หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“สาส์น” (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึง ในหลวงภูมิพล เมื่อปี 2516

: “พระราชปิตุลาทรงให้สัตยาธิษฐานไว้แล้วว่า
พระราชปิตุลาและพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีองค์ต่อๆไปทุกพระองค์ จะต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และไม่ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ
ที่ได้มาจากการยึดอำนาจที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ”

ในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. มีปัญหาว่า
จะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาพหลฯ และข้าพเจ้าเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา

มีพระราชกระแสรับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่ประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นได้เขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ว่า จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้ ส่วนสยามนั้นรับสั่งว่าไม่จำเป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้ว
ก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก

ข้าพเจ้ากราบทูลว่า เมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป ให้มีความใดเติมไว้ในพระราชสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง
รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไป ก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ครั้นแล้ว ได้รับสั่งให้มหาดเล็กนำราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ พ.ศ. 2468 มาพระราชทานให้ข้าพเจ้าอ่านดูความตอนพระราชสัตยาธิษฐานดั่งต่อไปนี้

“แล้วจึ่งมีพระบรมราชโองการเป็นคำไทย ตามความภาษามคธ ดั่งนี้”

“ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติเป็นที่พึ่ง จัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญ”

พระราชครูรับพระบรมราชโองการเป็นปฐมว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระบรมราชโองการพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ปฐมธรรมิกราชวาจา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”เสร็จแล้ว…..

“ทรงตั้งสัตยาธิษฐานตั้งพระราชหฤทัยดำรงทศพิธราชธรรมจักรวรรดิวัตรจรรยาและอื่นๆตามพระบรมราชประสงค์ “

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงอธิบายว่า

พระราชประสงค์ตอนท้ายนี้ก็ชัดอยู่แล้ว คือพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปต้องรักษารัฐธรรมนูญ
ต่อมาพระราชพิธีราชาภิเษกนี้ได้มีขึ้นอีกในรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน

พระราชปรารภแห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. 2475 มีความตอนท้ายว่า

“ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งทหารพลเรือนทวยอาณาประชาราษฎร จงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ในอันจะรักษาปฏิบัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามนี้ ให้ยืนยงอยู่คู่กับสยามรัฐราชสีมา ตราบเท่ากัลปาวสาน สมดั่งพระบรมราชประณิธานทุกประการเทอญ “

พระยาพหลฯกราบบังคมทูลว่า การทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น จะทรงทำอย่างไร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้

พระยาพหลฯกราบทูลต่อไปว่า คณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไปจะคิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมา แล้วทูลเกล้าถวายรัฐธรรมนูญใหม่ของเขาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร

รับสั่งว่าพระองค์จะถือว่า พวกนั้นเป็นกบฏและในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่านั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ. ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชย์สมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายองค์อื่นลงพระปรมาภิไธยให้ . . .

หลังจากข้อความที่คัดมาข้างต้นนี้ ปรีดี ได้เขียนต่อทันทีว่า ไม่ควรลดอำนาจของพระมหากษัตริย์จากความเป็นประมุขและที่สำคัญคือจากความเป็น “จอมทัพ” โดยปรีดีเสนอว่า ในฐานะจอมทัพที่มีอำนาจสั่งการเหนือทหารทั้งปวง รวมทั้งเหนือผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย พระมหากษัตริย์สามารถหยุดยั้งหรือป้องกันไม่ให้เกิดเผด็จการทหารได้

แต่ปัจจุบัน กษัตริย์ กลายเป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ และรับรองการเป็นกบฎของเผด็จการทหารเสียเอง..กรรมของกะลา

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ส.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

หลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการชุมนุมในสหรัฐอเมริกา

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

Congress shall make no law prohibiting the free exercise thereof; or abridging the freedom of speech, or of the press; or the right of the people peaceably to assemble, and to petition the Government for a redress of grievances.

“รัฐจะต้องไม่ผ่านกฎหมายใดๆ ที่จะลดทอนเสรีภาพในการพูดและการเขียน รวมถึงต้องปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะชุมนุมอย่างสันติ และร้องเรียนรัฐบาลเพื่อให้แก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน”

ตาม First amendment ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา อันกล่าวถึงสิทธิในการชุมนุมของประชาชน ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ภายใต้ข้อกำหนดดังนี้

ทุกคนมีสิทธิที่จะจัดการชุมนุมหรือปราศรัยในที่สาธารณะได้ทุกที่ เช่น ถนน ทางเดิน สวนสาธารณะ หน้าอาคารสถานที่ของรัฐ ตราบเท่าที่ไม่กีดขวางหรือปิดกั้นการเข้าถึงสถานที่นั้นๆ

ในสถานที่ส่วนตัว เจ้าของสถานที่สามารถตั้งกฎเกณฑ์ของการชุมนุมเองได้ โดยที่รัฐไม่สามารถปิดกั้น ตราบที่เจ้าของสถานที่อนุญาต

ผู้ต่อต้านการชุมนุมล้วนมีสิทธิแสดงออกทางความคิดเห็นต่างๆเทียบเท่าผู้ชุมนุม โดยตำรวจมีหน้าที่แยกทั้งสองฝ่ายออกจากกัน แต่ต้องอนุญาตให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในระยะที่สามารถมองเห็นและรับฟังกันได้

ในที่สาธารณะ ทุกคนมีสิทธิบันทึกภาพ ยกเว้นในสถานที่ส่วนบุคคลซึ่งต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของเจ้าของสถานที่

ต้องขออนุญาตหากการชุมนุมมีจำนวนคนมาก และต้องทำการปิดถนนหรือสถานที่ หรือมีการใช้อุปกรณ์เครื่องเสียง ไม่มีข้อยกเว้นในเรื่องของหัวข้อการประท้วงในการออกใบอนุญาตให้

การออกคำสั่งสลายการชุมนุมถือเป็นสิ่งสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่จะทำ นอกจากว่าการชุมนุมนั้นจะส่อไปอย่างชัดเจนว่าจะกลายเป็นการจราจล มีความตั้งใจขัดขวางการจราจรหรือเริ่มเป็นภัยต่อความปลอดภัยในที่สาธารณะ

เมื่อเจ้าหน้าที่ตัดสินใจสลายการชุมนุม ต้องเปิดโอกาส
ให้ผู้ชุมนุมถอนตัว ให้เวลามากพอที่จะให้ผู้ชุมนุมสลายเอง พร้อมทั้งต้องเปิดทางออกให้ผู้ชุมนุม

เจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิควบคุมตัวผู้ชุมนุมโดยไม่มีข้อกล่าวหา และผู้ชุมนุมเองมีสิทธิบันทึกภาพและรายงานพฤติกรรมอันมิชอบของเจ้าหน้าที่นั้นๆไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถูกจับกุม ผู้ชุมนุมมีสิทธิที่จะไม่ให้ปากคำหรือเซ็นต์เอกสารใดๆ จนกว่าจะพบทนาย รวมถึงมีสิทธิร้องขอการใช้โทรศัพท์ และติดต่อทนาย โดยเจ้าหน้าที่ไม่มีสิทธิรับฟัง

เมื่อเริ่มทำการสลายการชุมนุม เจ้าหน้าที่มักใช้สเปรย์พริกไทย รวมถึงแก๊สน้ำตาเข้าจับกุมผู้ชุมนุมที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่หลังการประกาศของเจ้าหน้าที่


พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น