิจสามารถทำได้ถ้าคุณมีไอเดียใหม่ๆ และกล้าที่จะออกมาจาก comfort zone โดยมีกฎหมายเอื้ออำนวยและปราศจากกลุ่มนายทุนใหญ่ขัดขวาง ถ้าทุกคนลองนึกดูว่าเทคโนโลยีที่นำสมัยหรือผู้คนที่รวยที่สุดติดอันดับของโลกที่คุ้นหูคนไทยส่วนใหญ่จะมาจากอเมริกา ยกตัวอย่างเช่น บิลล์ เกต แห่ง Microsoft, สตีฟ จอบส์ แห่ง Apple, อีลอน มัส แห่ง Tesla ,เจฟ บีโซส์ แห่ง Amazon ทำไมพวกเขาจึงสามารถสร้างธุรกิจจนประสบความสำเร็จได้แม้ว่าไม่เคยถวายเงินให้ประธานาธิบดีคนใด ก็เพราะสังคมและระบบกฎหมายของอเมริกาเอื้ออำนวยให้กับผู้ที่แสวงหาโอกาสเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แม้แต่ผู้คนจากประเทศอื่นก็ใฝ่ฝันที่จะมีอเมริกันดรีม อเมริกามีกฎหมายเปิดโอกาสให้คนต่างชาติสามารถสอบเพื่อขอสัญชาติอเมริกันโดยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจากการแต่งงาน การทำงาน หรือแม้แต่จากการลี้ภัย

การเริ่มต้นชุดความคิดให้ผู้คนกล้าที่จะฝันอย่างแตกต่างมาก จากหน่วยเล็กๆ ที่เรียกว่าครอบครัว เมื่อเด็กๆ อเมริกันสามารถพูดในสิ่งที่พวกเขาคิดได้โดยที่ผู้ใหญ่หยุดฟังพวกเขา ไม่ตัดสินจากอายุ เพศ หรือความเชื่อทางศาสนา โรงเรียนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ จากการที่มีวัน Crazy hair day, Crazy socks day คือวันที่ให้นักเรียนสามารถทำผมอะไรมาก็ได้ให้แปลกที่สุด หรือใส่ถุงเท้าให้ประหลาดที่สุด ซึ่งการส่งเสริมให้เด็กคิดแตกต่างเป็นพื้นฐานที่สำคัญในอนาคต ตัวอย่างมีมากมายถ้าคุณค่อยๆ ลดชุดความคิดความเป็นไทยและเพิ่มชุดความคิดของการเป็นพลเมืองโลก (Global Citizen) ให้มากขึ้น และเมื่อความคิดคุณเปลี่ยนไปในทางที่ถูกต้องการเปลี่ยนแปลงก็จะตามมา

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

เมื่อปี 2014 กองทัพอากาศไทย ได้สั่งซื้อ Sukhoi Superjet 1003 ลำ โดยน่าจะอ้างว่า นำมาให้ราชวงศ์ใช้ เพื่อให้ผ่านงบประมาณ


สื่อต่างประเทศ ต่างประโคมข่าวว่า กษัตริย์ไทย (ร.9) สั่งซื้อ
เครื่องรัสเซีย โดยไม่เปิดเผยราคา แต่คาดว่า จะอยู่ราว
ลำละ 1000 ล้านบาท สองลำแรก ส่งมอบให้ไทยในปี 2016
วันเดียวกันกับที่ ประยุทธ์ เดินทางไปรัสเซีย (สงสัยไปรับค่าคอม)
ลำที่ 3 ส่งมอบในปีต่อมา
แต่ราชวงศ์ ไม่เคยเหยียบเครื่องรุ่นนี้เลย

The King of Thailand has ordered three Russian Sukhoi Superjet airliners for his royal fleet.

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เครื่อง Sukhoi Superjet
ตกที่สนามบินเชเรเมเตียโว กรุงมอสโก ตายไป 43 คน

สายการบินของทางตะวันตกมีความสงสัยด้านความปลอดภัย
ของเครื่องบินรุ่นนี้มาเป็นเวลานานและ Superjet ทำให้มั่นใจว่า
คิดถูกแล้วที่ไม่ซื้อ

ในปี 2544 รัฐบาลรัสเซีย ได้เลือก Sukhoi ซึ่งก่อนหน้านี้มุ่งเน้น
ไปที่เครื่องบินทหารเพื่อสร้างเครื่องบินเจ็ทระดับภูมิภาค
ขนาด 100 ที่นั่งเพื่อเริ่มต้นแข่งขันกับเครื่องบิน Embraer E-Jet
และ Bombardier C-Series ซึ่งตอนนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแอร์บัส

เครื่อง Superjet ราคาถูกกว่า 15% เมื่อเทียบกับโบอิ้ง แอร์บัส

ในปี 2007 ทีวีของรัสเซีย รายงานว่ามีวิศวกร 70 คน
ที่โรงงานไซบีเรียของ Sukhoi ติดสินบนเจ้าหน้าที่เพื่อปลอม
ใบรับรองการศึกษาระดับปริญญาของพวกเขา

จากนั้นในปี 2012 ภัยพิบัติก็เกิดขึ้น ในวันที่ 9 พฤษภาคม
ตัวแทนของ Sukhoi ได้นำสื่อของอินโดนีเซียและลูกค้า
ขึ้นเที่ยวบินสาธิตจากสนามบินในจาการ์ตา

ไม่กี่นาทีต่อมาเครื่องบินก็ตกกระแทกเข้ากับภูเขา
ซึ่งฆ่าคนทั้ง 45 คนบนเครื่อง

การสอบสวนเปิดเผยว่า ระบบเรดาร์เตือนภูมิประเทศของเครื่องบิน
ดับลงเอง และเมฆหนาทำให้นักบินไม่สามารถมองเห็นภูเขา
แต่ทาง Sukhoi อ้างว่า นักบินดูเหมือนจะเสียสมาธิโดยการพูดคุย
กับลูกค้าในไม่กี่วินาทีสุดท้ายของเที่ยวบิน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Superjet ก็ประสบมีเหตุการณ์หวาดเสียว
อีกหลายอย่างที่ไม่ร้ายแรงรวมถึงเหตุการณ์ที่เครื่องบินกระแทก
รันเวย์ในไอซ์แลนด์โดยล้อไม่ได้กางออก

เม็กซิกันอินเตอร์เจ็ท เป็นลูกค้าที่กระตือรือร้นสั่งซูเปอร์เจ็ต
เกือบ 100 ลำได้รับเป็นครั้งแรกในปี 2556
อย่างไรก็ตามข้อบกพร่องของเครื่องบิน ทำให้อินเตอร์เจ็ท
ปลดระวางเครื่องบินในช่วงปี 2560

Interjet ต้องการขายเครื่องคืน ให้ Sukhoi แต่ไม่สำเร้จ

City Jet สายการบินของไอร์แลนด์ เช่า Superjet เพื่อบินไป
ลอนดอน แต่สุดท้ายยกเลิกแผน
Brussels Airlines เช่าเครื่อง Superjet เพื่อบินในยุโรป
แต่สุดท้าย ก็ปัญหาทางเทคนิคของเครื่องบินอีก
ผ่านไปแค่ 2-3 เดือน บรัสเซลส์แอร์ไลน์ต้องยกเลิกบริการ Superjet

ในเดือนพฤศจิกายน Adria สายการบินสโลวีเนีย มีแผน
ที่จะเช่า เครื่อง Superjets 15 ลำ ภายในเดือนเมษายนปีนี้
แต่สุดท้าย ยกเลิก โฆษก Adria กล่าวว่ามี“ ความกังวลเพิ่มขึ้น
” เกี่ยวกับ“ ความมั่นคง” ของเครื่อง Sukhoi

ขณะนี้เครื่องบิน Superjet ถูกมองว่าเป็นเครื่องบินที่“ ไม่น่าเชื่อถือ” และนั่นทำให้ยอดขายลดลง

เครื่องบิน Superjet นั้นมีราคาถูก แค่ว่าการบำรุงรักษาแพงมาก
ทำให้ Superjet เป็นเครื่องบินราคาแพงในการใช้งาน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
5 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

Singapore passport most powerful in world again, alongside Japan and South Korea พาสปอร์ต สิงค์โปร์ ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ มีสิทธิมากที่สุดในโลก (แทบจะไม่ต้องขอวีซ่าประเทศไหนในโลก)

หลัง สงครามโลกครั้งที่สอง ที่ญี่ปุ่น โดนบอมม์ด้วยระเบิดปรมาณูไปสองลูก ผู้หญิงญี่ปุ่นขายตัวเพื่อแลก บุหรี่หนึ่งซอง หรือ
ช็อคโกแล็ต 1 แท่ง

หลัง สงครามเกาหลี เกาหลีใต้ตกยากขนาดหนัก ส่งคนมาดูงานราชการในไทย เกาหลีใต้มี รัฐประหารเป็นเรื่องปกติ แข่งกับไทย ปฏิวัติปี 1961 ยุคเดียวกับสฤษดิ์ ปฏิวัติ และผลพวงการปฏิวัติจบลงอย่างสิ้นเชิงใน 1986 จากนั้น เกาหลีใต้ ก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วเมื่อเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ

สิงค์โปร์ เป็นแค่ท่าเรือจน ๆ ที่ถูกญี่ปุ่นยึด ทำเป็นค่ายกักกัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2. พอสงครามโลกจบ สิงค์โปร์ ก็ไปร่วม กับสหพันธ์มาเลย์ จนกระทั่งปี 1965 ก็ถูกขับออกจากสหพันธ์ เพราะเราไปกันไม่ได้
(มาเลย์ เป็นมุสลิมส่วนใหญ่ ส่วนสิงค์โปร์ เป็นคนจีน และคนอินเดีย) ลี กวน ยู ร้องไห้ออกทีวีแจ้งข่าว เพราะสิงค์โปร์จนมาก ไม่มีอะไรเลย แม้แต่น้ำจืด ก็ไม่มี แต่ลีกวนยู ใช้เวลา 30 ปี สร้างสิงค์โปร์จนเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และไม่เคยมีปฏิวัติ

ส่วนไทย มีรถไฟพร้อมญี่ปุ่น
ขณะที่จักรพรรดิ์เมจิ ของญี่ปุ่น (ยุคเดียวกับ ร.5) ส่งคนญี่ปุ่นที่หัวดี ไปเรียนต่างประเทศในสาขา วิทยาศาสตร์ หมอ เคมี วิศวกรฯ เพื่อกลับมาสร้างประเทศ

ร.5 ส่งลูกหลานตัวเองไปเรียนวิชา ทหาร และกฏหมาย เพื่อกลับมาปกครองประเทศ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
5 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาประชาชนโค่นล้มอำนาจเผด็จการจอมพลถนอมและจอมพลประภาสเรียบร้อยแล้ว เป็นช่วงที่นักศึกษาได้รับความชื่นชมจากประชาชน จนกลายเป็นปัญญาชนฟีเวอร์ ที่ไหนมีการเรียกร้องความไม่เป็นธรรมอันเกี่ยวเนื่องจากค่าแรงงาน หนีไม่พ้นต้องมีกลุ่มนักศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทุกเหตุการณ์ จนกลายเป็นอิทธิพลกลุ่มนักศึกษา

ครอบครัวภูมิพลมีความกังวลว่าสังคมไทยจะกลายเป็นประชาธิปไตยจนมีผลกระทบต่อระบอบราชาทรราช พวกมันทั้งครอบครัวจึงต้องร่วมใจกันโหมทำงานหนัก ปลุกกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ ด้วยการสร้างกลุ่มนวพล, ขบวนการกระทิงแดงและลูกเสือชาวบ้าน

ลูกเสือชาวบ้านถือว่าเป็นกลุ่มสำคัญที่สุด เพราะมีสมาชิกทั่วประเทศทุกจังหวัด
ภูมิพลและครอบครัวลงทุนเดินทางไปแจกธงและผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้าน พร้อมกับปลุกกระแส “ชาติจะอยู่รอดเพราะวัดกับวัง” การลงทุนลงแรงครั้งกระนั้นไม่เสียเปล่า เพราะเมื่อถึงคราวสุกงอม ก็มีการชี้เป้าคอมมิวนิสต์ที่ธรรมศาสตร์ และส่งสัญญาณให้ลงมือโดยมีตำรวจตระเวณชายแดนเป็นหัวหอก นักศึกษาปัญญาชนในเวลานั้นถูกสังหารดุจใบไม้ร่วง นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 6 ตุลาคม 2519

44 ปีที่แล้วภูมิพลปลุกระดมให้ลูกเสือชาวบ้านเข่นฆ่านักศึกษาปัญญาชนโดยกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิาต์ 44 ปีให้หลังวชิราลงกรณ์ผู้ลูกเดินทางไปหาแกนนำคอมมิวนิสต์ในอดีตบอกให้สอนลูกหลานขึ้นมาต่อต้านกลุ่มเยาวชนปลดแอกด้วยข้อกล่าวหาว่า “ชังชาติ”

จังหวัดสกลนคร อดีตเป็นเขตอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ (พ.ท.พโยม จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย) วชิราลงกรณ์ ชู “ชาติต้องการคนรักชาติ ต้องการคนรักสถาบัน” จังหวัดสกลนคร หนึ่งในหลายจังหวัดที่มีการปะทะกัน และมีคอมมิวนิสต์ตกค้าง ที่ประธานเติ้งเสี่ยวผิงของประเทศจีนขอร้องให้รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ช่วยดูแลเพื่อแลกเปลี่ยนกับสงครามสั่งสอนเวียดนามและประเทศจีนจะไม่สนับสนุนคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยอีกต่อไป พร้อมกับรับพ.ท.พโยม จุลานนท์ไปพำนักรักษาตัวอยู่ที่ประเทศจีน

พ.ท.พโยมได้ขอให้พ.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (ยศในเวลานั้น) ลูกชายช่วยดูแลกลุ่มคอมมิวนิสต์ตกค้างในภาคอีสานก่อนที่จะออกจากประเทศไทย ในเวลาต่อมาพล.อ.สุรยุทธ์ได้ใช้ชนกลุ่มนี้ดูแลพื้นที่เป็นหูเป็นตาขบวนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการไปที่จังหวัดสกลนครของกษัตริย์วชิราลงกรณ์หรือไม่

กษัตริย์โจรชัดๆ ทั้งพ่อทั้งลูกเห็นประชาชนเหมือนผักปลา จากพ่อสู่ลูกฆ่าประชาชนเพื่ออำนาจของตัวเอง ถึงคราวพี่น้องต้องตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อไม่เป็นเหยื่อซาตาน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
4 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น