ปีการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกามีความคล้ายคลึงกับประเทศไทย แต่ทางเลือกทางการศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกาดูจะมีทางเลือกตามความต้องการและสภาพแวดล้อมของแต่ละครอบครัวมากกว่าประเทศไทย
เด็ก ๆ ที่สหรัฐอเมริกาโดยทั่วไปเริ่มเข้าโรงเรียนประมาณ 4 ขวบและจบชั้นมัธยมปลายเมื่ออายุ 18 ปี โดยจะเรียนการศึกษานี้ว่า K-12 (เค ทู ทเวลฟ) แต่วิธีการแบ่งชั้นปีของสหรัฐอเมริกานั้นแตกต่างกับประเทศไทยเล็กน้อย โดยโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ อนุบาล ประถมและมัธยม
ต่อไปนี้คือปีการศึกษาและอายุของนักเรียนในสหรัฐอเมริกา
(Pre-Kindergartenหรือเตรียมอนุบาล อายุ 4-5 (เรียน1 ปี) ** ไม่เป็นภาคบังคับและไม่ได้รับงบประมาณจากส่วนกลางในรัฐส่วนใหญ่)
- Kindergarten หรือระดับอนุบาล: อายุ 5-6 ปี -> K (เรียน 1 ปี)
- Elementary หรือระดับประถมศึกษา: อายุ 6-11 ปี -> Grade 1-5 (เรียน 5 ปี)
หลังจากElementary ก็จะขึ้นระดับมัธยมศึกษาซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับคือ Middle School และ High School หรือระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย - Middle School หรือระดับมัธยมต้น: อายุ 11-14 ปี -> Grade 6-8 (เรียน 3 ปี)
- High School หรือมัธยมปลาย: อายุ 14-18 ปี -> Grade 9-12 (เรียน 4 ปี)
ประเภทของโรงเรียนและค่าใช้จ่าย
ตามการคาดการณ์ของรัฐบาลกลางประเทศสหรัฐอเมริกาสำหรับฤดูใบไม้ร่วงปี 2564 จะมีนักเรียนมากกว่า 58 ล้านคนเมื่อเปิดปีการศึกษา[1] ซึ่งตามการจำแนกประเภทของกระทรวงศึกษา ประเทศสหรัฐอเมริกาจะแบ่งโรงเรียนออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ให้เลือกตามความสามารถ ระยะทางและความต้องการส่วนบุคคลที่แตกต่างกันได้ ซึ่งโรงเรียน 3 ประเภทดังกล่าวคือ 1. โรงเรียนของรัฐ (Public school) 2. โรงเรียนเอกชน (Private School)และ 3. โฮมสคูล (Homeschooling)[2]
1. โรงเรียนของรัฐ (Public School)
ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2563 มีนักเรียนประมาณ 50.6 ล้านคนเข้าเรียนในโรงเรียนของรัฐทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา[3] โรงเรียนของรัฐเป็นโรงเรียนที่ดำเนินการในระดับรัฐผ่านหน่วยงานการศึกษาได้รับเงินทุนจากรัฐบาล ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนประถมและมัธยมของรัฐประมาณ 131,000 แห่งในสหรัฐอเมริกาและส่วนใหญ่ดำเนินการโดยเขต ทั้งนี้โดยทั่วไปหลักสูตรของรัฐ ๆ หนึ่งสามารถแตกต่างจากหลักสูตรในรัฐอื่น ๆ ได้[2][4]
โรงเรียนของรัฐแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1.1 Traditional Public School หรือโรงเรียนรัฐบาล: ค่าเล่าเรียนฟรีทั้งหมด ไม่มีค่าบำรุงการศึกษาให้ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เพิ่มเติม โรงเรียนรัฐบาลได้เงินทุนบางส่วนจากเงินงบประมาณส่วนกลางของรัฐ แต่เงินทุนส่วนใหญ่มาภาษีของผู้อยู่ในพื้นที่นั้น ๆ ครูผู้สอนจะต้องได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการศึกษาของรัฐ นักเรียนทุกคนมีอิสระที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาของตนโรงเรียนไหนก็ได้[5]
1.2 Public Charter School หรือโรงเรียนในกำกับรัฐบาล: ค่าเล่าเรียนฟรีทั้งหมดเช่นกัน ต่างกันตรงที่การเข้าเป็นระบบระบบลอตเตอรี(คล้าย ๆ กับการจับฉลากเข้าเรียนในประเทศไทย) ไม่จำกัดพื้นที่เขตการศึกษาเหมือนTraditional Public School ดำเนินการโดยอิสระจากรัฐส่วนใหญ่ดำเนินการโดยเอกชนหรือองค์กรท้องถิ่น แต่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในกฎบัตรเพื่อให้ได้เงินทุนจากรัฐ หากไม่ทำตามหรือผิดสัญญาที่มีต่อรัฐ รัฐสามารถสั่งปิดโรงเรียนได้ทันที โรงเรียนประเภทนี้รับเงินจากรัฐตามจำนวนนักเรียนที่เรียน
1.3 Public Magnet Schoolหรือโรงเรียนขยายโอกาส: ค่าเล่าเรียนฟรีทั้งหมดเช่นกัน ดำเนินการคล้ายTraditional Public School แต่นักเรียนสามารถเรียนนอกเขตพื้นที่การศึกษาของตัวเองได้ ความแตกต่างของ Public Magnet School คือ มักเน้นทักษะเฉพาะเช่น กีฬา คณิตศาสตร์ ภาษา วิทยาศาสตร์ ศิลปะและอื่น ๆ เป็นต้น[6][7]
ทำไมผู้ปกครองถึงเลือกโรงเรียนของรัฐ?
- เพราะฟรีสำหรับทุกคน
- เพราะมีความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมและสังคมเนื่องจากโรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน
- เพราะโรงเรียนของรัฐเพิ่มทางเลือกทางการศึกษาให้นักเรียนเนื่องจากมีขนาดใหญ่กว่า
- เพราะนักเรียนมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และความหลากหลายทางสังคมและเศรษฐกิจของครอบครัว
- เพราะผู้ปกครองมีสำนึกของความเป็นเจ้าของ(ownership)ในโรงเรียนของรัฐเนื่องจากเป็นผู้จ่ายภาษี (รายได้หลักของโรงเรียน)
- เพราะครูมีคุณสมบัติตามเกณฑ์มาตรฐานเสมอ[8][9]
การแต่งกายของนักเรียนในโรงเรียนของรัฐ
แม้ว่าจะมีการกล่าวในประเทศไทยว่าโรงเรียนในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่มีระเบียบการแต่งกาย แต่จริง ๆ แล้วมี โดยปกติการแต่งกายจะมีอยู่ในคู่มือคำแนะนำของโรงเรียนและในเว็บไซต์ของโรงเรียน บางโรงเรียนจะให้ผู้ปกครองเซ็นรับทราบกฎระเบียบด้วย การแต่งกายในโรงเรียนของรัฐแตกต่างกันไปบางโรงเรียนมีกฎมากกว่าที่อื่น แต่แนวคิดพื้นฐานโดยรวมคือการให้เกียรติและไม่เปิดเผยมากเกินไป
เสื้อผ้าที่มักไม่อนุญาตในโรงเรียนรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา:
รองเท้าแตะ, เสื้อครอปท็อป, เสื้อสายสปาเก็ตตี้, กางเกงยีนส์ขาด, เสื้อยืดที่มีคำที่ไม่เหมาะสมเช่นการเลือกปฏิบัติและคำพูดแสดงความเกลียดชัง โดยปกติอนุญาตให้ใส่เสื้อโปโลได้เว้นแต่จะเป็นสีของโรงเรียนคู่แข่ง
ไม่อนุญาตให้สวมหมวกในห้องเรียนเว้นแต่จะเป็นเรื่องทางศาสนา
2. โรงเรียนเอกชน (Private School)
โรงเรียนเอกชนเป็นธุรกิจส่วนตัวหรือหน่วยงานที่เสนอหรือดำเนินการสอนแบบเต็มเวลาโดยมีเนื้อหาหลักสูตรและโครงสร้างองค์กรมีรูปแบบที่แต่งต่างจากโรงเรียนรัฐบาล[10] แต่อย่างไรก็ตามโรงเรียนเอกชนยังคงต้องปฏิบัติตามกฎหมายของรัฐ เช่น ความปลอดภัยและการบริการด้านสุขภาพของนักเรียน ค่าเล่าเรียนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสถานที่ตั้ง ชื่อเสียง อัตราการได้เข้ามหาวิทยาลัยและปัจจัยอื่น ๆ ค่าเล่าเรียนสำหรับโรงเรียนเอกชนอยู่ที่ประมาณ $4,000-60,000 ต่อปี
ทำไมผู้ปกครองถึงเลือกโรงเรียนเอกชน?
- เพราะขนาดชั้นเรียนเล็กและอัตราส่วนนักเรียนต่อครูต่ำ นักเรียนได้รับความสนใจจากครูเป็นรายบุคคลมากขึ้น
- เพราะโรงเรียนเอกชนมีทางเลือกในการเรียนเฉพาะบุคคลตามความต้องการของนักเรียนที่ไม่เหมือนกัน
- เพราะในขณะที่โรงเรียนของรัฐไม่สอนศาสนา โรงเรียนเอกชนสามารถสอนศาสนาได้ขึ้นอยู่กับปรัชญาของโรงเรียน
- เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียนส่วนใหญ่ดีกว่า มากกว่า ใหม่กว่า โรงเรียนเอกชนมักชูจุดแข็งเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกพิเศษ[11][12] เช่น ศูนย์หุ่นยนต์เทคโนโลยีชั้นสูง หอประชุมและโรงละครที่ทันสมัย กล้องวงจรปิดทั้งโรงเรียนเป็นต้น
การแต่งกายของนักเรียนในโรงเรียนเอกชน
เหมือนกับโรงเรียนของรัฐ แต่โรงเรียนเอกชนหลายแห่งจะมีเครื่องแบบนักเรียน โดยส่วนใหญ่จะไม่ใส่ทุกวันแต่จะเป็นการนัดแนะใส่ตามกฎของแต่งละโรงเรียน เช่น สวมใส่เครื่องแบบทุกวันพุธและโอกาสพิเศษ เป็นต้น
3. โฮมสคูล (Homeschooling)
โฮมสคูลเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นการศึกษาอยู่กับบ้านโดยมีคำแนะนำจากพ่อแม่หรือชุมชนในการช่วยเรื่องการเรียนการสอน ในบางครั้งชุมชนหรือ community อาจจะมีการรวมตัวกันเพื่อจัดกิจกรรมหรือสอนหนังสือในวิชาที่พ่อแม่ถนัดให้กับเด็ก ๆ เพื่อในเด็กได้รับความรู้และมีสังคม ในสหรัฐอเมริกาประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของนักเรียนอายุ 5 ถึง 17 ปีเรียนโฮมสคูล ซึ่งคิดเป็นนักเรียน 1.7 ล้านคนในปี 2559[13] ค่าเล่าเรียนในการเรียนอยู่ที่ประมาณ $600-1,800 ต่อปีการศึกษา
การแต่งกายของนักเรียนโฮมสคูล
แต่งอย่างไรก็ได้ตราบที่พ่อแม่ไม่ว่าเพราะส่วนใหญ่เรียนในบ้าน
ทำไมต้องโฮมสคูล?
- เพราะการศึกษาของเด็กแต่ละคนสามารถปรับให้เข้ากับความสนใจและรูปแบบการเรียนรู้เฉพาะของตนได้
- เพราะเด็กสามารถให้เรียนรู้ในระดับความเร็วของตัวเอง ในที่นี้หมายถึงเด็กบางคนอาจจะเรียนรู้ได้ช้าหรือเร็วกว่าเด็กปกติทั่วไป การเรียนโฮมสคูลจึงตอบโจทย์ข้อนี้ได้ดีกว่าการส่งลูกไปเรียนกับเด็กคนอื่น ๆ นั่นเอง
- เพราะโฮมสคูลส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีภายในครอบครัว
- เพราะนักเรียนโฮมสคูลสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการศึกษาที่ไม่จำกัด โลกคือห้องเรียนของพวกเขา[14]
- พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now

