หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516

ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่นักศึกษาประชาชนโค่นล้มอำนาจเผด็จการจอมพลถนอมและจอมพลประภาสเรียบร้อยแล้ว เป็นช่วงที่นักศึกษาได้รับความชื่นชมจากประชาชน จนกลายเป็นปัญญาชนฟีเวอร์ ที่ไหนมีการเรียกร้องความไม่เป็นธรรมอันเกี่ยวเนื่องจากค่าแรงงาน หนีไม่พ้นต้องมีกลุ่มนักศึกษาเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทุกเหตุการณ์ จนกลายเป็นอิทธิพลกลุ่มนักศึกษา

ครอบครัวภูมิพลมีความกังวลว่าสังคมไทยจะกลายเป็นประชาธิปไตยจนมีผลกระทบต่อระบอบราชาทรราช พวกมันทั้งครอบครัวจึงต้องร่วมใจกันโหมทำงานหนัก ปลุกกระแสต่อต้านคอมมิวนิสต์ ด้วยการสร้างกลุ่มนวพล, ขบวนการกระทิงแดงและลูกเสือชาวบ้าน

ลูกเสือชาวบ้านถือว่าเป็นกลุ่มสำคัญที่สุด เพราะมีสมาชิกทั่วประเทศทุกจังหวัด
ภูมิพลและครอบครัวลงทุนเดินทางไปแจกธงและผ้าพันคอลูกเสือชาวบ้าน พร้อมกับปลุกกระแส “ชาติจะอยู่รอดเพราะวัดกับวัง” การลงทุนลงแรงครั้งกระนั้นไม่เสียเปล่า เพราะเมื่อถึงคราวสุกงอม ก็มีการชี้เป้าคอมมิวนิสต์ที่ธรรมศาสตร์ และส่งสัญญาณให้ลงมือโดยมีตำรวจตระเวณชายแดนเป็นหัวหอก นักศึกษาปัญญาชนในเวลานั้นถูกสังหารดุจใบไม้ร่วง นั่นเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 6 ตุลาคม 2519

44 ปีที่แล้วภูมิพลปลุกระดมให้ลูกเสือชาวบ้านเข่นฆ่านักศึกษาปัญญาชนโดยกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิาต์ 44 ปีให้หลังวชิราลงกรณ์ผู้ลูกเดินทางไปหาแกนนำคอมมิวนิสต์ในอดีตบอกให้สอนลูกหลานขึ้นมาต่อต้านกลุ่มเยาวชนปลดแอกด้วยข้อกล่าวหาว่า “ชังชาติ”

จังหวัดสกลนคร อดีตเป็นเขตอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ (พ.ท.พโยม จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการกองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย) วชิราลงกรณ์ ชู “ชาติต้องการคนรักชาติ ต้องการคนรักสถาบัน” จังหวัดสกลนคร หนึ่งในหลายจังหวัดที่มีการปะทะกัน และมีคอมมิวนิสต์ตกค้าง ที่ประธานเติ้งเสี่ยวผิงของประเทศจีนขอร้องให้รัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ช่วยดูแลเพื่อแลกเปลี่ยนกับสงครามสั่งสอนเวียดนามและประเทศจีนจะไม่สนับสนุนคอมมิวนิสต์ในประเทศไทยอีกต่อไป พร้อมกับรับพ.ท.พโยม จุลานนท์ไปพำนักรักษาตัวอยู่ที่ประเทศจีน

พ.ท.พโยมได้ขอให้พ.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ (ยศในเวลานั้น) ลูกชายช่วยดูแลกลุ่มคอมมิวนิสต์ตกค้างในภาคอีสานก่อนที่จะออกจากประเทศไทย ในเวลาต่อมาพล.อ.สุรยุทธ์ได้ใช้ชนกลุ่มนี้ดูแลพื้นที่เป็นหูเป็นตาขบวนการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการไปที่จังหวัดสกลนครของกษัตริย์วชิราลงกรณ์หรือไม่

กษัตริย์โจรชัดๆ ทั้งพ่อทั้งลูกเห็นประชาชนเหมือนผักปลา จากพ่อสู่ลูกฆ่าประชาชนเพื่ออำนาจของตัวเอง ถึงคราวพี่น้องต้องตัดสินใจลุกขึ้นสู้เพื่อไม่เป็นเหยื่อซาตาน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
4 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ผลแห่งกรรมกำลังตามสนองสิริกิติ์

  • เหตุการณ์เมื่อ 6 ตุลาคม 2519 นักศึกษาในเวลานั้นล้วนจงรักภักดีทุกคน และหลายคนในกลุ่มนักศึกษาที่ประท้วงสามเณรถนอม ก็เป็นกลุ่มนักศึกษาที่มีบุญคุณต่อสถาบันฯในการขับไล่เผด็จการจอมพลถนอมในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
  • เวลานั้นนักศึกษาออกมาต่อต้านจอมพลถนอม (ที่ถูกตราหน้าว่าทรราช) ที่เคยถูกนิสิตนักศึกษาขับไล่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนต้องหนีตายลี้ภัยไปอยู่อเมริกา ได้กลับคืนสู่ประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2519 ด้วยการบวชเป็นสามเณรบังหน้า

การต่อต้านสามเณรถนอมของนักศึกษากำหนดการเคลื่อน ไหวด้วยความสงบอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่มีพฤติกรรมรุนแรง ไม่มีการโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์

สามเณรถนอมเมื่อกลับถึงไทยก็ตรงไปบวชเป็นพระทันทีที่วัดบวรนิเวศ ตกดึกภูมิพลและสิริกิติ์ก็เสด็จไปวัดบวรฯ สิริกิติ์ได้รับสั่งให้ลูกเสือชาวบ้านให้เฝ้าระวังอย่าให้กลุ่มฝักใฝ่คอมมิวนิสต์มาทำลายมาเผาวัดบวรฯ

รับสั่งของสิริกิติ์ได้ถูกนำมาขยายผลเป็นข่าวใหญ่ติดต่อกันหลายวัน วิทยุยานเกราะเปิดเพลงหนักแผ่นดินทั้งวันเป็นเวลาหลายวัน ควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังนอกระบบ

นายสมัคร สุนทรเวชรัฐมนตรีมหาดไทยไปให้ข้อมูลลูกเสือชาวบ้านที่ลานพระรูปฯว่ามีการสะสมอาวุธและกำลังพลคอมมิวนิสต์ในธรรมศาสตร์ ในวันเดียวกันพระบรมโอรสาธิราชฯ (กษัตริย์วชิราลงกรณ์ในปัจจุบัน) ก็ไปให้กำลังใจลูกเสือชาวบ้านที่ลานพระรูปฯเช่นกัน

เช้ามืดของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กระทิงแดงกระจายกันลายล้อมอยู่รอบรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในขณะที่กำลังพลตำรวจตระเวณชายแดนได้ระเบิดกระสุนนำล่องเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้ลูกเสือชาวบ้านเข้าไปเข่นฆ่านักศึกษาปัญญชนในมหาวิทยาลัย

นี่คือความแค้นใจที่ยังฝังอยู่ในหัวของผมจนทุกวันนี้….อาชีวะทุกสถาบันต้องไม่ดัดจริต ให้ความสำคัญกับกษัตริย์เหมือนไอ้พวกหมารับใช้

สิริกิตติ์ (นังป้อม) กับลูกชายนายวชิราลงกรณ์ ทั้งสองคนมีบทบาทและส่วนเกี่ยวข้องกับการฆ่าหมู่นักศึกษาที่มีภูมิพลเป็นผู้บงการ การสังหารโหดครั้งนั้นมีทั้งถูกอาวุธปืน, ถูกรุมทำร้าย, ถูกจับโยนเข้ากองไฟเผาทั้งเป็นและจับแขวนคอใต้ต้นมะขาม

ขอภาวนาให้สิริกิตติ์อย่าเพิ่งตาย อยู่ดูความฉิบหายที่กำลังมาเยือนครอบครัวคุณทั้งตระกูล

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
4 ก.ย.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้สถาปนา “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” (มธก.) ขึ้น

เมื่อ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2477 และได้รับแต่งตั้งเป็น “ผู้ประศาสน์การ” คนแรกและคนเดียวของมหาวิทยาลัย เพื่อสนองเจตนารมณ์ของคณะราษฎรที่ว่า “จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวได้ว่าเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่สำคัญในการต่อต้านสงครามและต่อสู้เพื่อสันติภาพ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งศูนย์บัญชาการใหญ่ของขบวนการเสรีไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นี่คือคุณูประการอันเกิดจากความกล้าหาญของผู้ประศาน์การ
” เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน”
วาทะสำคัญนี้ดัดแปลงมาจากบทความของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่า ‘ชาว ม.ธ.ก. รักมหาวิทยาลัยของเขา เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขาสอนให้รู้จักรักคนอื่นด้วย’ กลุ่มนักศึกษากิจกรรม ‘14 ตุลา’ จึงได้นำข้อความนี้ดัดแปลงเป็น ‘ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน’ นำมาเผยแพร่ที่งานจัดนิทรรศการการเมืองในปี 2518

บทความอันลือลั่นของกุหลาบ สายประดิษฐ์ สะท้อนชัดหลักการของประชาคมธรรมศาสตร์ นับแต่มหาวิทยาลัยนี้กำเนิดขึ้นมาเมื่อ พ.ศ.2477 ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเสมอภาคทางการศึกษา ธรรมศาสตร์จึงเป็นมหาวิทยาลัยแห่งสาธารณชน ที่พัฒนาสืบเนื่องตลอดระยะเวลากว่าแปดทศวรรษ จากความเป็นตลาดวิชาสู่มหาวิทยาลัยสมบูรณ์แบบ จากการมุ่งผลิตบัณฑิตสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ไปสู่การขยายหลักสูตรการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสุขภาพ รวมถึงการขยายพื้นที่บริการการศึกษาสู่รังสิต ลำปาง และพัทยา จวบจนปัจจุบัน ธรรมศาสตร์ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์เพื่อประชาชน บัณฑิตกว่าห้าแสนคน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ในหลากหลายสาขาอาชีพ เกียรติประวัติอันเปี่ยมด้วยคุณค่านี้สมควรแก่การสั่งสม รวบรวม และนำมาจัดแสดงเพื่อสืบทอดและปลูกฝังให้ลูกแม่โดม รวมทั้งสาธารณชนได้รำลึกจดจำ และเชื่อมร้อยอดีตกับปัจจุบันเข้าด้วยกัน

ศาสตราจารย์พันตรี ป๋วย อึ๊งภากรณ์ สำเร็จการศึกษาธรรมศาสตรบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง คือลูกแม่โดมที่สานต่อเจตนารมณ์ดร.ปรีดีด้วยความกล้าหาญ เป็นสมาชิกขบวนการเสรีไทยคนสำคัญ ที่พยายามเจรจาไกล่เกลี่ยกับรัฐบาลอังกฤษให้ยอมรับขบวนการเสรีไทย เคยเสี่ยงชีวิตในการลอบกระโดดร่มเข้าไทย ณ บ้านวังน้ำขาว จังหวัดชัยนาท จนได้ชื่อว่าเป็น “วีรบุรุษวังน้ำขาว เป็นผู้ว่าธนาคารแห่งชาติที่อายุน้อยที่สุดและทำคุณประโยชน์ต่อประเทศชาติจนได้รับการยกย่องให้เป็นข้าราชการตัวอย่างที่ดี รวมทั้งยังเคยรับตำแหน่งทั้งคณบดีคณะเศรษฐ ศาสตร์และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยปฏิเสธตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
นอกจากนี้ดร.ป๋วยยังได้แสดงความกล้าหาญ ส่งจดหมายในนาม “นายเข้ม เย็นยิ่ง” ถึงจอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยให้กับสังคม สเตฟาน คอลินยองส์ (Stefan Collingnon) นักวิชาการร่วมสมัยชาวเยอรมัน ได้กล่าวยกย่องดร.ป๋วยว่าเป็น “บิดาของเมืองไทยสมัยใหม่” (Founding Father of Modern Thailand) ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ดร.ป๋วยได้รับ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2508 และได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในปี พ.ศ. 2558 นี่คือเกียรติประวัติของลูกแม่โดมคนสำคัญที่ชื่อ “ป๋วย อึ๊งภากรณ์”

ศาสตราจารย์พิเศษ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เป็นลูกแม่โดมอีกคนหนึ่ง ที่สานต่ออุดมการณ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จนเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเป็น “เสาหลักประ ชาธิปไตย” ที่เผด็จการทหารครั่นคร้ามอย่างที่สุด อ.ชาญวิทย์ เดินทางเข้ามาเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ในระดับชั้น มัธยม ศึกษาปีที่ 4 – 8 จากนั้นสอบเข้าเรียนคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (แผนกการทูต) โดยมีผลการเรียนดีจนได้รับเกียรตินิยมดี และได้รับรางวัลภูมิพล ในปีพ.ศ. 2506 จากนั้นจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้รับทุน Rockefeller Foundation ผ่านภาควิชาประวัติ ศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ ไปเรียนในระดับปริญญาโททางการทูตที่ Occidental College รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นเวลา 2 ปี (พ.ศ. ‭2508 – 2510‬) จากนั้นให้เรียนต่อระดับปริญญาเอก ด้านประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ ที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล รัฐนิวยอร์ก เป็นเวลา 5 ปี (พ.ศ. ‭2510 – 2515‬) โดยเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เรื่อง The Rise of Ayudhaya ทั้งหมดนี้คือเกียรติประวัติด้านการศึกษาของอ.ชาญวิทย์. อ.ชาญวิทย์ได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิไตยและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสังคมจนเป็นที่เคารพนับถือของคนทั่วไปซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่ในแวดวงนักศึกษาและนักวิชาการเท่านั้น หากแต่ประชาชนคนทั่วไปต่างก็ยกย่องไม่ว่าในและต่างประเทศ อ.ชาญวิทย์ไปไหนจึงมีแต่ผู้คนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น บ่อยครั้งฝ่ายเผด็จการจับจ้องที่จะเอาผิด ติดตามกันทุกย่างก้าว แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำอะไรได้มากกว่าการเฝ้าดู ในขณะที่อ.ชาญวิทย์เองก็ยังไปปรากฏตัวตามที่ต่างๆโดยเฉพาะมหาวิทยาลับธรรมศาสตร์และงานสัมนาทางวิชา การทุกแห่งอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐบาลเผด็จการ

ล่าสุดเมื่ออ.ชาญวิทย์ตัดสินใจสมัครเป็นสมาชิก “พรรคอนาคตใหม่” ของคุณธนาธร จึงมีสถานะคล้ายอาจารย์และศิษย์ร่วมพรรค เพื่อสืบสานอุดมการณ์ประชา ธิปไตย อันเป็นเกียรติประวัติที่สั่งสมมายาวนานถึง 84 ปีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นการยืนยันเจตนารมณ์ด้วยความแน่วแน่ว่า จากอดีตสู่ปัจจุบัน จากรุ่นสู่รุ่น “ลูกโดมทั้งหลายยังรักใครกลมเกลียวและมั่นคงต่อวาทะสำคัญที่ว่า ” เรารักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้เรารักประชาชน”

จวบจนปัจจุบัน ธรรมศาสตร์ไม่เคยทอดทิ้งอุดมการณ์เพื่อประชาชน บัณฑิตกว่าห้าแสนคน เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ และเป็นพลังขับเคลื่อนสังคม ดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ผมอยากเรียกร้องพี่น้องชาวธรรมศาสตร์ทุกรุ่นได้โปรดให้การสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ ที่คุณธนาธรก่อตั้งขึ้นมาโดยมีเจตนาสานต่ออุดมการณ์เพื่อประชาธิปไตย และร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่พาชาติให้พ้นภัยจากเผด็จการทรราชที่กดขี่รังแกประชาชนอยู่เวลานี้ ดังเช่นที่ในอดีตที่ลูกศิษย์ท่านปรีดีเคยรวมตัวเป็นขบวนการเสรีไทย พาชาติพ้นภัยจากการเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
4 ก.ย.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น