หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

รายจ่ายประจำวัน/เดือน/ปี..ของเสี่ยจัสติน..กับนางสนม.นางบำเรอ..อันมาจากภาษีประชาชนคนไทยทั้งประเทศ..สมควรหรือไม่..

ค่าเช่าโรงแรมเหมาทั้งหลังเดือนละ 100 ล้าน ปีละ 1200 ล้าน ค่าเครื่องบินส่วนตัวไฟท์ละ 3 ล้าน เดือนหนึ่งบินประมาณ 10 ไฟท์ 30 ล้าน ปีละ 360 ล้าน ค่ารถสปอร์ตและรถหรูซื้อเดือนละ 2 คัน มายบัคคันละ 55 ล้าน เฟอร์รารี่คันละ 30 ล่ารวมเดือนละ 85×12= ปีละ 1,020 ล้าน ค่าอาหารวันละ 2 ล้าน เดือนละ 60 ล้าน ปีละ 720 ล้าน ค่าเครื่องสำอาง เมียหลวงเดือนละ 5 ล้านปีละ 60 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 4 ล้าน ปีละ 48 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-20 ต่อคนต่อเดือนละ 3 ล้าน×18=54 ล้าน×12=ปีละ 648 ล้าน ค่าทำผมเมียหลวงวันละ 10,000 เดือนละ 300,000 ปีละ 3,600,000 เมียน้อยคนที่ 1 วันละ 8,000 เดือนละ 24,000 ×12=2,880,000 เมียน้อยคนที่ 2-18 ต่อคน 5,000×18=90,000/เดือน×12=2,700,000 ต่อปี ค่ารองเท้าเมียหลวงยี่ห้อ บานาน่า จากอิตาลี่คู่ละ 500,000 ซื้อ 12 คู่ต่อปี=6,000,000 เมียน้อยคนที่ 1 ยี่ห้อปิแอร์ การ์แดง คู่ละ 400,000×12=4,800,000/ปี เมียน้อยคนที่ 2-18 ยี่ห้ออีฟแชงค์ คู่ละ 300,000×18=5,400,000/เดือน×12=64,000,000 /ปี ค่ากระเป๋าถือ เมียหลวงถือ หลุร์ย วิตองใบละ 6,000,000×12=72,000,000/ปี เมียน้อยคนที่ 1 ยี่ห้อแอร์เมสต์ใบละ 4,000,000×12=48,000,000/ปี เมียน้อยคนที่ 2-18 ถือยี่ห้อ อีฟแชงค์ ใบละ 1,000,000×18=18,000,000/เดือน×12=144,000,000/ปี ค่าตัดชุดเสื้อผ้าเมียหลวงเดือนละ 10 ล้าน ปีละ 120 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 8 ล้าน ปีละ 96 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-20 ต่อคนต่อเดือน 5 ล้าน=90×12=1080 ล้านต่อปี ค่าเครื่องเพชร สร้อยคอ ต่างหู กำไล แหวนเพชร เมียหลวงเดือนละ 20 ล้านปีละ 600 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 15 ล้าน ปีละ 180 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-18 ต่อคนต่อเดือนๆละ 10 ล้าน×18=180 ล้าน/เดือน×12=2160 ล้านต่อปี ค่าเงินบำรุงเมียหลวงปีละ 200 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 ปีละ 100 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-18 คนละ 50 ล้าน×12= 600 ล้าน/ปี สร้างวังให้เมียหลวงราคา 1000 ล้าน สร้างให้เมียน้อยคนที่ 1 ราคา 500 ล้าน สร้างให้เมียน้อยคนที่ 2-18 หลังละ 100 ล้านรวม 1800 ล้าน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

คนเลี้ยงลิงผู้ยิ่งใหญ่..!!!

ผู้ต้องหาไทยยศร้อยตรีค้าเฮโรอินในออสเตรเลีย อ้างเป็นราชองครักษ์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และเป็นนายทหารราชการลับไทย เพื่อขอผ่อนผันระวางโทษจำคุก

ศาลปฏิเสธคำร้องของ ร.ต.มนัส โพธิ์พรหม ด้วยเสียงเอกฉันท์ว่าเขาเป็นคนจัดการ (ใส่ยาเสพติดในกระเป๋าและซื้อตั๋วเครื่องบิน) ให้สตรีชาวไทย (ใช้ชื่อว่า ‘ป้า’) ลักลอบนำเฮโรอินเข้าออสเตรเลีย เมื่อกลางปี ๒๕๓๖ ทำให้มนัสและผู้สมคบคิด (สรสาร์ท เทียมทัศน์) ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาถูกตัดสินคนละ ๖ ปี

“ระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ‘พารามัตตา’ รอการลงทัณฑ์ มนัสบอกตำรวจออสซี่ว่าเขาป็นราชองครักษ์ของมกุฏราชกุมารไทย และเคยเป็นสายลับของกองทัพบกภายใต้ชื่อ ยุทธภูมิ โพธิ์พรหม พร้อมทั้งทำธุรกิจส่วนตัวระหว่างเป็น ทส.ของนายพลสำคัญคนหนึ่ง”

ข้อเท็จจริงได้รับการเปิดเผยหลังจากที่ ร.ท.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวคะแนนคนสำคัญของพรรคพลังประชารัฐที่กำลังจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงปฏิเสธต่อสื่อมวลชนไทยว่าเขาไม่เคยทำการค้ายาเสพติดในออสเตรเลีย

เพียงโชคร้ายไปอยู่ในโรงแรมเดียวกับผู้ที่ถูกจับกุม เลยถูกคุมขังหลายเดือนก่อนได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตัดสินความผิด สองนักข่าวหนังสือพิมพ์ซิดนี่ย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ จึงทำการสืบสวนและเสาะค้นเอกสารคำตัดสินของศาลอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่

ค้นพบว่าความจริงตรงข้ามกับที่ธรรมนัสอ้างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบประวัติและรูปพรรณของ ‘มนัส’ และ ‘ธรรมนัส’ ชัดแจ้งว่าเป็นคนเดียวกัน ที่ติดอยู่ในคุกพาร์คเลียเป็นเวลา ๔ ปี กระทั่งได้รับการปล่อยตัวและเนรเทศน์กลับไทยพร้อมกับคู่หูร่วมคดี เมื่อกลางเดือนเมษายน ๒๕๔๐

ดังนั้นการแถลงปฏิเสธเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม “ผมไม่ได้ขนยาเสพติดไปขายที่ประเทศออสเตรเลีย ผมไม่ได้ผลิตยาเสพติด ผมไม่ได้ที่จะจำหน่ายยาที่ประเทศออสเตรเลีย” จึงเป็นการพูดปดต่อหน้ามหาชนอย่างปราศจากความละอาย

หลักฐานคำพิพากษาของสาลพร้อมพยานหลักฐานและคำสารภาพต่างๆ ที่ไมเคิล รัฟเฟิ่ลส์ และไมเคิล เอ็ฟแวนส์ค้นพบบ่งชัดว่าในปลายปี ๒๕๓๕ ถึงมกราคม ๒๕๓๖ ร.ต.มนัสและนายสรสาร์ทช่วยกันจัดการขอวีซ่าและซื้อตั๋วเครื่องบินควอนตัสให้ ‘ป้า’

เขายังไปพบมาเฟียยาเสพติดไทยนาม ‘วีระ’ ที่ร้านกาแฟคิงส์ค้อฟฟี่ตรงข้าสถานทูตออสเตรเลียในกรุงเทพฯ และมีการติดต่อประสานงานกับวีระ มานพและพิศาล ซึ่งล้วนเป็นอดีตทหารอีกหลายครั้งก่อนการเดินทางไปออสเตรเลียของป้าและกระเป๋ายาเสพติด ๒ วัน หลังจากสรสาร์ทบินถึงซิดนี่ย์วันที่ ๘ เมษายน ๓๖

มนัสบินตามไปซิดนี่ย์คืนวันที่ ๑๔ เมษา เมื่อทราบจากสรสาร์ทว่าป้าทิ้งกระเป๋ายาเสพติดไว้ที่ห้อง ๗๑๓ โรงแรมพ้าร์ครอแยลที่ดาร์ลิ่งฮาร์เบอร์ โดยไม่รู้ตัวว่าทั้งเขาและสรสาร์ทถูกตำรวจรัฐบาลกลางออสเตรเลียจับตาอยู่แล้ว

ก่อนที่มนัสและสรสาร์ทจะไปเอากระเป๋าจากห้อง ๗๑๓ ตำรวจออสซี่ภายใต้ปฏิบัติการโดรเวอร์ได้จัดการเปลี่ยนยาเสพติด ๓.๒ กิโลกรัมและซ่อนเครื่องดักฟังไว้ในนั้นเรียบร้อยแล้ว เอกสารบันทึกคดีจึงปรากฏรายละเอียดคำพูดของมนัสต่อสรสาร์ท

ตอนหนึ่งบ่นว่า “สั่งให้ทำแค่นี้ยังทำไม่ได้” อีกตอนพูดกับคู่หูระหว่างรอลูกค้าชาวออสเตรเลียไปรับของที่โรงแรมพาเลจ หาดโบได “เราถือของ (เฮโรอิน) ไว้นานนักไม่ดีนะ” หลังเที่ยงคืนเล็กน้อยในวันนั้นเขาและคู่หูก็ถูกตำรวจออสเตรเลียบุกเข้าจับกุมคาหนังคาเขา

ไม่แต่เพียงคดีที่ออสเตรเลีย รายงานของ ‘สองไมเคิล’ นักข่าวออสเตรเลียยังสืบสวนไปถึงคดีในประเทศหลังจากที่ ร.ต.มนัสกลับไปไทย เข้ารับราชการทหารอีกในชื่อใหม่ว่า พัชระ พรหมเผ่า ไต่เต้าทั้งในตำแหน่งและธุรกิจการค้าควบคู่กันมา

จนกระทั่งปี ๒๕๕๑ ในชื่อใหม่อีกว่า ธรรมนัส พรหมเผ่า เขาโดนคดีรู้เห็นกับการถูกฆ่าตายของนักวิชาการลักเพศรายหนึ่ง (เหตุเกิดในสำนักงานที่เขาเป็นเจ้าของ) เขาถูกคุมขังอยู่ ๓ ปีจนได้รับการยกฟ้องแต่ลูกน้องถูกพิพากษาความผิดแทน

“หลังจากหลุดคดี เขาใกล้ชิดกับนายทหารที่ทรงอิทธิพล และถูกสื่อในประเทศไทยเรียกขานว่าเป็น ‘มาเฟียคนดัง’ ชื่อเสียงเด่นที่ตัวเขาเองพยายามไม่ให้ความสำคัญ ธรรมนัสให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์คราวหนึ่งว่า

คำว่า ‘มาเฟีย’ ในสายตาของเขาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร มาเฟียหมายถึงคนใดคนหนึ่งที่มีเส้นสายเหนียวแน่นกับใครต่อใครมากมาย และมักทำตามที่พูด คำไหนคำนั้น”

มิน่าในคำตอบต่อสื่อไทยล่าสุดเรื่องงานรับผิดชอบดูแลพรรคจิ๋วร่วมรัฐบาล ในฐานะคนเลี้ยงลิง ว่าคอยป้อนกล้วยให้อิ่มแล้วไม่มีใครไปไหน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ส.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น