หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ยกมาทั้งแผง โฉมหน้าขี้ข้ารับใช้ร.10 ทั้งเวอร์ชั่น นั่งอยู่ในวังใกล้ชิด และเวอร์ชั่นนั่งในรัฐสภา

จากการ UPDATE ข่าวกรองล่าสุด ในท่าทีปฏิกริยาของร.10 และทีมวัง ต่อสถานการณ์ที่โดนคนออกมาชุมนุมต่อต้าน

สรุปแล้ว:

1) ร.10 ได้รับข่าวสถานการณ์เรื่องม็อบจากทีมราชเลขา ซึ่งได้รับรายงานสรุปผลมาจากรัฐบาลอีกที

2) ร.10 และวังไม่แคร์ มีท่าที ชิลๆ ไม่กังวลเพราะเชื่อว่า รัฐบาลเอาอยู่

3) แต่ยังมีการคุมเข้มเรื่องการปราบม็อบอย่างเด็ดขาดรุนแรงต่อไป ไม่สนใจกฏหมายระหว่างประเทศใดใด

3) จักรภพ ภูริเดช จะเป็นคนคุยไปคอยสั่ง กำชับ ผบ.ตร. ให้ตำรวจปราบม็อบอย่างรุนแรงต่อไปเรื่อยๆ

4) ฝั่งรัฐบาล (พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย) จะช่วยหนุนอีกแรงในการคุมเข้มปราบม็อบอย่างรุนแรง

5) ทั้งวังและรัฐบาลประเมินแล้วว่า ถ้าปราบหนักต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็จบไปเอง ไม่คิดจะปฏิรูป ปรับตัว ลาออก หรือรับผิดชอบใดใด

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
28 ส.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

Rohan Zhou-Lee พันธมิตรคนสำคัญผู้ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับ Thai Rights Now

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

บทสัมภาษณ์ โรฮาน ซู-ลี (Rohan Zhou-Lee) @Blasianmarch ผู้ก่อตั้ง Blasian พันธมิตรของ Thai Rights Now ที่ร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนในไทย

TRN : ช่วยแนะนำตัวเองหน่อยค่ะ

โรฮาน: ชื่อ โรฮาน นามสกุล ซู-ลี. สรรพนาม เขาหรือ ซีญา

TRN : ทำไมคุณถึงได้มาเข้าร่วมกับ การเคลื่อนไหวของกลุ่ม BLM?

โรฮาน: ผมได้มีการเข้าร่วมการประท้วงในสหรัฐอเมริกามาแล้วประมาณ 7 ปี แต่ก็รู้สึกว่า การที่เกิดมาเป็นแบบนี้ เป็นบุคคลผิวสีและเพศทางเลือก มันหมายถึงผมเกิดขึ้นมาเพื่อการเคลื่อนไหวเหล่านี้อยู่แล้ว ส่วนการเข้าร่วมกับ BLM อาจเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าผมได้ทำมาอยู่แล้วต่างหาก

TRN : คุณคิดว่าอะไรคือการเคลื่อนไหวของ BLM จะเป็นไปในทิศทางไหนในอนาคต?

โรฮาน: ผมคิดว่า การเคลื่อนไหวของ BLM จะพัฒนาดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ แต่อย่างไรนั้น พวกเราคงต้องตามดูกันต่อไป.ผมหวังว่า คนส่วนใหญ่จะสามารถเข้าใจว่า ในขณะนี้ คนที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากการสนับสนุนการประท้วงครั้งนี้ ก็คือกลุ่มเพศชาย(Straight Men)เอง แม้ว่าการประท้วงในครั้งนี้เริ่มก่อตั้งด้วยผู้หญิงแค่ 3 คน ได้แก่ , Alicia Garza, Patrisse Cullors, and Opal Tometi ซึ่ง 2 ใน 3 นั้นเป็นกลุ่มบุคคลเพศทางเลือก ในนิวยอร์คเอง สิ่งที่ผมกำลังเห็นคือผู้นำของหลาย ๆ กลุ่มออกมาเคลื่อนไหว เช่น Jermaine Greaves จากกลุ่ม ผู้พิการในกลุ่มบุคคลผิวสี (The Black Disabled Lives Matter) Qween Jean and Joel Rivera จากกลุ่ม the Stonewall Protests ซึ่งเรียกร้องเกี่ยวกับ ความหลากหลายทางเพศของบุคคลผิวสี และ กลุ่มบุคคลข้ามเพศ. ส่วนโปรเจ็คของผมเองก็คือ The Blasian March ที่ต่อสู้เรื่องกลุ่มคนผิวสี, กลุ่มคนเอเชียน, และกลุ่มคนที่เป็นลูกครึ่งระหว่าง คนผิวสีและเอเชียน ผมคิดว่า กลุ่มคนที่ไม่ได้เป็นเพศทางเลือก และ ไม่ได้เป็นผู้พิการต้องทำ ไม่ใช่เพียงแค่ a lot of unlearning to not only honor the legacy of the founders, แต่ต้องทำให้แน่ใจว่าการเคลื่อนไหวจะดำเนินต่อไปในอนาคต

TRN : คุณหาพวกเรา และเข้ามารวมกับองค์กรของเราได้อย่างไร?

โรฮาน: เฟอร์ (นักกิจกรรมชาวไทยในนิวยอร์ก) ส่งใบปลิวให้เขา

TRN : มุมมองของการต่อสู้เพื่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยของคุณคืออะไร?

โรฮาน: ผมเชื่อในพลังของประชาชน รัฐที่ปราศจากประชาชน ก็จะไม่ใช่รัฐ. ผู้นำที่ปราศจากผู้ตามก็จะไม่ใช่ผู้นำ แต่ถึงแม้จะเป็นอย่างงั้น อำนาจก็เป็นของประชาชนอยู่ดี. สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยนี้มีความสำคัญมากและตัวรัฐบาลเองก็เริ่มจะตระหนักรู้ถึงอำนาจของประชาชนแล้ว ผมรู้สึกประทับใจมากในทุก ๆ คนที่ออกมาสู้ มาเคลื่อนไหว เพื่อกระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย

TRN : อะไรคือมุมมองของคุณเกี่ยวกับการสนับสนุนซึ่งกันและกันของแต่ละองค์กรเพื่อที่จะสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมกัน

โรฮาน: ผมคิดว่าการสนับสนุนซึ่งกันและกันเป็นอะไรที่สำคัญมากเพื่อที่จะสร้างโลกที่มนุษย์ที่ทุกคนมีอิสระเสรี. การที่จะนำความยุติธรรมกลับมา, พวกเราทุกคนต้องร่วมกันขับเคลื่อนสังคมและ มันจะสำเร็จไม่ได้เลยจนกว่า ทุกสังคมจะได้รับการเยียวยาและได้รับการสนับสนุนเรื่องดังกล่าวต่อไป

TRN : มีอะไรที่อยากฝากบอกไหม?

โรฮาน: พวกคุณทุกคนน่าทึ่งมาก!!!!

TRN: Please, briefly introduce yourself.

Rohan: My name is Rohan Zhou-Lee. Pronouns they / siya

TRN: Why did you join the BLM and Movement?

Rohan: I have participated in US protest culture for about seven years, but I recognize that being born as I am, Black and LGBT, means that I was born already into the movement simply by existing. Joining BLM was more like putting in words what I was already doing.

TRN: What’s the future in the BLM movement, in your opinion? (Pros n Cons)

Rohan: I think BLM will continue to evolve. How we will have to see. I hope that most people in it can recognize that so far straight men have benefitted the most in terms of protest support, even though it was founded by three women, Alicia Garza, Patrisse Cullors, and Opal Tometi, two of whom are LGBT. In New York, I am seeing how a lot of intersectional identity leaders coming forward, such as Jermaine Greaves of the Black Disabled Lives Matter, Qween Jean and Joel Rivera of the Stonewall Protests for the Black queer and trans people, and my own project, the Blasian March, for Black, Asian and people who are mixed with both. I think a lot of those who are straight and not disabled have to do a lot of unlearning to not only honor the legacy of the founders but also to ensure a sustainable future for the movement.

TRN: How did you find and come to join our demonstration (Thai New Yorkers For Democracy)?

Rohan: Fleur sent me the flyer!

TRN: What are your views on the fighting movement for democracy in Thailand?

Rohan: I believe in the power of the people. Without the people, there is no nationhood. There is no leader of any kind without a people to lead. Therefore, the power belongs to the people. What’s happening in Thailand is crucial for the country and its government to begin to acknowledge that power. I am inspired by the courage of every single person who has joined the fighting movement for democracy in Thailand.

TRN: What are your views on mutual support (BLM & others democracy movement) for building an equal society?

Rohan: I think that mutual support is essential for building a world where all human beings are free. In order to bring restorative justice, we all have to work together, and it cannot be achieved until every community is healed and has the support to continue healing.

TRN: Any comment points of view welcome.

Rohan: You all are AMAZING!!!!

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

นี่คือตัวตนผู้คุมบังเหียนประเทศที่แท้จริง

นี่คือผู้ทำลายชาติ..ขายชาติตัวจริง

นี่คือผู้อยู่เบื้องหลัง.3 ป.ทรราช.ตัวจริง

นี่คือผู้สั่งฆ่าและร่วมกับทหารฆ่าคนเสื้อแดง ปี 53 ตัวจริง

นี่คือประธาน.กปปส.ตัวจริง

นี่คือผู้ได้ผลประโยชน์สูงสุดกับการซื้อเรือดำน้ำ.สร้างรถไฟฟ้า.ค้าขายกับจีนตัวจริง

นี่คือสะใภ้จีนตัวจริง..ที่จะให้ไทยเป็นเมืองขึ้นของจีนในอนาคต

และนี่คือตัวปัญหาที่ทำให้สังคมไทยแบ่งแยก.เป็นสองฝ่ายชัดเจน.ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม.ทำให้ขบวนการยุติธรรม.การใช้กฎหมายเลือกข้าง.เกิดสองมาตรฐานในปัจจุบันนี้

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
22 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

มารู้จักอับดุล มุลลาร์ ฆานี บาราดาร์ ว่าที่”ผู้นำ”คนใหม่ของอัฟกานิสถาน

ไม่เกินความคาดหมาย ที่กลุ่มตอลีบันจะเคลื่อนนักรบเข้ายึดเมืองใหญ่ๆ จำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว หลังจากยึดเมืองมาซาอี ชาริฟ เมืองใหญ่อันดับสามเมื่อวันอาทิตย์ พอตอลีบันยึดมาซาอี ชาริฟได้ ตอลีบันก็ไปต่อเท่ากับความเร็วของยวดยานที่ใช้บนทางด่วน ตอลีบันใช้ทางด่วนเชื่อมต่อเมืองตอนกลางและตะวันออกเฉียงใต้ไปยังเมืองคาบูลต่อไป จนยึดเมืองคาบูลได้ในที่สุด ผู้เจรจาตอลีบันได้เคลื่อนเข้าไปในอาคารสำนักงานประธานาธิบดี เพื่อ”ถ่ายโอนอำนาจ” พร้อมกับกระแสว่า มุลลาร์ บาราดาร์ จะเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป

อับดุล มุลลาร์ ฆานี บาราดาร์ ผู้นำตอลีบันได้รับการปล่อยตัวจากสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังในปากีสถาน ตามคำร้องขอของสหรัฐ เมื่อสามปีก่อน(ปี2018) เป็นผู้ได้รับชัยชนะสงครามยี่สิบปีอย่างไม่มีใครแย้งได้

เมื่อเทียบกับ Haibatullah Akhundzada ที่เป็นผู้นำดูแลทั่วไปของตอลีบัน บาราดาร์ เป็นผู้นำฝ่ายการเมืองที่ปรากฎตัวต่อหน้าสาธารณะมากที่สุด กล่าวว่าบาราดาร์จะเดินทาง จากสนง.ในกรุงโดฮาไปกรุงคาบูลบ่ายวันอาทิตย์ ภาพการพ่ายแพ้ของกรุงคาบูลวันอาทิตย์ ที่ปรากฎบนทีวี บาราดาร์กล่าวว่า เป็นเพียงบททดสอบเบื้องต้นแท้จริงของตอลีบัน ที่คนอัฟกันฯและทั่วโลกคาดล่วงหน้าว่าต้องเกิดขึ้น

การกลับไปของบาราดาร์ ทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมเป็นรูปเป็นร่างขึ้น กับเหตุการณ์ในอดีตความขัดแย้งนองเลือดที่อัฟกาฯไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เหมือนชีวิตในวัยหนุ่มของบาราดาร์ที่พบกับความขัดแย้งไร้ความเมตตาปราณี

บาราดาร์เกิดในจังหวัดอูรุกกัน ในปี 1968 ร่วมต่อสู้กับกองกำลังมูจาฮีดีน ที่รบกับโซเวียตในทศวรรษปี 1980 หลังจากโซเวียตถอนตัวในปี 1992 ประเทศตกอยู่ในการต่อสู้ของผู้ควบคุมกองกำลัง บาราดาร์ตั้งรร.สอนศาสนาในกันดาร์ฮาร์ ร่วมกับหัวหน้ากองกำลังและพี่น้องร่วมศาสนาชื่อดัง โมฮัมหมัด โอมาร์ และเชื่อว่าจะร่วมรบเคียงข้างโอมาร์ มาก่อน มุลลาร์สองคนนี้เป็นผู้ตั้งกลุ่มตอลีบัน ขบวนการที่นำโดยนักรบอิสลามมิควัยหนุ่ม ที่สละชีวิตให้กับความบริสุทธิ์ของศาสนาของประเทศและสร้างดินแดนทางการเมืองปกครองด้วยอิสลามมิค

บาราดาร์ได้รับแรงผลักดันจากความเคร่งศาสนา สอดคล้องตรงกันกับความเกลียดชังของผู้คุมกองกำลัง และได้รับการสนับสนุนจากองค์การสืบราชการลับปากีสถาน (ISI) ตอลีบันได้รับอำนาจอย่างรวดเร็วในปี 1996 หลังจากได้รับชัยชนะยึดเมืองหลักๆสำคัญๆได้ เริ่มจากขบวนการที่ตั้งขึ้นมาเพียงไม่กี่สัปดาห์ คนเชื่อว่า บาราดาร์ที่ทำหน้าที่แทนโอมาร์ได้ และจะเป็นนักรบ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิ์ผลสูงสุดในอนาคต

บาราดาร์ประสบความสำเร็จทั้งด้านการรบและเป็นผู้บริหารมาก่อน ในช่วงที่ตอลีบันปกครองอัฟกาฯ ห้าปี ภายหลังถูกสหรัฐและพันธมิตรอัฟกาฯขับไล่ ตอนนั้นบาราดาร์เป็นรมต.กลาโหม

ในช่วงที่ตอลีบันตกจากอำนาจ 20ปี บาราดาร์ไม่หยุดเคลื่อนไหว ยังเป็นผู้นำปฏิบัติการทางทหารและผู้ปฏิบัติการทางการเมืองมาตลอด นักการทูตตะวันตกมองว่าบาราดาร์ อยู่ในกลุ่ม Quetta Shura ที่มาจากผู้นำตอลีบันลี้ภัยที่มารวมกลุ่มกัน ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจISI มีความยินดีที่จะร่วมมือทางการเมืองกับกรุงคาบูลมากที่สุด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโอบามา ไม่ไว้ใจกลุ่มนี้ ที่เก่งทางการรบไม่มีความโน้มเอียงไปในทางสนับสนุนความทันสมัย ซีไอเอตามล่าบาราดาร์ไปถึงการาจีในปี 2010 และเดือนกพ.ปีเดียวกันสหรัฐกดดันให้ ISIจับตัวบาราดาร์

การจับตัวบาราดาร์แทนที่จะก่อให้เกิดผลดี กลับก่อให้เกิดความหายนะตามมา เพราะบาราดาร์มีบทบาทในการสู้รบ แทนที่จะไปในทางก่อให้เกิดสันติภาพในทันทีทันใด ความจริงคือว่า ที่ปากีสถานจับบาราดาร์ไว้ เนื่องจากสหรัฐขอร้อง

ปี 2018 ทัศนะของวอชิงตันเปลี่ยนแปลงไป หลังจากทรัมป์เข้ามาบริหาร ทูตอัฟกาฯจากการหนุนหลังของทรัมป์ Zalmay Khalilzad ร้องขอให้ปากีสถานปล่อยตัวบาราดาร์ (ปล่อยตัวปี 2018) เพื่อเป็นผู้นำเจรจาสันติภาพในกาตาร์ ด้วยเชื่อว่าบาราดาร์จะจัดการแบ่งปันอำนาจระหว่างกันได้ ซึ่งดูจะเป็นไปได้ยาก และไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น

บาราดาร์เป็นผู้ลงนามข้อตกลงโดฮากับสหรัฐฯเดือนกพ. ปี 2020 ซึ่งรัฐบาลทรัมป์เป็นผู้เริ่มต้น หวังว่าจะทำให้เกิดสันติภาพ แต่ตอนนี้กลับตาลปัดเมื่อปรากฎว่า เป็นขั้นตอนนำไปสู่ชัยชนะของตอลีบัน

สหรัฐและตอลีบันลงนามตกลงจะไม่สู้รบกัน แต่ต้องการให้มีการพูดคุยแบ่งปันอำนาจระหว่างกัน ระหว่างตอลีบันและรัฐบาลฆานีแห่งอัฟกาฯ การเจรจานั้นสดุดลง ก้าวหน้าน้อยมาก เป็นที่ชัดเจนว่าบาราดาร์และตอลีบันถ่วงเวลา ให้สหรัฐถอนทหารออกไปก่อน และเตรียมบุกเพื่อชัยชนะเด็ดขาด บาราดาร์ผ่านชีวิตที่อดทนกับการรอคอย บาราดาร์คอยมายี่สิบปี และมั่นใจว่าการรอคอยจะได้ชัยชนะในที่สุด

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
17 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

RIP วงการตำรวจเน่าเละ เอาแต่กอบโกยผลประโยชน์ #ปฏิรูปไม่ได้ คอร์รัปชั่นมากสุดในประเทศ และกำลังเป็นหน่วยงานตราบาปของประเทศไทย ตามๆทหารไป

หน่วยงานตำรวจไทยโดนครอบงำ ขึ้นตรงต่อตัวของ ร.10 ตั้งแต่ในอดีตสมัยที่ พลเอกเปรม รุ่งเรืองในอำนาจ กลายเป็นหน่วยงานที่ร.10 เอาไว้เป็นเบี้ยหมากทางการเมืองและหมดทางปฏิรูปเพราะหากรัฐบาลไหนเข้ามาหวังเปลี่ยนแปลง ก็เหมือนงัดข้อกับร.10

และที่บอกปฏิรูปไม่ได้นั้นเป็นเพราะมันมีเงินกองอยู่ตรงกลางด้วย เป็นผลประโยชน์ในแวดวงตำรวจมหาศาลบานตะไท เงินที่ว่านั่นก็คือ

  1. เงินมืด บ่อน ม้า มวย หวย ซ่อง ทั่วไทย
  2. เงินจากการซื้อ-ขายตำแหน่งแต่งตั้ง
  3. เงินจากส่วย ที่ตำรวจคนไหนอยากเลื่อนขั้นก็ต้องไปหามาจ่ายให้คนมีอำนาจวิ่งหาตั๋วให้ตัวเองเลื่อนขั้น (ถ้าใหญ่เท่าตั๋วช้าง คือผ่านฉลุย)

ซึ่งในช่วง 4-5 ปี ที่ผ่านมา คนที่มีตำแหน่งดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง ก็คือ ประวิตร – ประยุทธ์ (ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม)

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ในยุคที่ คสช. เรืองอำนาจ ประวิตรได้รายได้มหาศาลเข้ากระเป๋า จากการ ใช้อำนาจ ม.44 สั่งให้ไอ้โจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล(ลูกน้องสุดรักในอดีต) เป็นคนคุมคำสั่งแต่งตั้งตำรวจแต่เพียงผู้คนเดียว เป็นเวลา 4 ปีซ้อน!!

ตรงนี้แหละที่มันไปขัดขากับตำรวจใหญ่สายวัง โดยเฉพาะคนที่มีเพื่อนฝูงตำรวจเยอะ อย่าง “พล.ต.ท.ต่อศักดิ์ สุขวิมล” มันถึงเกิดปัญหาขัดแย้งกับไอ้โจ๊ก และรวมหัวกับตำรวจที่ไม่เอาไอ้โจ๊ก เล่นงานไอ้โจ๊กจนโดนเด้งไป ตามที่เป็นข่าว หลังจากไอ้โจ๊กโดนเด้ง…ต่อศักดิ์ ก็ขึ้นมาคุมเรื่องโผแต่งตั้งแทน จนแม้แต่เพื่อน นรต.รุ่น47 ของโจ๊ก และตำรวจคนสนิทของโจ๊กมากมาย ก็แปรพักตร์ มากราบเท้า “ต่อศักดิ์” เพื่อให้ช่วยเรื่องตำแหน่ง

สำหรับสันดานเนื้อแท้ตำรวจไทยนั้น ใครมีอำนาจก็ไปเลียคนนั้น นี่คือหน้าที่หลักของตำรวจไทย ไม่ต้องคิดว่าจะทำงานรับใช้ประชาชน เพราะระบบมันเปิดช่องว่างให้มีการคอร์รัปชั่น วันๆจึงคิดมุ่งเอาผลประโยชน์เข้าตัวเองมากกว่า

ส่วนตำรวจชั้นผู้น้อยก็ต้องไล่ตีม็อบตามคำสั่งของวังกันต่อไป กลายเป็นองค์การเน่าหนอนและตราบาปของสังคม!!!

นี่คือเหตุผลว่าทำไม วงการนี้ถึงเน่าหนอน และปฏิรูปไม่ได้ ตำรวจสมัยนี้ งานการมันไม่ทำ มันวิ่งไปส่งส่วย ส่งข้าวส่งน้ำ ดูแลคนที่มีอำนาจช่วยมันได้ จ่ายเงินจ่ายส่วยกันเป็นรายเดือนเลย

ป.ล. ที่สำคัญ (อันนี้คนในวงการเขาคุยกัน) ว่า เรื่องจะปฏิรูปตำรวจ มันมีมานานแล้ว ก่อนไอ้โจ๊กจะเรืองอำนาจเสียอีก แต่ก็ไม่มีการแก้ บางคนมองว่าพอไอ้โจ๊ก มันเรืองอำนาจ ก็โทษว่าโจ๊กอยู่เบื้องหลัง ขัดขวางการปฏิรูป แต่พอไอ้โจ๊กเด้งไปเมื่อ2ปีก่อน… สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ยังเน่าเฟะเหมือนเดิม ไม่มีใครคิดจะปฎิรูปจริงจัง เพราะคนมีอำนาจมันรู้ว่าผลประโยชน์มหาศาล ปฎิรูปไป จะเอาที่ไหนแดก? แถมกลายหน่วยงานที่เป็นเบี้ยหมากทางการเมืองของร.10 อย่างเต็มตัว มืดมนเหลือเกินที่จะหวังให้ตำรวจไทยทำงานรับใช้ประชาชน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
16 ส.ค.64

หมวดหมู่
เคาะกะโหลกเปิดกะลา

บทความเทิดพระเกียรติวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ

เคาะกะโหลก เปิดกะลา by Thai Rights Now

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงครบ 89 พรรษา ขอเชิญชวนอ่านบทความเทิดพระเกียรติเรื่องฉลองพระองค์

งามยศงามอ่อนช้อย เคียงกายภูมี
งามล่ำลือโสภี ทั่วหล้า
อาภรณ์ใส่มากมี จากไพร่
ขอท่านอย่าหนีหน้า จ่ายหนี้ปวงชน

เมื่อกล่าวถึงสมเด็จพระพันปีหลวงสิ่งแรกที่คนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายคิดถึงคือพระพักตร์อันงดงามและฉลองพระองค์หรือเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ทันสมัย สมเด็จฯถือเป็นบุคคลสำคัญอย่างมากในการนำมาซึ่งการสร้างสรรค์และชำระชุดไทยให้เป็นหมวดหมู่ เช่นการจัดประเภทชุดตามแบบ ทั้งชุดไทยจักรี ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยดุสิตเป็นต้น ซึ่งแต่ละแบบล้วนแต่มาจากการออกแบบของช่างตัดเสื้อชาวฝรั่งเศส นายปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain)

โดยในตอนแรกนั้นสมเด็จฯทรงชื่นชอบงานของห้องเสื้อ Christian Dior แต่เมื่อ Christian Diorเสียชีวิต รัฐบาลไทยได้ทูลเกล้าถวายงานของลูกมือของ Christian Dior คือ Yves Saint Laurent ซึ่งในขณะนั้น Yves Saint Laurentถือเป็นช่างเสื้อหนุ่มไฟแรงและเป็นลูกมืออันดับหนึ่งของ Christian Dior แต่สมเด็จฯก็ไม่ทรงโปรดสไตล์งานของ Yves Saint Laurentจึงทรงตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เองในการเลือกช่างเสื้อนายบัลแมง

นายบัลแมงได้มาเป็นช่างตัดเสื้อประจำองค์ตั้งแต่ช่วงปี 1960 จวบจนถึงปี 1982 ชุดที่ตัดและออกแบบมีตั้งแต่ชุดในพิธีการไปจนถึงชุดลำลอง เสื้อผ้าเครื่องประดับรวมถึงกระเป๋ารองเท้านายบัลแมงเป็นคนจัดสรรค์ทั้งหมด หากพระองค์ต้องการสิ่งอื่นใดที่นายบัลแมงทำเองไม่ได้เช่นกระเป๋าใส่หมวกหรือกระเป๋าเดินทาง นายบัลแมงก็จะจัดหาจากแหล่งต่าง ๆ เช่น Louis Vuiton ซึ่งมีการสั่งทำเฉพาะพระองค์มีสัญลักษณ์แทนพระองค์สลักอยู่ เป็นต้น โดยชุดที่นายบัลแมงตัดและออกแบบนั้น คาดว่ามีมากกว่า 200 ชุด ทั้งหมดนี้ไม่มีการเผยแพร่แจกแจงรายจ่ายที่รัฐบาลและราชสำนักเป็นผู้จ่ายให้ช่างเสื้อคนนี้แม้แต่รายการเดียว

ปัจจุบันเสื้อผ้าของสมเด็จฯที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์นั้นได้รับเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบรมมหาราชวัง โดยเสียค่าเข้าในราคา 80-150 บาทแล้วแต่อายุของผู้เข้าชม

หากมองในแง่ดีฉลองพระองค์คือคุณค่าทางประวัติศาสตร์อันหาค่ามิได้ ควรค่าแก่การธำรงค์สืบไปให้เราได้ตระหนักถึง “ภาษี” ที่จ่ายอันเป็นการซื้อหน้าตาให้ประเทศ ให้พระองค์ทรงได้มีฉลองพระองค์อันงดงาม ไพร่ฟ้าหน้าใสได้รับอาหารตากันอย่างอิ่มเอมชื่นบานถึงแม้ว่าเราจะอดอยาก ตกงาน ยากจน คุณภาพชีวิตย่ำแย่ สวัสดิการห่วยแตก การศึกษา สาธารณูประโภค และสาธารณะสุขไม่เท่าเทียมทั่วทั้งประเทศก็ตาม

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะข้าพระพุทธเจ้ากลุ่มรอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวงและองค์กร Thai Rights Now

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now (https://www.facebook.com/ThaiRightsNow)

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ยาเลิฟ ยาเค เฮโรอีน คือสินค้าส่งออกยอดฮิตใหม่! รายงานจากสหประชาชาติ (UN)

ระบุแก๊งค้ายา ในบริเวณ ไทย-ลาว-พม่า-กัมพูชา คือสินค้าขายดีในยุคโควิดระบาด

อับอายขายขี้หน้าต่างชาติบ้างมั้ย??? เขาจับกุมการส่งออกยาเสพติดจากเมืองไทยล็อตใหญ่ๆได้แทบทุกเดือน

แถมเมืองไทยยังมีข่าว นักการเมืองแบบธรรมนัส ที่สื่อต่างชาติเขาพาดหัวใหญ่โตเลยว่าเป็นเด็กเดินแป้ง เป็นนักการเมืองที่มีอดีตพัวพันกับยาเสพติด….

แล้วแบบนี้ภาพลักษณ์ของชาติ และเครดิตของคนไทยในสายตาประเทศอื่นๆจะไปเหลืออะไร??? (นี่ยังไม่รวมภาพลักษณ์ที่กษัตริย์เราไปทำไว้ในเยอรมัน จากการเช่าโรงแรมเปิดฮาเร็ม มีทหารกามหญิงอีก ออกข่าวไปทั่วโลก…. ไม่แปลกเลยจริงๆที่เขาจะมองว่าประเทศเราคือแหล่งค้ากาม-ค้ายาเสพติด ผิดกฏหมายต่างๆฯลฯ)

นี่คืออีกหนึ่งผลงานเล็กๆน้อยๆในยุคของประยุทธ์ที่ฝากไว้ให้คนไทยได้ซวยเพิ่มขึ้น เวลาเดินเข้าแอร์พอร์ตประเทศไหนๆ คนไทยก็อาจจะสุ่มเสี่ยงโดนจับตามองหรือมีโอกาสโดนค้นตัวได้มากขึ้น เพราะประเทศไปทำชื่อเสียงด้านการขนยาเสพติดไว้

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
15 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

รายจ่ายประจำวัน/เดือน/ปี..ของเสี่ยจัสติน..กับนางสนม.นางบำเรอ..อันมาจากภาษีประชาชนคนไทยทั้งประเทศ..สมควรหรือไม่..

ค่าเช่าโรงแรมเหมาทั้งหลังเดือนละ 100 ล้าน ปีละ 1200 ล้าน ค่าเครื่องบินส่วนตัวไฟท์ละ 3 ล้าน เดือนหนึ่งบินประมาณ 10 ไฟท์ 30 ล้าน ปีละ 360 ล้าน ค่ารถสปอร์ตและรถหรูซื้อเดือนละ 2 คัน มายบัคคันละ 55 ล้าน เฟอร์รารี่คันละ 30 ล่ารวมเดือนละ 85×12= ปีละ 1,020 ล้าน ค่าอาหารวันละ 2 ล้าน เดือนละ 60 ล้าน ปีละ 720 ล้าน ค่าเครื่องสำอาง เมียหลวงเดือนละ 5 ล้านปีละ 60 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 4 ล้าน ปีละ 48 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-20 ต่อคนต่อเดือนละ 3 ล้าน×18=54 ล้าน×12=ปีละ 648 ล้าน ค่าทำผมเมียหลวงวันละ 10,000 เดือนละ 300,000 ปีละ 3,600,000 เมียน้อยคนที่ 1 วันละ 8,000 เดือนละ 24,000 ×12=2,880,000 เมียน้อยคนที่ 2-18 ต่อคน 5,000×18=90,000/เดือน×12=2,700,000 ต่อปี ค่ารองเท้าเมียหลวงยี่ห้อ บานาน่า จากอิตาลี่คู่ละ 500,000 ซื้อ 12 คู่ต่อปี=6,000,000 เมียน้อยคนที่ 1 ยี่ห้อปิแอร์ การ์แดง คู่ละ 400,000×12=4,800,000/ปี เมียน้อยคนที่ 2-18 ยี่ห้ออีฟแชงค์ คู่ละ 300,000×18=5,400,000/เดือน×12=64,000,000 /ปี ค่ากระเป๋าถือ เมียหลวงถือ หลุร์ย วิตองใบละ 6,000,000×12=72,000,000/ปี เมียน้อยคนที่ 1 ยี่ห้อแอร์เมสต์ใบละ 4,000,000×12=48,000,000/ปี เมียน้อยคนที่ 2-18 ถือยี่ห้อ อีฟแชงค์ ใบละ 1,000,000×18=18,000,000/เดือน×12=144,000,000/ปี ค่าตัดชุดเสื้อผ้าเมียหลวงเดือนละ 10 ล้าน ปีละ 120 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 8 ล้าน ปีละ 96 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-20 ต่อคนต่อเดือน 5 ล้าน=90×12=1080 ล้านต่อปี ค่าเครื่องเพชร สร้อยคอ ต่างหู กำไล แหวนเพชร เมียหลวงเดือนละ 20 ล้านปีละ 600 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 เดือนละ 15 ล้าน ปีละ 180 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-18 ต่อคนต่อเดือนๆละ 10 ล้าน×18=180 ล้าน/เดือน×12=2160 ล้านต่อปี ค่าเงินบำรุงเมียหลวงปีละ 200 ล้าน เมียน้อยคนที่ 1 ปีละ 100 ล้าน เมียน้อยคนที่ 2-18 คนละ 50 ล้าน×12= 600 ล้าน/ปี สร้างวังให้เมียหลวงราคา 1000 ล้าน สร้างให้เมียน้อยคนที่ 1 ราคา 500 ล้าน สร้างให้เมียน้อยคนที่ 2-18 หลังละ 100 ล้านรวม 1800 ล้าน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

คนเลี้ยงลิงผู้ยิ่งใหญ่..!!!

ผู้ต้องหาไทยยศร้อยตรีค้าเฮโรอินในออสเตรเลีย อ้างเป็นราชองครักษ์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช และเป็นนายทหารราชการลับไทย เพื่อขอผ่อนผันระวางโทษจำคุก

ศาลปฏิเสธคำร้องของ ร.ต.มนัส โพธิ์พรหม ด้วยเสียงเอกฉันท์ว่าเขาเป็นคนจัดการ (ใส่ยาเสพติดในกระเป๋าและซื้อตั๋วเครื่องบิน) ให้สตรีชาวไทย (ใช้ชื่อว่า ‘ป้า’) ลักลอบนำเฮโรอินเข้าออสเตรเลีย เมื่อกลางปี ๒๕๓๖ ทำให้มนัสและผู้สมคบคิด (สรสาร์ท เทียมทัศน์) ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาถูกตัดสินคนละ ๖ ปี

“ระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำ ‘พารามัตตา’ รอการลงทัณฑ์ มนัสบอกตำรวจออสซี่ว่าเขาป็นราชองครักษ์ของมกุฏราชกุมารไทย และเคยเป็นสายลับของกองทัพบกภายใต้ชื่อ ยุทธภูมิ โพธิ์พรหม พร้อมทั้งทำธุรกิจส่วนตัวระหว่างเป็น ทส.ของนายพลสำคัญคนหนึ่ง”

ข้อเท็จจริงได้รับการเปิดเผยหลังจากที่ ร.ท.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวคะแนนคนสำคัญของพรรคพลังประชารัฐที่กำลังจะได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในขณะนั้น แถลงปฏิเสธต่อสื่อมวลชนไทยว่าเขาไม่เคยทำการค้ายาเสพติดในออสเตรเลีย

เพียงโชคร้ายไปอยู่ในโรงแรมเดียวกับผู้ที่ถูกจับกุม เลยถูกคุมขังหลายเดือนก่อนได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตัดสินความผิด สองนักข่าวหนังสือพิมพ์ซิดนี่ย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ จึงทำการสืบสวนและเสาะค้นเอกสารคำตัดสินของศาลอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่

ค้นพบว่าความจริงตรงข้ามกับที่ธรรมนัสอ้างอย่างสิ้นเชิง เมื่อเปรียบเทียบประวัติและรูปพรรณของ ‘มนัส’ และ ‘ธรรมนัส’ ชัดแจ้งว่าเป็นคนเดียวกัน ที่ติดอยู่ในคุกพาร์คเลียเป็นเวลา ๔ ปี กระทั่งได้รับการปล่อยตัวและเนรเทศน์กลับไทยพร้อมกับคู่หูร่วมคดี เมื่อกลางเดือนเมษายน ๒๕๔๐

ดังนั้นการแถลงปฏิเสธเมื่อ ๑๑ กรกฎาคม “ผมไม่ได้ขนยาเสพติดไปขายที่ประเทศออสเตรเลีย ผมไม่ได้ผลิตยาเสพติด ผมไม่ได้ที่จะจำหน่ายยาที่ประเทศออสเตรเลีย” จึงเป็นการพูดปดต่อหน้ามหาชนอย่างปราศจากความละอาย

หลักฐานคำพิพากษาของสาลพร้อมพยานหลักฐานและคำสารภาพต่างๆ ที่ไมเคิล รัฟเฟิ่ลส์ และไมเคิล เอ็ฟแวนส์ค้นพบบ่งชัดว่าในปลายปี ๒๕๓๕ ถึงมกราคม ๒๕๓๖ ร.ต.มนัสและนายสรสาร์ทช่วยกันจัดการขอวีซ่าและซื้อตั๋วเครื่องบินควอนตัสให้ ‘ป้า’

เขายังไปพบมาเฟียยาเสพติดไทยนาม ‘วีระ’ ที่ร้านกาแฟคิงส์ค้อฟฟี่ตรงข้าสถานทูตออสเตรเลียในกรุงเทพฯ และมีการติดต่อประสานงานกับวีระ มานพและพิศาล ซึ่งล้วนเป็นอดีตทหารอีกหลายครั้งก่อนการเดินทางไปออสเตรเลียของป้าและกระเป๋ายาเสพติด ๒ วัน หลังจากสรสาร์ทบินถึงซิดนี่ย์วันที่ ๘ เมษายน ๓๖

มนัสบินตามไปซิดนี่ย์คืนวันที่ ๑๔ เมษา เมื่อทราบจากสรสาร์ทว่าป้าทิ้งกระเป๋ายาเสพติดไว้ที่ห้อง ๗๑๓ โรงแรมพ้าร์ครอแยลที่ดาร์ลิ่งฮาร์เบอร์ โดยไม่รู้ตัวว่าทั้งเขาและสรสาร์ทถูกตำรวจรัฐบาลกลางออสเตรเลียจับตาอยู่แล้ว

ก่อนที่มนัสและสรสาร์ทจะไปเอากระเป๋าจากห้อง ๗๑๓ ตำรวจออสซี่ภายใต้ปฏิบัติการโดรเวอร์ได้จัดการเปลี่ยนยาเสพติด ๓.๒ กิโลกรัมและซ่อนเครื่องดักฟังไว้ในนั้นเรียบร้อยแล้ว เอกสารบันทึกคดีจึงปรากฏรายละเอียดคำพูดของมนัสต่อสรสาร์ท

ตอนหนึ่งบ่นว่า “สั่งให้ทำแค่นี้ยังทำไม่ได้” อีกตอนพูดกับคู่หูระหว่างรอลูกค้าชาวออสเตรเลียไปรับของที่โรงแรมพาเลจ หาดโบได “เราถือของ (เฮโรอิน) ไว้นานนักไม่ดีนะ” หลังเที่ยงคืนเล็กน้อยในวันนั้นเขาและคู่หูก็ถูกตำรวจออสเตรเลียบุกเข้าจับกุมคาหนังคาเขา

ไม่แต่เพียงคดีที่ออสเตรเลีย รายงานของ ‘สองไมเคิล’ นักข่าวออสเตรเลียยังสืบสวนไปถึงคดีในประเทศหลังจากที่ ร.ต.มนัสกลับไปไทย เข้ารับราชการทหารอีกในชื่อใหม่ว่า พัชระ พรหมเผ่า ไต่เต้าทั้งในตำแหน่งและธุรกิจการค้าควบคู่กันมา

จนกระทั่งปี ๒๕๕๑ ในชื่อใหม่อีกว่า ธรรมนัส พรหมเผ่า เขาโดนคดีรู้เห็นกับการถูกฆ่าตายของนักวิชาการลักเพศรายหนึ่ง (เหตุเกิดในสำนักงานที่เขาเป็นเจ้าของ) เขาถูกคุมขังอยู่ ๓ ปีจนได้รับการยกฟ้องแต่ลูกน้องถูกพิพากษาความผิดแทน

“หลังจากหลุดคดี เขาใกล้ชิดกับนายทหารที่ทรงอิทธิพล และถูกสื่อในประเทศไทยเรียกขานว่าเป็น ‘มาเฟียคนดัง’ ชื่อเสียงเด่นที่ตัวเขาเองพยายามไม่ให้ความสำคัญ ธรรมนัสให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์คราวหนึ่งว่า

คำว่า ‘มาเฟีย’ ในสายตาของเขาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร มาเฟียหมายถึงคนใดคนหนึ่งที่มีเส้นสายเหนียวแน่นกับใครต่อใครมากมาย และมักทำตามที่พูด คำไหนคำนั้น”

มิน่าในคำตอบต่อสื่อไทยล่าสุดเรื่องงานรับผิดชอบดูแลพรรคจิ๋วร่วมรัฐบาล ในฐานะคนเลี้ยงลิง ว่าคอยป้อนกล้วยให้อิ่มแล้วไม่มีใครไปไหน

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
14 ส.ค.64

หมวดหมู่
ชีวิตเปื้อนฝุ่น

ในระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุขซึ่งต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์


และเป็นระบบที่อำมาตย์ไทยอ้างเสมอว่าใช้อยู่ในประเทศไทย กษัตริย์และคู่สมรส รวมถึงลูกๆ จะต้องไม่ยุ่งหรือแทรกแซงการเมือง และอำมาตย์เองก็อ้างเสมอว่ากษัตริย์ไทย “อยู่เหนือการเมือง” และ “ไม่ยุ่งการเมือง” แบบนี้

แต่ปรากฏว่านางสิริกิติ์ ผู้ดำรงตำแหน่งราชินี และเป็นผู้ที่รับทรัพย์สินเงินทองมหาศาลจากภาษีและการทำงานของประชาชน ไทยธรรมดาเป็นล้านๆ คน ได้ทำตัวไม่สมควร โดยการใช้ตำแหน่งตนเองในทางที่ผิด เกินขอบเขตหน้าที่ และละเมิดกติกาเบื้องต้นพื้นฐานของระบบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข มีรายละเอียดดังนี้คือ

  1. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการไปงานศพของผู้ประท้วงพันธมิตรฯ เพื่อแสดงว่าตนเองสนับสนุนกลุ่มอันธพาลเสื้อเหลือง ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ก่อความรุนแรงบนท้องถนน และก่ออาชญากรรมด้วยการยึดสนามบินนานาชาติในกรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๕๑
  2. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการไปงานศพของนายทหารที่ตายขณะที่กำลังสั่งให้ลูกน้องปราบปรามเข่นฆ่า ประชาชนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยโดยปราศจากอาวุธที่ราชดำเนิน เพื่อแสดงจุดยืนว่าตนเองสนับสนุนการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนดังกล่าว
  3. นางสิริกิติ์แทรกแซงและแสดงความเห็นในวิกฤตการเมืองไทยปัจจุบัน ด้วยการส่งจดหมายไปชื่นชมผู้ที่วิจารณ์ด่าการเสนอข่าวของสื่อต่างประเทศ CNN เกี่ยวกับประเทศไทย โดยที่ไม่พอใจที่ CNN พยายามเสนอข่าวที่เป็นจริงและเป็นกลาง ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่านางสิริกิติ์ไม่พอใจกับการเสนอข่าวแท้และความจริง และต้องการให้มีการบิดเบือนข่าวในสื่อเพื่อปกป้องอำมาตย์แทน กรณีนี้เป็นการกระทำของนางสิริกิติ์ที่โง่เขลาและน่าขำในสายตาชาวโลก เพราะเปิดโปงให้ชาวโลกเห็นถึงทัศนะเผด็จการคับแคบของเขา ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข่าวอื้อฉาวไปทั่วโลกเกี่ยวกับนางสิริกิติ์ เพราะในอดีตมีผู้สงสัยว่านางสิริกิติ์มีส่วนรู้ส่วนเห็นในการที่เพชรราชวงศ์ ซาอุถูกขโมยไป แต่ยังไม่มีการพิสูจน์อะไรในศาล อย่างไรก็ตามสิ่งที่พิสูจน์ไปแล้วคือนิสัยใช้เงินฟุ่มเฟือยของนางสิริกิติ์ เวลาไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาและที่อื่น ทั้งๆ ที่ประชากรไทยจำนวนมากยังยากจน และสามีตนเองชอบสั่งสอนสังคมไทยให้ “พอเพียง” ดุจนกแก้วหรือแผ่นเสียงตกร่อง ในการไปเที่ยวสหรัฐ 67 วันในปี ๒๕๒๓ นางสิริกิติ์ใช้เงินไปถึง 100 ล้านบาท
  4. การแทรกแซงเพื่อสนับสนุนพันธมิตรฯ และสนับสนุนการปราบปรามประชาชนโดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ของนางสิริกิติ์ เป็นการแทรกแซงเพื่อทำลายระบบประชาธิปไตย ดังนั้นต้องถือว่าผิดกฎหมายและรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
  5. ในกรณีวิกฤติภาคใต้ ในปี๒๕๔๗ หลังจากเหตุการณ์นองเลือดตากใบและอื่นๆ ที่พี่น้องชาวมุสลิมมาเลย์ถูกเข่นฆ่าโดยรัฐบาลและทหาร และหลังจากที่มีประชาชนไทยพุทธเสียชีวิตอีกด้วย แทนที่นางสิริกิติ์จะหุบปากเงียบควบคุมตนเอง ในฐานะที่เป็นผู้ไม่สนใจที่จะรู้เรื่องอะไรในสังคมนอกจากการทำศัลยกรรมซ้ำ แล้วซ้ำอีก นางสิริกิติ์เลือกที่จะแสดงความเห็นในลักษณะที่ชักชวนยุยงให้เกิดความรุนแรง โดยพูดว่าเป็นห่วงแค่ประชาชนชาวพุทธ และพูดอีกว่าถ้าตนอายุน้อยกว่านี้จะจับปืนไล่ยิงฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นการแทรกแซงการเมืองอย่างไม่เหมาะสมแล้ว ยังเป็นการกระทำที่จะทำให้การแก้ปัญหาทางการเมืองในภาคใต้ยากขึ้น จุดยืนปฏิกิริยานี้ของนางสิริกิติ์ ไม่ต่างจากจุดยืนในยุค ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ตนและครอบครัวสนับสนุนเหตุการณ์นองเลือดที่ทำลายประชาธิปไตย ซึ่งแสดงว่าเป็นสันดาลปกติของนางสิริกิติ์ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ
  6. นางสิริกิติ์ชอบออกโรง เล่นบทบาทของความเป็น “แม่ของชาติ” แต่ดูเหมือนไม่สามารถเลี้ยงลูกตนเอง โดยเฉพาะลูกชายคนโปรดของเขา ให้เป็นคนดีหรือแม้แต่คนที่ไม่ผิดเพี้ยนได้ ไม่สามารถสั่งสอนให้ลูกชายเคารพเพศหญิงได้ จริงอยู่เพศหญิงไม่ควรถูกกดดันให้เป็นแม่ที่ดีหรืออะไรแบบนั้น และทุกคนพร้อมจะยกโทษให้อภัยกับความล้มเหลวในการเลี้ยงลูกของนางสิริกิติ์ ได้เสมอ ถ้าหากนางสิริกิติ์ยอมรับว่าตนเองล้มเหลวในการเลี้ยงลูกและไม่มีสิทธิ์ใดๆ ที่จะอ้างตัวเป็น “แม่แห่งชาติ” แต่ดูเหมือนว่านางสิริกิติ์ขาดจิตสำนึกพื้นฐาน หลงตนเอง จนแยกแยะความจริงจากความเท็จไม่ได้

ข้อมูล 6 ข้อนี้ ซึ่งไม่รวมถึงเรื่องซุบซิบอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งเราต้องมองข้ามเพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ในสังคมที่ปิดลับอย่างเมืองไทย เป็นสาเหตุที่พิสูจน์ว่านางสิริกิติ์ไม่สมควรที่จะเป็นราชินี ไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่งสาธารณะ และไม่สมควรที่จะรับเงินภาษีประชาชนแม้แต่บาทเดียว เขาควรจะถูกปลดออกหรือลาออกจากตำแหน่ง แต่คงไม่มีอำมาตย์ไหนที่อยากปลดเขาออกจากตำแหน่งในขณะที่นางสิริกิติ์ไม่มี วันสำนึกผิดเอง

สิริกิติ์ไม่ใช่แม่ผม ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนที่น่าเคารพ ไม่ใช่ “แม่” ของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่ผมรัก แต่เป็นแค่ “แม่” ของอำมาตย์เผด็จการและสมุนปัญญาอ่อนเท่านั้น

เพื่อนชาวไทยที่รักและเคารพครับ จงพิจารณาว่าทำไมบทความแบบนี้ ซึ่งเป็นความจริง เราไม่สามารถตีพิมพ์ได้อย่างเปิดเผยและเสรีในประเทศไทย ท่านอยากให้ประเทศไทยเป็นสังคมตอแหลแบบนี้ต่อไปหรือไม่?

เราคงต้องสรุปว่าหนทางที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคม อารยะอันดีงาม คือต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ ยกเลิกเทวดาจอมปลอม ลดบทบาททหาร และสร้างสาธารณะรัฐที่มีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ชีวิต เปื้อนฝุ่น
13 ส.ค.64

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น