หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขซึ่งต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์


และเป็นระบบที่อำมาตย์ไทยอ้างเสมอว่าใช้อยู่ในประเทศไทย กษัตริย์และคู่สมรส รวมถึงลูกๆ จะต้องไม่ยุ่งหรือแทรกแซงการเมือง และอำมาตย์เองก็อ้างเสมอว่ากษัตริย์ไทย “อยู่เหนือการเมือง” และ “ไม่ยุ่งการเมือง” แบบนี้

แต่ปรากฏว่านางสิริกิติ์ ผู้ดำรงตำแหน่งราชินี และเป็นผู้ที่รับทรัพย์สินเงินทองมหาศาลจากภาษีและการทำงานของประชาชน ไทยธรรมดาเป็นล้านๆ คน ได้ทำตัวไม่สมควร โดยการใช้ตำแหน่งตนเองในทางที่ผิด เกินขอบเขตหน้าที่ และละเมิดกติกาเบื้องต้นพื้นฐานของระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข มีรายละเอียดดังนี้คือ

  1. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการไปงานศพของผู้ประท้วงพันธมิตรฯ เพื่อแสดงว่าตนเองสนับสนุนกลุ่มอันธพาลเสื้อเหลือง ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ก่อความรุนแรงบนท้องถนน และก่ออาชญากรรมด้วยการยึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๕๑
  2. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการไปงานศพของนายทหารที่ตายขณะที่กำลังสั่งให้ลูกน้องปราบปรามเข่นฆ่า ประชาชนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยโดยปราศจากอาวุธที่ราชดำเนิน เพื่อแสดงจุดยืนว่าตนเองสนับสนุนการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนดังกล่าว
  3. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการส่งจดหมายไปชื่นชมผู้ที่วิจารณ์ด่าการเสนอข่าวของสื่อต่างประเทศ CNN เกี่ยวกับประเทศไทย โดยที่ไม่พอใจที่ CNN พยายามเสนอข่าวที่เป็นจริงและเป็นกลาง ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่านางสิริกิติ์ไม่พอใจกับการเสนอข่าวแท้และความจริง และต้องการให้มีการบิดเบือนข่าวในสื่อเพื่อปกป้องอำมาตย์แทน กรณีนี้เป็นการกระทำของนางสิริกิติ์ที่โง่เขลาและน่าขำในสายตาชาวโลก เพราะเปิดโปงให้ชาวโลกเห็นถึงทัศนะเผด็จการคับแคบของเขา ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกเกี่ยวกับนางสิริกิติ์ เพราะในอดีตมีผู้สงสัยว่านางสิริกิติ์มีส่วนรู้ส่วนเห็นในการที่เพชรราชวงศ์ ซาอุถูกขโมยไป แต่ยังไม่มีการพิสูจน์อะไรในศาล อย่างไรก็ตามสิ่งที่พิสูจน์ไปแล้วคือนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยของนางสิริกิติ์ เวลาไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาและที่อื่น ทั้งๆ ที่ประชากรไทยจำนวนมากยังยากจน และสามีตนเองชอบสั่งสอนสังคมไทยให้ “พอเพียง” ดุจนกแก้วหรือแผ่นเสียงตกร่อง ในการไปเที่ยวสหรัฐ 67 วันในปี ๒๕๒๓ นางสิริกิติ์ใช้เงินไปถึง 100 ล้านบาท
  4. การแทรกแซงเพื่อสนับสนุนพันธมิตรฯ และสนับสนุนการปราบปรามประชาชนโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ของนางสิริกิติ์ เป็นการแทรกแซงเพื่อทำลายระบบประชาธิปไตย ดังนั้นต้องถือว่าผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
  5. ในกรณีวิกฤติภาคใต้ ในปี๒๕๔๗ หลังจากเหตุการณ์นองเลือดตากใบและอื่นๆ ที่พี่น้องชาวมุสลิมมาเลย์ถูกเข่นฆ่าโดยรัฐบาลและทหาร และหลังจากที่มีประชาชนไทยพุทธเสียชีวิตอีกด้วย แทนที่นางสิริกิติ์จะหุบปากเงียบควบคุมตนเอง ในฐานะที่เป็นผู้ไม่สนใจที่จะรู้เรื่องอะไรในสังคมนอกจากการทำศัลยกรรมซ้ำ แล้วซ้ำอีก นางสิริกิติ์เลือกที่จะแสดงความเห็นในลักษณะที่ชักชวนยุยงให้เกิดความรุนแรง โดยพูดว่าเป็นห่วงแค่ประชาชนชาวพุทธ และพูดอีกว่าถ้าตนอายุน้อยกว่านี้จะจับปืนไล่ยิงฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นการแทรกแซงการเมืองอย่างไม่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นการกระทำที่จะทำให้การแก้ปัญหาทางการเมืองในภาคใต้ยากขึ้น จุดยืนปฏิกิริยานี้ของนางสิริกิติ์ ไม่ต่างจากจุดยืนในยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ตนและครอบครัวสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือดที่ทำลายประชาธิปไตย ซึ่งแสดงว่าเป็นสันดาลปกติของนางสิริกิติ์ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ
  6. นางสิริกิติ์ชอบออกโรง เล่นบทบาทของความเป็น “แม่ของชาติ” แต่ดูเหมือนไม่สามารถเลี้ยงลูกตนเอง โดยเฉพาะลูกชายคนโปรดของเขา ให้เป็นคนดีหรือแม้แต่คนที่ไม่ผิดเพี้ยนได้ ไม่สามารถสั่งสอนให้ลูกชายเคารพเพศหญิงได้ จริงอยู่เพศหญิงไม่ควรถูกกดดันให้เป็นแม่ที่ดีหรืออะไรแบบนั้น และทุกคนพร้อมจะยกโทษให้อภัยกับความล้มเหลวในการเลี้ยงลูกของนางสิริกิติ์ ได้เสมอ ถ้าหากนางสิริกิติ์ยอมรับว่าตนเองล้มเหลวในการเลี้ยงลูกและไม่มีสิทธิ์ใดๆ ที่จะอ้างตัวเป็น “แม่แห่งชาติ” แต่ดูเหมือนว่านางสิริกิติ์ขาดจิตสำนึกพื้นฐาน หลงตนเอง จนแยกแยะความจริงจากความเท็จไม่ได้

ข้อมูล 6 ข้อนี้ ซึ่งไม่รวมถึงเรื่องซุบซิบอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราต้องมองข้ามเพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ในสังคมที่ปิดลับอย่างเมืองไทย เป็นสาเหตุที่พิสูจน์ว่านางสิริกิติ์ไม่สมควรที่จะเป็นราชินี ไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่งสาธารณะ และไม่สมควรที่จะรับเงินภาษีประชาชนแม้แต่บาทเดียว เขาควรจะถูกปลดออกหรือลาออกจากตำแหน่ง แต่คงไม่มีอำมาตย์ไหนที่อยากปลดเขาออกจากตำแหน่งในขณะที่นางสิริกิติ์ไม่มี วันสำนึกผิดเอง

สิริกิติ์ไม่ใช่แม่ผม ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนที่น่าเคารพ ไม่ใช่ “แม่” ของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ผมรัก แต่เป็นแค่ “แม่” ของอำมาตย์เผด็จการและสมุนปัญญาอ่อนเท่านั้น

เพื่อนชาวไทยที่รักและเคารพครับ จงพิจารณาว่าทำไมบทความแบบนี้ ซึ่งเป็นความจริง เราไม่สามารถตีพิมพ์ได้อย่างเปิดเผยและเสรีในประเทศไทย ท่านอยากให้ประเทศไทยเป็นสังคมตอแหลแบบนี้ต่อไปหรือไม่?

เราคงต้องสรุปว่าหนทางที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคม อารยะอันดีงาม คือต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ยกเลิกเทวดาจอมปลอม ลดบทบาททหาร และสร้างสาธารณะรัฐที่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

“สาส์น” (message) จากปรีดี พนมยงค์ ถึง ในหลวงภูมิพล เมื่อปี 2516

: “พระราชปิตุลาทรงให้สัตยาธิษฐานไว้แล้วว่า
พระราชปิตุลาและพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีองค์ต่อๆไปทุกพระองค์ จะต้องพิทักษ์รัฐธรรมนูญ และไม่ลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญ
ที่ได้มาจากการยึดอำนาจที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ”

ในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. มีปัญหาว่า
จะควรเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า พระมหากษัตริย์มีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาพหลฯ และข้าพเจ้าเข้าเฝ้าที่พระตำหนักจิตรลดา

มีพระราชกระแสรับสั่งว่า รัฐธรรมนูญของหลายประเทศที่ประมุขรัฐเป็นประธานาธิบดีนั้นได้เขียนไว้ว่า ประมุขแห่งรัฐมีหน้าที่พิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญและต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ว่า จะพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญไว้ ส่วนสยามนั้นรับสั่งว่าไม่จำเป็นต้องเขียน เพราะเมื่อพระองค์พระราชทานแล้ว
ก็เท่ากับให้สัตยาธิษฐาน และยิ่งกว่านั้นตามพระราชประเพณีได้ทรงสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษก

ข้าพเจ้ากราบทูลว่า เมื่อได้เปลี่ยนการปกครองมาเป็นราชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแล้ว จะโปรดเกล้าฯสำหรับพระมหากษัตริย์องค์ต่อไป ให้มีความใดเติมไว้ในพระราชสัตยาธิษฐานในพิธีราชาภิเษกบ้าง
รับสั่งว่า มีความในพระราชปรารภที่ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์สมัครสมานกับประชาราษฎร์ ในอันที่จะรักษาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เจ้านายที่จะทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์ต่อๆไป ก็เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ จึงมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ครั้นแล้ว ได้รับสั่งให้มหาดเล็กนำราชกิจจานุเบกษาฉบับพิเศษ พ.ศ. 2468 มาพระราชทานให้ข้าพเจ้าอ่านดูความตอนพระราชสัตยาธิษฐานดั่งต่อไปนี้

“แล้วจึ่งมีพระบรมราชโองการเป็นคำไทย ตามความภาษามคธ ดั่งนี้”

“ดูกรพราหมณ์ บัดนี้เราทรงราชภาระครองแผ่นดินโดยธรรมสม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและสุขแห่งมหาชน เราแผ่ราชอาณาเหนือท่านทั้งหลายกับโภคสมบัติเป็นที่พึ่ง จัดการปกครองรักษาป้องกันอันเป็นธรรมสืบไป ท่านทั้งหลายจงวางใจอยู่ตามสบายเทอญ”

พระราชครูรับพระบรมราชโองการเป็นปฐมว่า

“ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระบรมราชโองการพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ปฐมธรรมิกราชวาจา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”เสร็จแล้ว…..

“ทรงตั้งสัตยาธิษฐานตั้งพระราชหฤทัยดำรงทศพิธราชธรรมจักรวรรดิวัตรจรรยาและอื่นๆตามพระบรมราชประสงค์ “

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงอธิบายว่า

พระราชประสงค์ตอนท้ายนี้ก็ชัดอยู่แล้ว คือพระมหากษัตริย์องค์ต่อไปต้องรักษารัฐธรรมนูญ
ต่อมาพระราชพิธีราชาภิเษกนี้ได้มีขึ้นอีกในรัชสมัยของรัชกาลปัจจุบัน

พระราชปรารภแห่งรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธ.ค. 2475 มีความตอนท้ายว่า

“ขอให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการทั้งทหารพลเรือนทวยอาณาประชาราษฎร จงมีความสมัครสโมสรเป็นเอกฉันท์ในอันจะรักษาปฏิบัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยามนี้ ให้ยืนยงอยู่คู่กับสยามรัฐราชสีมา ตราบเท่ากัลปาวสาน สมดั่งพระบรมราชประณิธานทุกประการเทอญ “

พระยาพหลฯกราบบังคมทูลว่า การทรงพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น จะทรงทำอย่างไร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯรับสั่งว่า ถ้ารัฐบาลเสนอเรื่องใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ พระองค์ก็ส่งกลับคืนไปโดยไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยให้

พระยาพหลฯกราบทูลต่อไปว่า คณะราษฎรเป็นห่วงว่านายทหารที่ถูกปลดกองหนุนไปจะคิดล้มล้างรัฐบาลขึ้นมา แล้วทูลเกล้าถวายรัฐธรรมนูญใหม่ของเขาให้ทรงลงพระปรมาภิไธย จะโปรดเกล้าฯอย่างไร

รับสั่งว่าพระองค์จะถือว่า พวกนั้นเป็นกบฏและในฐานะจอมทัพ พระองค์จะถือว่านั้นเป็นราชศัตรูที่ขัดพระบรมราชโองการ. ถ้าพวกนั้นจะบังคับให้พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธย พระองค์ก็จะทรงสละราชย์สมบัติให้พวกเขาหาเจ้านายองค์อื่นลงพระปรมาภิไธยให้ . . .

หลังจากข้อความที่คัดมาข้างต้นนี้ ปรีดี ได้เขียนต่อทันทีว่า ไม่ควรลดอำนาจของพระมหากษัตริย์จากความเป็นประมุขและที่สำคัญคือจากความเป็น “จอมทัพ” โดยปรีดีเสนอว่า ในฐานะจอมทัพที่มีอำนาจสั่งการเหนือทหารทั้งปวง รวมทั้งเหนือผู้บัญชาการทหารสูงสุดด้วย พระมหากษัตริย์สามารถหยุดยั้งหรือป้องกันไม่ให้เกิดเผด็จการทหารได้

แต่ปัจจุบัน กษัตริย์ กลายเป็นผู้สนับสนุนการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ และรับรองการเป็นกบฎของเผด็จการทหารเสียเอง..กรรมของกะลา

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ส.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น