หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ประวัติศาสตร์บางเรื่อง..

จอมพลป.มองตนเองเป็นนักชาตินิยมผู้สร้างชาติที่แข็งแกร่งและน่าภาคภูมิใจ
เหมือนอิตาลีและญี่ปุ่น เขาไม่ปฏิเสธหากฝ่ายเจ้าจะเชื่อว่าเขาอยากจะตีตนเสมอเจ้า เขาเปรียบตนเองเป็นเหมือนรัชกาลที่ 6

ขณะที่หลวงวิจิตรวาทการ นัโฆษณาชวนเชื่อประจำตัวของจอมพลป.ก็เปรียบจอมพลป.เหมือนพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัย เท่ากับว่ากำลังขโมยสัญลักษณ์ประจำราชวงศ์จักรีไป ยังได้สั่งให้พระองค์เจ้าอาทิตย์ผู้สำเร็จราชการฯ มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดแก่ตน และยังครอบครองพระคทาของรัชกาลที่ 6 ไว้อีกด้วย

หลังจากจอมพลป.ยอมให้ญี่ปุ่นยึดครองประเทศ ในปี 2484 เขาปลดนายปรีดีจากคณะรัฐมนตรี และแต่งตั้งนายปรีดีในคณะผู้สำเร็จราชการฯที่ไม่มีอำนาจ แต่นายปรีดีได้ใช้ตำแหน่งนี้อำพรางบทบาทผู้นำขบวนการเสรีไทยซึ่งเป็นขบวนการใต้ดินที่ต่อต้านญี่ปุ่นและจอมพลป.
ในที่สุดการสนับสนุนจอมพลป.จากกองทัพและสภาก็อ่อนแรงลง
กลางปี 2487 จอมพลป. พยายามปิดฉากราชวงศ์จักรีและเริ่มราชวงศ์ใหม่
ของตนด้วยการเสนอย้ายเมืองหลวงไปเพชรบูรณ์ที่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ
และราชวัง และย้ายเถรสมาคมไปยังศูนย์พระพุทธศาสตร์แห่งชาติแห่งใหม่ที่สระบุรี แต่นายปรีดีได้รวบรวมกำลังในสภาล้มข้อเสนอของจอมพลป. ในเดือนกรกฎาคม และจอมพลป.ถูกบีบให้ลาออก

คนที่ขึ้นมาแทน คือ นายควง อภัยวงศ์ นักการเมืองหัวเสรี หนึ่งในผู้ก่อการ 2475
พระองค์เจ้าอาทิตย์ ผู้สำเร็จราชการฯ ก็ลาออกด้วย ปล่อยให้นายปรีดีที่เคยเป็น
ตัวน่าชิงชังสำหรับรัชกาลที่ 7 กลายเป็นผู้สำเร็จราชการฯ แทน

นายปรีดีปล่อยผู้ที่ถูกจำคุกจากคดีกบฏ 2482 ออกมาทั้งหมด รวมถึงพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ด้วย เพื่อแสดงให้ฝ่ายเจ้าเห็นว่า เขาได้ปรับลดความเป็นศัตรูต่อสถาบันกษัตริย์ลงมาแล้ว โดยทำในนาม
ของในหลวงอานันท์ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของในหลวงอานันท์
และรัชกาลที่ห้า ในวันที่ 20 กันยายน 2487

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติ จอมพลป.และพรรคพวกถูกจับ และสมาชิกขบวนการเสรีไทยขึ้นกุมอำนาจ นายปรีดีทูลเชิญในหลวงอานันท์กลับประเทศ แล้วขึ้นครองราชย์เมื่อทรงบรรลุนิติภาวะในเดือนกันยายน 2488 อันเป็นต้นเหตุให้กำเนิด.วิชาแพะ.และความขัดแย้งในสังคมไทยในเวลาต่อมากระทั่งปัจจุบันนี้

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก”

—“นวมทอง ไพรวัลย์” บิดาแห่งการต้านรัฐประหาร—

    31 ตุลาคม 2549 นวมทอง ไพรวัลย์  ผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ก่อร่างประวัติศาสตร์ของสามัญชน ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย

   สำหรับผู้รักประชาธิปไตย คงไม่มีใครลืมประวัติศาสตร์ของสามัญชนที่ชื่อ ‘นวมทอง ไพรวัลย์’ ผู้คัดค้านอำนาจเผด็จการรัฐประหาร พิทักษ์ประชาธิปไตย

    คืนวันที่ 31 ตุลาคม 2549 นายนวมทองผูกคอตายกับราวสะพานลอย บริเวณถนนวิภาวดีรังสิตฝั่งขาออก เยื้องกับที่ตั้งสำนักงานหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (บริษัท วัชรพล จำกัด) โดยในจดหมายลาตายระบุว่า ต้องการลบคำสบประมาทของ พันเอก อัคร ทิพโรจน์ รองโฆษก คปค. ที่ว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้

     ในคืนที่นายนวมทองแขวนคอตาย เขาตั้งใจสวมเสื้อยืดสีดำ สกรีข้อความเป็นบทกวี ที่เคยใช้ในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

โดยด้านหน้าเป็นบทกวีของรวี โดมพระจันทร์ ที่ว่า
“ตื่นเถิดเสรีชน
อย่ายอมทนก้มหน้าฝืน
ดาบหอกกระบอกปืน
หรือทนคลื่นกระแสเรา

แผ่นดินมีหินชาติ
ที่ดาดาษความโฉดเขลา
ปลิ้นปล้อนตะลอนเอา
ประโยชน์เข้าเฉพาะตน”

ด้านหลังเป็นบทกวีของ กุหลาบ สายประดิษฐ์
“อันประชา สามัคคี มีจัดตั้ง
เป็นพลัง แกร่งกล้า มหาศาล
แสนอาวุธ แสนศัตรู หมู่อันธพาล
ไม่อาจต้าน แรงมหา ประชาชน”

     ก่อนหน้านั้น  เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 นายนวมทอง ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย ได้ขับรถยนต์แท็กซี่ พุ่งเข้าชนรถถังเบา M41A2 Walker Bulldog ป้ายทะเบียนตรากงจักร 71116 ของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และได้รับบาดเจ็บสาหัส

     นวมทอง ไพรวัลย์ ได้สละชีพกระทำอัตวินิบาตรกรรม เพื่อให้คนได้ตระหนักถึงคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความหมายสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ความอัปยศอัปลักษณ์ของอำนาจรัฐประหาร
      นวมทอง ไพรวัลย์ จึงเป็นสัญญลักษ์แห่งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ปรารถนาถึงสังคมไทยเป็นสังคมที่มี ‘เสรีภาพ เสมอภาคและภราดรภาพ’ ไม่ต่างไปจากความใฝ่ฝันของคณะราษฎร เมื่อปี 2475 แต่อย่างใดเลย

—-เนื้อความในจดหมายลา

“สวัสดีครับท่านพี่น้องประชาชนที่เคารพ เหตุที่กระผมทำการพลีชีพเป็นครั้งที่ 2 โดยการทำลายตัวเองเพื่อมิให้เสียทรัพย์เหมือนครั้งแรกก็เพื่อลบคำสบประมาทของท่านรองโฆษก คปค.ที่สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์หลายฉบับว่า ไม่มีใครมีอุดมการณ์มากขนาดยอมพลีชีพได้
เหตุพลีชีพครั้งแรกของผมยอมรับว่าคำณวนความเร็วของรถแท็กซี่ผิดพลาด รถถังที่จอดลานพระบรมรูปทรงม้าติดด้านหัวถนราชดำเนินนอก เมื่อผมขับรถผ่านกองบัญชาการทัพบกพ้นหัวถนนและเกาะกลางถนนเพื่อพุ่งเข้าชนเพื่อหักเลี้ยวแบบตัว S ความเร็วจึงลดลงมากเพราะต้องการชนแบบประสานงา

ผมจึงแค่บาดเจ็บสาหัส ซี่โครงหัก 5 ซี่ ตาซ้ายบวมช้ำคางทะลุถึงภายในช่องปาก รักษาตัวโรงพยาบาลวชิรฯ มีคณะของคุณครูประทีป ฮาตะ และคณะอื่นๆ มาเยี่ยมหลายคณะและมีผู้สื่อข่าว นสพ. มาขอสัมภาษณ์ว่า ไม่พอใจหรือที่ปฏิรูปแล้วบ้านเมืองสงบสุข ไม่มีการนองเลือด ผมตอบไปว่าใครทำผิดกฎหมายและก่อความไม่สงบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย ที่ผ่านมามีเบื้องหลังเบื้องลึกมากมาย ตอนนี้ก็เปิดหน้ากากออกมาจนเกือบหมดแล้ว เป็นการตบหน้าประชาชนอย่างไม่อาย. แต่ไม่เห็นเป็นข่าวรวมทั้งข่าวของผมที่ชนรถถังเพื่อประท้วง คปค. ลงข่าว นสพ. วันเดียวเงียบหายไปเลย ผมรักษาตัวที่โรงพยาบาลวชิรฯ 13 วัน คุณหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านและนำ นสพ. ที่เสนอข่าวชนรถถังประท้วงคปค. ของผม พบคำสัมภาษณ์ท่านรองโฆษก ใน นสพ. ตรงกันหลายฉบับด้วยถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นและยังปรามาสว่าผมแก่แล้ว คงทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ก็มีเวลาเอาสีมาพ่นข้อความรอบตัวรถยังคิดว่าอารมณ์ชั่ววูบ ไม่น่าให้ทำงานและกินเงินเดือนที่ได้มาจากภาษีของประชาชนเลย

ความคิดผม เมื่อหายป่วยดีก็จะทำมาหากินขับรถ TAXI ไม่ก่อวีรกรรมอีกต่อไป แต่พบข้อความการให้สัมภาษณ์ นสพ. ของท่านรองโฆษก คปค. ในเชิงปรามาสดังกล่าวก็เลยต้องสนองตอบกันหน่อย เพราะนิสัยคนไทยฆ่าได้แต่หยามไม่ได้ และเหตุผลที่ผมเลือกวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมเป็นวันพลีชีพเพราะเดือนนี้เป็นเดือนที่วิญญาณของวีรชนที่สถิตอยู่ที่อนุสรณ์สถานฯ ที่ผมทำการพลีชีพนี้ได้เรียกร้องกระทั่งได้มาซึ่งประชาธิปไตย และวิญญาณของผมก็จะสถิตอยู่กับเหล่าวีรชนแห่งนี้ตลอดไป และขอยืนยันว่าปฏิบัติการทั้งสองครั้งทำด้วยใจ ไม่มีใครจ้าง

สุดท้ายขอให้ลูกๆ และภรรยาจงภูมิใจในตัวพ่อ ไม่ต้องเสียใจ ชาติหน้าเกิดมาคงไม่พบเจอการปฏิวัติอีก

ลาก่อน พบกันชาติหน้า—–

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

สถาบันกษัตริย์เป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย

ก่อนจะถึง​ 6​ ตุลาคม2519 อันน่าเศร้าสลด
กรกฎาคม 2518 นายกคึกฤทธิ์เดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับจีน กลุ่มกระทิงแดงเร่งมือโจมตียั่วยุให้เกิดความรุนแรงในการประท้วงของกรรมกร และบุกลุยกิจกรรม
ของพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายโดยที่มีตำรวจยืนดูอยู่เฉยๆ เมื่อนายกคึกฤทธิ์กลับมากล่าวหาว่าตำรวจว่ายุยงส่งเสริมให้มีการใช้กฏหมู่

พอ 19 สิงหาคม 2518ตำรวจนับร้อย
(ที่มีหลายคนเกี่ยวข้องกับกระทิงแดง)
ตอบโต้ด้วยการเดินขบวนไปพังบ้าน
ของนายกฯคึกฤทธิ์ที่ซอยสวนพลู
บุกทำลายข้าวของเเสียหายยับเยิน

วันถัดมา กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้านและนวพลเข้าร่วมประท้วงนายกคึกฤทธิ์ โดยใช้รถและอุปกรณ์สื่อสารของตำรวจ

ทั้งนายกคึกฤทธิ์และพลเอกกฤษณ์
ต่างหมดปัญญาจัดการด้วยกลัวจะเกิดผลลุกลามหรือเกิดการรัฐประหารแม้ว่าภูมิพลจะยังนิ่งสงบ แต่โดยท่าทีและความเกี่ยวพันแล้วแสดงให้เห็นว่าภูมิพล​ ไม่สนับสนุนรัฐบาลคึกฤทธิ์ซ้ำยังยึดมั่นกับฝ่ายขวาจัด

พระราชวงศ์ก็ทรงเข้าร่วมกิจกรรมของทหารและลูกเสือชาวบ้านบ่อยครั้งขึ้น
และไปร่วมพิธีที่จิตตภาวันและค่ายฝึกของกระทิงแดง ย้ายข้างไปอยู่ปีกขวาจัด
โดยเห็นได้จากการแต่งตั้งทหารฝ่ายความมั่นคงเป็นองคมนตรีเป็นครั้งแรก
ในเดือนมีนาคม 2518 คือ พล.ท. สำราญ แพทยกุล ผู้ช่วยผบ.ทบ.ที่เพิ่งเกษียณอายุ
พ่อของพล.ท.สำราญ เคยรับใช้รัชกาลที่ 6 และภูมิพลทรงรู้จักเขาตั้งแต่ทศวรรษ 2500 ตอนที่พล.ท.สำราญดูแลทหารไทยชุดแรกที่ไปรบในเวียตนาม และได้เขียนรายงานชิ้นสำคัญถึงความจำเป็นในการจัดการปัญหาผู้ก่อการร้ายในหมู่ชาวเขา
ด้วยวิธีการเชิงสังคมการเมืองกำกับด้วยยุทธการทางทหารที่เฉียบขาดพล.ท.สำราญควบคุมดูแลการต่อสู้
กับผู้ก่อการร้ายในบริเวณชายแดนตะวันตกและภาคเหนือจนถึงปลายทศวรรษ 2500 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พระราชวงศ์เสด็จบ่อยครั้งภายใต้การอารักขาของกองทัพ
ยุทธวิธีของเขาประกอบด้วยการพัฒนาสังคมควบคู่ไปกับปฏิบัติการค้นหาและทำลายถล่มด้วยระเบิดและกระสุนปืนในช่วง 2516-2517

พล.ท.สำราญเป็นรองประธานรัฐสภา
และทำงานกับกอรมน.ช่วยกำกับดูแลนวพลเป็นงานสำคัญเป็นที่ปรึกษาที่คอยรายงานเรื่องความมั่นคงต่อในหลวงอย่างตรงไปตรงมาจึงทรงเข้าใจปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจของการก่อการร้าย
แต่ก็กลัวภัยคุกคามที่ร้ายแรงและไม่ลังเล
ที่จะจัดการกับปัญหาอย่างเฉียบขาด
และทั่วถึงเจ้าหน้าที่กอรมน.รายหนึ่ง
เขียนเกี่ยวกับพล.ท.สำราญว่า หากจำเป็นต้องใช้วิธีการที่รุนแรงและเด็ดขาด
เขาก็เด็ดเดี่ยวและไม่ยั้งที่จะใช้ความรุนแรงพวกฝ่ายขวาได้เร่งปฏิบัติการ
เข่นฆ่าขบวนการนักศึกษา กรรมกรและชาวนาผลักดันให้ฝ่ายช้ายยิ่งเข้าไปร่วมกับพคท.มากขึ้นเรื่อยๆ

การปราบปรามคอมมิวนิสต์ในพื้นที่ชนบท
อย่างหนักหน่วงรุนแรง ยิ่งทำให้ชาวบ้านที่บริสุทธิ์เข้าร่วมกับพคท.มากขึ้นเช่นกัน

ยิ่งภูมิพลหละหลวมกับโครงการพัฒนา
ของหลายโครงการหลวงในบางพื้นที่ยิ่งทำให้ชาวบ้านเริ่มมองออกว่าสถาบันฯเป็นพวกเดียวกันกับพวกที่ข่มเหงรังแกพวกเขาและเข้าใจว่าพวกที่ทำการกวาดล้าง
บุกถล่มหมู่บ้านต่างๆเป็นลูกน้องหรือลูกสมุนของภูมิพล สิริกิติ์และสังวาลย์

ในเมือง พวกนักศึกษาเห็นความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างกลุ่มอันธพาลการเมือง
หน่วยงานความมั่นคงกับภูมิพล พวกเขามองเหตุการณ์ 14 ตุลาว่าเป็นการเปิดเผยให้เห็นว่าสถาบันกษัตริย์ไม่ได้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่กลับยึดมั่นในอำนาจและการรักษาสถานะของตนไว้เท่านั้น นักเคลื่อนไหวระดับนำคนหนึ่ง
ได้รำลึกในภายหลังว่า ในเหตุการณ์ 14 ตุลานั้น คนในแวดวงของเขาต่างเชื่อโดยสนิทใจว่าภูมิพล​ อยู่ข้างพวกเขาที่เป็นฝ่ายประชาธิปไตย

แต่พอถึงต้นปี 2519 จึงเริ่มรู้และเห็นชัดว่ากษัตริย์​ไม่ชอบประชาธิปไตยแม้แต่น้อย และที่ได้เรียนรู้คือภูมิพลไม่ได้อยู่เหนือการเมือง ซ้ำยังเป็นผู้เล่นการเมืองอีกคนหนึ่งด้วย

พวกนักศึกษาได้ถกเถียงกันว่าภูมิพล
เป็นพวกเดียวกับพวกเผด็จการขวาจัด
หรือไม่เมื่อก่อนภูมิพล​ มักใช้วิธีลับลวงพรางตีสองหน้าไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจน
แต่นักศึกษาเริ่มมองเห็นชัดเจนแล้ว
ว่าภูมิพล​ เป็นพวกเดียวกันกับพวกเผด็จการทหารขวาจัดมาโดยตลอด
และทำให้พวกเขายิ่งเข้าใจการที่สถาบันฯ
ถูกโค่นล้มในปี 2475 และจากนั้นพยายามฟื้นกลับมาสู่อำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย
จึงเป็นตัวขัดขวางระบอบประชาธิปไตย
มาโดยตลอดเป็นตัวแทนของความล้าหลัง
ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง แต่นักศึกษาขณะนั้นไม่สามารถพูดเรื่องเหล่านี้ได้ในที่สาธารณะ เพราะจะไม่มีใครเอาด้วย(ซึ่งผิดกับปัจจุบัน)​จึงไม่ได้ข้อสรุปว่าจะทำอย่างไรต่อเรื่องที่ภูมิพล​ สนับสนุนขบวนการขวาพิฆาตซ้าย

ภูมิพลแสดงจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์แต่นักศึกษา​พึ่งเริ่มตาสว่างในปี 2518 เมื่อที่ดินที่วังแบ่งไว้ให้ตรง
สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินเพื่อสร้างอนุสรณ์วีรชน 14 ตุลา เกิดติดขัดหลังการวางศิลาฤกษ์ไปแล้วโดยสังฆราชและนายกฯคึกฤทธิ์ โดยสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ประกาศว่า ที่ดินผืนนั้นติดสัญญาอยู่กับผู้อื่นอันที่จริงภูมิพล​ นั่นแหละที่เกิดเปลี่ยนใจอนุสรณ์สถานนี้จึงต้องหยุดชะงักไปกว่า 25 ปี

ฟางเส้นสุดท้ายหรือจุดระเบิดที่ทำให้ภูมิพลไม่สามารถทนต่อไปได้อีกแล้วก็คือการโค่นล้มสถาบันกษัตริย์ในลาว
โดยขบวนการประเทศลาว เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2518 สามวันก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 48 ชันษา

ภูมิพลและพระราชวงศ์ต่างสะพรึงกลัว
เนื่องจากไทยมองสถาบันกษัตริย์ลาว
เป็นประเทศน้องที่มีประเพณี ประวัติศาสตร์และกระทั่งสายลือดร่วมกัน
การล้มครืนของราชธานีเวียงจันทน์
เป็นตัวเร่งอันสุดท้ายที่ทำให้ภูมิพล
ใช้เผด็จการทหารขวาจัด เพื่อสกัดกั้นภัยจากคอมมิวนิสต์ที่ภูมิพลหวาดกลัวยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

ภูมิพลได้ทรงกอบกู้สถาปนาฐานะของราชวงศ์จักรีในรูปแบบ ของระบอบที่รวมศูนย์อยู่ที่ตนดุจเดียวกับในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ภูมิพล​ จึงต้องหาทางป้องกันสถานภาพของพระราชวงศ์ให้มีที่อยู่ที่ยืนเป็นสง่าแห่งแคว้นแดนไทยตลอดไปโดยถือความมั่นคงปลอดภัยของ
พระราชวงศ์เหนือสิ่งอื่นใดเหนือกว่าประชาชน และหลักการในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งตัวบทกฎหมาย หรือแม้แต่ศีลธรรมใดๆ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
30 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น