หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

อยู่อย่างจงรัก ตายอย่างแพะรับบาป จำเลยคดีสวรรคต ร.8

นายชิต สิงหเสนี เกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2447 เป็นบุตรของ นายพลตรีพระยาอนุชิตชาญไชย (สาย สิงหเสนี) กับนางน้อม (สกุลเดิม สุวรรณทัต) นายชิตเป็นนักเรียนมหาดเล็กหลวงในรัชสมัย ร.6 แล้วเริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งมหาด เล็กในต้นรัชสมัย ร.7 และดำรงตำแหน่งสุดท้ายคือมหาดเล็กห้องบรรทมของในหลวงอานันท์ฯ ร.8 เพราะเป็นที่ไว้วางใจอย่างที่สุดโดยเป็นข้าฯถึงสามแผ่นดิน จึงได้ให้ทำหน้าที่เฝ้าหน้าห้องบรรทมถวายงานใกล้ชิด

นายชิตเคยเป็นม้าทรงให้ในหลวงอานันท์ขี่เล่นเมื่อตอนยังเด็ก แถมยังทำเป็นผู้ช่วยพระชนนีฯทำหน้าที่ในการสวนทวารยามในหลวงประชวรท้องผูก นายชิดถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นในคดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 ศาลชั้นต้นตัดสิ้นให้ประหารชีวิต ศาลอุทรณ์พิพากษายืน ศาลฎีการพิพากษายืน เป็นที่น่าสังเกตว่าศพ นายชิต สิงหเสนี ถูกเก็บนานถึง 23 ปี จึงได้ฌาปนกิจ ณ เมรุวัดจักรวรรดิ์ราชาวาส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2521

นายบุศย์ ปัทมศริน เป็นบุตรของขุนวิสูตรเสนีย์ (จาง ปัทมศริน)กับนางปุก ปัทมศริน เกิดเมื่อ พ.ศ. 2443 รับราชการครั้งแรกในกรมปลัดบัญชี เมื่อคราวในหลวงอานันท์เสด็จนิวัติพระนครในปี พ.ศ. 2488 จึงได้รับความไว้วาง ใจให้โอนย้ายมาเป็นมหาดเล็กตั้งเครื่อง และเลื่อนเป็นมหาด เล็กห้องบรรทมตามลำดับ ก็ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกรณีสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2489 ศาลอาญาได้พิพากษาให้ปล่อยตัว ในชั้นศาลชั้นอุทธรณ์กลับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตพร้อมกับนายชิต สุดท้ายศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุธรณ์

นายเฉลียว ปทุมรส เกิดเมื่อวันที่ 25 มีนา คม พ.ศ. 2445 เป็นอดีตสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนผู้ซึ่งมีความใกล้ชิดกับดร.ปรีดี พนมยงค์ และเป็น อดีตราชเลขาธิการในรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวอานันท์ ตกเป็นผู้ต้องหาว่ามีส่วนเกี่ยวพันกับการสวรรคต ทั้งที่ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ เนื่องเพราะวันนั้นเป็นวันหยุด ศาลอาญาได้พิพากษาให้ปล่อยตัว ในชั้นศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาให้ประหารชีวิตพร้อมกับนายชิต และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุธรณ์

นายชิด สิงหเสนี, นายบุศย์ ปัทมศรินและนายเฉลียว ปทุมรส ถูกตัดสินประหารชีวิต เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2497 จนกระทั่งเช้ามืดวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2498 เวลา 5.10 น ทั้งสามจึงถูกนำตัวเข้าหลักประหาร คำให้การของนายเฉลี่ยวก่อนตายที่บอกเล่าให้พล.ต.อ.เผ่าฟัง ได้รับการบันทึกเสียงแล้วรายงานต่อจอมพลป. พิบูลย์สงคราม และเป็นที่มาของความคิดขอฟื้นไมตรีคืนดีกับดร.ปรีดี แต่ถูกปิดบัญชีด้วยการรัฐประหารโดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ ที่มีสหรัฐอเมริการสนับสนุนและทำหน้าที่ปกป้องภูมิพลในฐานะอเมริกันชนเพื่อเป็นตัวแทนอำนาจ

นายเฉลียว,นายชิดและนายบุศย์สามผู้ใกล้ชิดและซื่อสัตย์ต่อกษัตริย์ ถูกตัดสินประหารชีวิตนับเป็นโศกนาฏกรรม ที่ผู้คิดจงรักภักดีควรเรียนรู้ไว้เป็นอุทาหรณ์ และเป็นตัวอย่างของคนที่ดัดจริตอยาก “จะอยู่อย่างจงรักและตายอย่างภักดี” จะได้สำเหนียก

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

หลักฐานชิ้นสำคัญในการเสียดินแดนในสมัย รัชการที่ 5 รัฐสยามต้องเสียดินแดนส่วนนี้ไป เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พศ. 2451

ชาวมาเลย์เชื้อสายไทยทั้งพระ
และชาวบ้านใน​อ.ปาดัง – ซาราย
รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย
ตรวจสอบเสาหลักเขตประเทศไทย
อายุกว่า​ 200 ปี พร้อมเรียกร้องรัฐบาลไทย รีบนำกลับบ้านเกิด
เพราะจะถูกทางการมาเลย์ทำลายทิ้ง
เป็นหลักแบ่งเขตแดนของประเทศไทย
กับประเทศมาเลเซีย ครั้งสมัยไทรบุรี(รัฐเคดาห์ของมาเลย์ในปัจจุบัน)
เป็นของไทย ถือว่าเป็นเสาหลักเขตประวัติศาสตร์ ตั้งขึ้นสมัยที่อังกฤษล่าอาณานิคม กระทั่งไทยสูญเสียพื้นที่ไทรบุรีไป เสาหลักเขตมีคำจารึกไว้ว่า
“BRITISH AND SIAMESE DOUNDARN”
แดนกัมปันนีแดนไทยต่อกัน
อยู่ห่างจากด่านพรมแดนสะเดา จ.สงขลา
ประมาณ 150 กม.

การที่ชาวมาเลย์เชื้อสายไทย
ได้เรียกร้องรัฐบาลไทยหรือ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย
ควรรีบยื่นเข้ามาเจรจา
กับทางการมาเลเซีย
เพื่อนำมาเก็บไว้ในประเทศไทย
เพื่อให้เป็นเครื่องเตือนใจแก่บรรดาอนุชนรุ่นหลังได้ดู ศึกษา และตระหนัก
ถึงความเหนื่อยยากของคนไทยในสมัยนั้นที่ต้องรักษาเอกราช
และอธิปไตยไว้ให้ลูกหลานสืบต่อไป

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นายชิน โสพณพนิช จากเสื่อผืนหมอนใบ สู่นายทุนใหญ่

เรื่องราวของบุรุษเสื่อผื่นหมอนใบที่เป็นตำนานแห่งวงการธนาคาร ผู้มีความเป็นอัจฉริยะเหนือผู้มีอำนาจ เหนือวิกฤตทั้งปวง ผู้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านอุปสรรค์ ดำเนินธุรกิจบนเส้นทางที่อิงติดกับอำนาจอย่างโลดโผน เป็น “คนเหนือคน” จนกลายเป็นอมตะตำนานที่เล่าขานกันจนแม้ทุกวันนี้ “ชิน โสภณพนิช” คือคนนั้นที่ผมกำลังเขียนถึง

นายชิน โสภณพนิช มีชื่อจีนว่า “เปียกชิ้ง แซ่ตั้ง” (ตั่งเปียกชิ้ง ตามสำเนียงจีนแต้จิ๋ว) เกิดที่วัดไทร อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี ในตระกูลชาวจีนอพยพ ดังนั้นหากจะจัดนายชินให้อยู่ในกลุ่มคนจีน “เสื่อผื่นหมอนใบ” จึงไม่เป็นการถูกต้องนัก ต้องขอย้อนอดีตกลับไปในช่วงวัย 5 ขวบ ด.ช.ชินได้ติดตามบิดากลับสู่ประเทศจีนและได้ศึกษาเล่าเรียนตามอัตภาพซึ่งก็ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก เพราะชีวิตวัยเด็กมีภารกิจที่ต้องช่วยบิดาทำนานอกเหนือไปจากการเรียนหนังสือ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับเด็กน้อยคนนี้

ด้วยชีวิตต้องลำบากตั้งแต่เริ่มจำความได้จึงทำให้ในเวลาต่อมา กลายเป็นคุณสมบัติที่ทำให้นายชินมีความมานะและอดทนเหนือคนวัยเดียวกัน นายชินติดตามบิดากลับไปอยู่ประเทศจีนนานถึง 12 ปี จึงเดินทางกลับประเทศไทยช่วงวัย 17 ปี สังคมไทยในเวลานั้นนับว่าไม่คุ้นชินกับชีวิตของหนุ่มน้อยแดนมังกรคนนี้ เพราะต่างวัฒนธรรม ต่างภาษา ช่องทางทำมาหากินจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดาย การที่จะเลือกทำงานจึงเป็นเรื่องยาก นอกจากรับจ้างทำงานในแวดวงคนจีนเท่านั้น

งานเริ่มต้นครั้งแรกรับจ้างทำงานบนเรือโยงบรรทุกสินค้าเกษตร (เรือพ่วง) ไม่นานก็ได้งานใหม่โดยรับจ้างทำงานทั่วไป(พะจั๊บ)ในโรงค้าไม้ ด้วยที่เป็นคนขยันและอ่านออกเขียนได้ จึงขยับฐานะเป็นเสมียน(ซิงเฮี้ยง)โรงไม้ และไม่นานก็ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นเป็นผู้จัดการ (หลงจู๊) บุญนำแต่กรรมบัง นายชินต้องตกงานเหตุเพราะไฟไหม้โรงค้าไม้

นายชินเดินทางกลับประเทศจีนอีกวาระหนึ่ง โดยยึดอาชีพเดินเรือซึ่งไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง จึงเดินทางกลับประเทศไทยอีก การกลับมาครั้งนี้ไม่ยากลำบากเหมือนครั้งก่อนเนื่องจากมีความรู้จักคุ้นเคยในหมู่คนจีนพอสมควร จึงได้รับการชักชวนให้เข้าทำงานที่บริษัท เซียม เฮง ล้ง ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้าง

ธุรกิจก่อสร้างในเวลานั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วตามความเติบโตของเศรษฐกิจช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นายชินมีสายตาหลักแหลมอันเป็นพรสวรรค์ จึงรวบรวมเงินเท่าที่มีอยู่ เปิดร้านขายวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างเป็นของตัวเอง บนถนนเจริญกรุง ใกล้โรงภาพยนตร์พัฒนากร ธุรกิจเจริญเติบโตชนิดก้าวกระโดดเกินความคาดหมาย จนทำให้สามารถขยับขยาย เปิดบริษัทค้าเหล็กเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งธุรกิจ ตามมาด้วยบริษัทขายเครื่องเขียน และบริษัทจำหน่ายเครื่องกระป๋อง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองได้ยุติลง การก่อสร้าง, งานซ่อมแซมทั้งภาครัฐและเอกชนต่างต้องการวัสดุก่อสร้างจำนวนมาก ส่งผลต่อฐานะของนายชินกลายเป็นที่รู้จักของคนในแวดวงพ่อค้าและนักธุรกิจ

การค้าทองก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทำความมั่งคั่งให้กับนายชิน เพราะช่วงสงครามชาวบ้านต่างซื้อทองเก็บไว้เนื่องจากง่ายต่อการเคลื่อนย้ายหลบหนีภัยสงคราม พอสง ครามสิ้นสุดลงต่างก็นำทองออกขาย เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการหาที่อยู่อาศัยและซื้อของใช้ที่จำเป็น สรุปโดยย่อทั้งช่วงก่อนสงครามและหลังสงครามล้วนส่งผลดีต่อธุรกิจของนายชิน จนสามารถยกระดับฐานะทางสังคมเป็นนายห้างชินที่ไม่เพียงแต่จะเป็นที่ยอมรับในแวดวงธุรกิจชาวจีนเท่านั้น หากแต่การคบหาสมาคมก็ยกระดับการคบหาใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้มีอำนาจในรัฐบาลเลยทีเดียว

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อปีพ.ศ.2487 ขณะที่นายห้างชินมีอายุเพียง 36 ปี ได้รวบรวมเพื่อนร่วมธุรกิจการค้าจำนวน 15 คนร่วมหุ้น ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพขึ้นบนถนนราชวงค์ โดยมีนายควง อภัยวงค์นายกรัฐมนตรีในเวลานั้นมาเป็นประธานในพิธีเปิดงาน นับเป็นก้าวแรกและเป็นจุดเริ่มต้นที่นายห้างชินทำธุรกิจพึ่งพาอำนาจทางการเมือง

นายห้างชินนับได้ว่าเป็นผู้ที่มีความหลักแหลมและลึกซิ้งเป็นอย่างยิ่งในการอ่านเกมอำนาจ การเปิดธนาคารกรุงเทพก็แสดงให้เห็นชัดว่า นายห้างชินมีความสัมพันธ์และใกล้ชิดกับสมาชิกคณะราษฎรระดับผู้ก่อการ ท่านผู้อ่านต้องไม่ลืมนะครับว่า นายควงเป็นหนึ่งในคณะราษฎรที่ร่วมทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยได้รับมอบหมายให้ไปตัดสายโทรศัพท์และโทรเลข เนื่องจากเป็นผู้รับราชการอยู่ในกรมไปรษณีย์โทรเลข

ภายหลังการก่อรัฐประหารเมื่อปี 2490 นายห้างชินกลับมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับกลุ่มซอยราชครู โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ที่มีความสนิทชนิดลึกซึ้งกินใจ ว่ากันว่า พล.ต.อ.เผ่าเคยลองใจนายห้างชินเรื่องขอยืมเงิน แทนที่นายห้างชินจะจัดให้ตามจำนวนที่ต้องการ แต่กลับเซ็นเช็คเปล่าให้พล.ต.อ.เผ่าไปกรอกจำนวนเงินเอาเองตามที่ต้องการ นับเป็นการวัดใจที่ได้ใจเป็นอย่างยิ่ง

หลังการวัดใจพล.ต.อ.เผ่าก็ได้ใช้อำนาจช่วยประคองฐานะธนาคารกรุงเทพ ด้วยการกดดันให้หน่วยราชการและรัฐวิสาหกิจนำเงินเข้าฝาก และบีบบังคับให้บรรดาพ่อค้าข้าวและธุรกิจส่งออกต้องเปิด L/C กับธนาคารกรุงเทพ แต่ความสัมพันธ์อันดีที่นายห้างชินมีกับกลุ่มซอยราชครูกลับเป็นผลร้ายในเวลาต่อมา กล่าวคือเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ยึดอำนาจทำรัฐประหารจอมพลป. พิบูลย์สงครามเมื่อปีพ.ศ.2500 พล.ต.อ.เผ่ากับนายห้างชินก็มีอันต้องแยกทางกันโดยคนหนึ่งลี้ภัยไปประเทศสวีตเซอร์แลนด์ ส่วนอีกหนึ่งเผ่นไปตั้งหลักที่ฮ่องกง

เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นวิกฤตครั้งสำคัญที่สุดของนายห้างชิน ถ้าหากเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับผู้อื่นที่ไม่ใช่นายห้างชิน ผมเชื่อเหลือเกินว่าธนาคารกรุงเทพคงล่มสลายไปแล้วนับแต่บัดนั้น แต่ด้วยความเป็นอัจฉริยะระดับคนหนือคนของนายห้างชิน ดังที่ได้กล่าวข้างต้นคือ การรู้จักคบหาบุคคลผู้ควรแก่การคบหา การมองเกมอำนาจ ด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งโดยเฉพาะมีสายตาที่กว้างไกล ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อทำธุรกิจประสบความสำเร็จ นายห้างชินก็ยกฐานะทางสังคมของตัวเองขึ้นมาคบหาผู้มีอำนาจระดับรัฐบาลและกลุ่มขั้วอำนาจต่าง

เมื่อมีการทำรัฐประหารขึ้นในปีพ.ศ.2490 นายห้างชินจึงสามารถเปลี่ยนข้างไปใกล้ชิดกับกลุ่มราชครูโดยเฉพาะอย่างยิ่งพล.ต.อ.เผ่า แถมยังใจกว้างยกตำแหน่งประธานธนาคารกรุงเทพให้กับพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน หนึ่งในบุคคลสำคัญของกลุ่มราชครูที่ร่วมทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพล.ร.ต.ถวัลย์ นาวาสวัสดิ์ ที่ดร.ปรีดีให้การสนับสนุนอยู่ และแม้กระทั่งเวลาต่อมาจอมพลสฤษดิ์ ทำการรัฐประหารจอมพลป. พิบูลย์สงครามในปีพ.ศ.2500 นายห้างชินก็ผ่อนหนักเป็นเบาด้วยการแต่งตั้งพล.ท.ประภาส จารุเสถียร หนึ่งในคณะปฏิวัติ (ตามที่จอมพลสฤษดิ์ประกาศ) ขึ้นเป็นประธานธนาคารกรุงเทพ แทนพล.ต.ศิริ ศิริโยธิน….อำนาจจอมพลหรือจะสู้อำนาจเงิน

นายห้างชินในเวลานั้นถือได้ว่าเป็นผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในแวดวงธุรกิจและการธนาคาร ที่ชนชาวจีนต่างให้ความนับถือเพราะธนาคารกรุงเทพเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางธุรกิจของชาวจีน ซึ่งเป็นชีพจรเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับธุรกิจต่างๆของทั้งประเทศ แม้แต่ธุรกิจระดับยักษ์ๆของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเจริญโภคภัณฑ์, สหพัฒนพิบูล, ห้างเซ็นทรัลหรือแม้แต่ทักษิณ ชินวัตร ต่างล้วนเคยพึ่งพาใช้บริการธนาคารกรุงเทพผ่านนายห้างชินทั้งนั้น นั่นแสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ที่มากด้วยบารมีของนายห้างชิน

เมื่อธนาคารกรุงเทพเป็นศูนย์รวมกลุ่มธุรกิจของชาวจีนที่มีความมั่นคงแข็งแรง และโยงใยกับธรุกิจน้อยใหญ่ทั้งขายปลีกและขายส่งตลอดจนผู้บริโภคล้วนแต่เป็นชนชาวจีนทั้งสิน การที่จะจัดการกับนายห้างชินจึงยากและลำบากกว่าการรัฐประ หารล้มรัฐบาลจอมพลป. พิบูลย์สงคราม และถ้าจะล้มนายห้างชินให้ลงจนได้ จอมพลสฤษดิ์ก็จำเป็นต้องมีกุนซือที่มีความสามารถหาวิธีสยบคนจีนได้ทั้งแผ่นดิน…..

นายชิน โสพาณิช ผู้เป็นตำนานราชาธนกิจที่มีความอัจฉริยะ ที่ถีบตัวเองจากชนชั้นผู้ยากไร้สู่ความเป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับชาติ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่า “ราชาธนกิจ” ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
7 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น