เมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 และได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้ประศาสน์การ” คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัย เพื่อสนองเจตนารมณ์ของคณะราษฎรที่ว่า “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวได้ว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่สำคัญในการต่อต้านสงครามและต่อสู้เพื่อสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ของขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นี่คือคุณูประการอันเกิดจากความกล้าหาญของผู้ประศาน์การ
” เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน”
วาทะสำคัญนี้ดัดแปลงมาจากบทความของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่า ‘ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขาสอนให้รู้จักรักคนอื่นด้วย’ กลุ่มนักศึกษากิจกรรม ‘14 ตุลา’ จึงได้นำข้อความนี้ดัดแปลงเป็น ‘ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน’ นำมาเผยแพร่ที่งานจัดนิทรรศการการเมืองในปี 2518
บทความอันลือลั่นของกุหลาบ สายประดิษฐ์ สะท้อนชัดหลักการของประชาคมธรรมศาสตร์ นับแต่มหาวิทยาลัยนี้กำเนิดขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2477 ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเสมอภาคทางการศึกษา ธรรมศาสตร์จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งสาธารณชน ที่พัฒนาสืบเนื่องตลอดระยะเวลากว่าแปดทศวรรษ จากความเป็นตลาดวิชาสู่มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ จากการมุ่งผลิตบัณฑิตสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไปสู่การขยายหลักสูตรการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสุขภาพ รวมถึงการขยายพื้นที่บริการการศึกษาสู่รังสิต ลำปาง และพัทยา จวบจนปัจจุบัน ธรรมศาสตร์ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์เพื่อประชาชน บัณฑิตกว่าห้าแสนคน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ในหลากหลายสาขาอาชีพ เกียรติประวัติอันเปี่ยมด้วยคุณค่านี้สมควรแก่การสั่งสม รวบรวม และนำมาจัดแสดงเพื่อสืบทอดและปลูกฝังให้ลูกแม่โดม รวมทั้งสาธารณชนได้รำลึกจดจำ และเชื่อมร้อยอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน
ศาสตราจารย์พันตรี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำเร็จการศึกษาธรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง คือลูกแม่โดมที่สานต่อเจตนารมณ์ดร.ปรีดีด้วยความกล้าหาญ เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทยคนสำคัญ ที่พยายามเจรจาไกล่เกลี่ยกับรัฐบาลอังกฤษให้ยอมรับขบวนการเสรีไทย เคยเสี่ยงชีวิตในการลอบกระโดดร่มเข้าไทย ณ บ้านวังน้ำขาว จังหวัดชัยนาท จนได้ชื่อว่าเป็น “วีรบุรุษวังน้ำขาว เป็นผู้ว่าธนาคารแห่งชาติที่อายุน้อยที่สุดและทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติจนได้รับการยกย่องให้เป็นข้าราชการตัวอย่างที่ดี รวมทั้งยังเคยรับตำแหน่งทั้งคณบดีคณะเศรษฐ ศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ดร.ป๋วยยังได้แสดงความกล้าหาญ ส่งจดหมายในนาม “นายเข้ม เย็นยิ่ง” ถึงจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับสังคม สเตฟาน คอลินยองส์ (Stefan Collingnon) นักวิชาการร่วมสมัยชาวเยอรมัน ได้กล่าวยกย่องดร.ป๋วยว่าเป็น “บิดาของเมืองไทยสมัยใหม่” (Founding Father of Modern Thailand) ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ดร.ป๋วยได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2508 และได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในปี พ.ศ. 2558 นี่คือเกียรติประวัติของลูกแม่โดมคนสำคัญที่ชื่อ “ป๋วย อึ๊งภากรณ์”
ศาสตราจารย์พิเศษ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นลูกแม่โดมอีกคนหนึ่ง ที่สานต่ออุดมการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็น “เสาหลักประ ชาธิปไตย” ที่เผด็จการทหารครั่นคร้ามอย่างที่สุด อ.ชาญวิทย์ เดินทางเข้ามาเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในระดับชั้น มัธยม ศึกษาปีที่ 4 – 8 จากนั้นสอบเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (แผนกการทูต) โดยมีผลการเรียนดีจนได้รับเกียรตินิยมดี และได้รับรางวัลภูมิพล ในปีพ.ศ. 2506 จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุน Rockefeller Foundation ผ่านภาควิชาประวัติ ศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ไปเรียนในระดับปริญญาโททางการทูตที่ Occidental College รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเวลา 2 ปี (พ.ศ. 2508 – 2510) จากนั้นให้เรียนต่อระดับปริญญาเอก ด้านประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล รัฐนิวยอร์ก เป็นเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2510 – 2515) โดยเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่อง The Rise of Ayudhaya ทั้งหมดนี้คือเกียรติประวัติด้านการศึกษาของอ.ชาญวิทย์. อ.ชาญวิทย์ได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิไตยและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคมจนเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่ในแวดวงนักศึกษาและนักวิชาการเท่านั้น หากแต่ประชาชนคนทั่วไปต่างก็ยกย่องไม่ว่าในและต่างประเทศ อ.ชาญวิทย์ไปไหนจึงมีแต่ผู้คนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น บ่อยครั้งฝ่ายเผด็จการจับจ้องที่จะเอาผิด ติดตามกันทุกย่างก้าว แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่าการเฝ้าดู ในขณะที่อ.ชาญวิทย์เองก็ยังไปปรากฏตัวตามที่ต่างๆโดยเฉพาะมหาวิทยาลับธรรมศาสตร์และงานสัมนาทางวิชา การทุกแห่งอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐบาลเผด็จการ
ล่าสุดเมื่ออ.ชาญวิทย์ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิก “พรรคอนาคตใหม่” ของคุณธนาธร จึงมีสถานะคล้ายอาจารย์และศิษย์ร่วมพรรค เพื่อสืบสานอุดมการณ์ประชา ธิปไตย อันเป็นเกียรติประวัติที่สั่งสมมายาวนานถึง 84 ปีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ด้วยความแน่วแน่ว่า จากอดีตสู่ปัจจุบัน จากรุ่นสู่รุ่น “ลูกโดมทั้งหลายยังรักใครกลมเกลียวและมั่นคงต่อวาทะสำคัญที่ว่า ” เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน”
จวบจนปัจจุบัน ธรรมศาสตร์ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์เพื่อประชาชน บัณฑิตกว่าห้าแสนคน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ผมอยากเรียกร้องพี่น้องชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นได้โปรดให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ที่คุณธนาธรก่อตั้งขึ้นมาโดยมีเจตนาสานต่ออุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตย และร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่พาชาติให้พ้นภัยจากเผด็จการทรราชที่กดขี่รังแกประชาชนอยู่เวลานี้ ดังเช่นที่ในอดีตที่ลูกศิษย์ท่านปรีดีเคยรวมตัวเป็นขบวนการเสรีไทย พาชาติพ้นภัยจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม
ชีวิต เปื้อนฝุ่น
4 ก.ย.64

