หมวดหมู่
ตาสว่าง

คอลัมน์ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” by Thai Rights Now

15 กุมภาพันธ์

ศาสนากับการเมืองไทย

จากความเชื่อสู่การปกครอง

ทุกคนคงเคยได้ยินวลีที่ว่า “เมืองไทยคือเมืองพุทธ” และเชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินเรื่องราวหรือปัญหาต่าง ๆ ทางการเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงทางศาสนามาผ่านหูมาบ้างไม่มากก็น้อย แต่ยังไงก็ตามพวกเราก็จะขอนำเรื่องนี้มาเสนอ โดยนำกฎหมายรัฐธรรมนูญบางมาตราที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มาเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยจนนำไปสู่ปัญหาต่าง ๆ มากมายในสังคมไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

มาตรา ๓๑:
บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติ หรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

มาตรา ๖๗:
รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแผ่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา และต้องมีมาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลาย พระพุทธศาสนาไม่ว่าในรูปแบบใด และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการ หรือกลไกดังกล่าวด้วย

เห็นได้ว่าแม้กระทั่งในตัวกฎหมายของรัฐธรรมนูญเองนั้นก็มีความขัดแย้งในตัวมันเองอยู่ มาตรา 31 ช่วงแรกบอกว่าทุกคนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อศีลธรรม ซึ่งคำว่าศีลธรรมในที่นี้ก็คือกรอบของศาสนาพุทธที่เอามาครอบไว้ มิหนำซ้ำ ยังมี มาตรา 67 ที่บอกไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครอง ศาสนาพุทธ และส่งเสริมในการเผยแผ่ศาสนาพุทธ นิกายเถรวาท และพึงส่งเสริมให้ชาวพุทธมีส่วนร่วมในกลไกดังกล่าวอีก สรุปแล้ว การเป็นคนสัญชาติไทยในประเทศไทยนั้นมีสิทธิ์ที่สมบูรณ์แบบในการนับถือศาสนาอะไรก็ได้เสมอหน้าเท่าเทียมกับศาสนาพุทธจริงหรือ คำตอบคือไม่ ไม่จริงเลยสักนิด

จากตัวบทกฎหมายรัฐธรรมนูญข้างต้นที่กล่าวมา จะขอแยกเป็น 2 ปัญหาหลักใหญ่คือ 1. กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย และ 2. กลุ่มคนที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจาก พุทธศาสนาเถรวาท

1. กลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย
กฎหมายทุกมาตราในรัฐธรรมนูญไทยปี 60 ที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่มีแม้แต่มาตราเดียวที่เขียนรองรับกลุ่มคนที่ไม่ได้นับถือศาสนาอะไรเลย แล้วการที่กลุ่มคนที่ไม่มีศาสนามิได้หมายความว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะเป็น ปรปักษ์ หรือ ภัยความมั่นคงต่อศาสนาใด ศาสนาหนึ่ง อีกทั้งสิ่งที่ทำให้คนอยู่รวมกันอย่างสงบสุขในสังคมก็มิใช่เป็นศาสนา แต่เป็นกฎหมายแต่ดูเหมือนว่าทางนิตินัยกลุ่มคนเหล่านี้จะถูกกีดกันออกจากรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อีกทั้งทางด้านพฤตินัยก็ทำให้คนกลุ่มนี้โดนกีดกันทางสังคมเช่นกัน หลายคนคงเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “อีพวกไม่มีศาสนาแล้วมันจะนำเดินชีวิตอย่างไง” “แล้วมีอะไรยืดเหนียว” “ทำไมเป็นพวกบาปหนา” “ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ดีที่สุดในโลก” จากตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ถูกลิดรอนสิทธิ์ในการที่จะเลือกนับถือ (หรือไม่นับถือ) ศาสนาอะไรก็ได้

2. กลุ่มคนที่นับถือศาสนาอื่นนอกเหนือจาก พุทธศาสนาเถรวาท
ถ้าจะให้พูดแบบตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จะเห็นว่าส่วนหนึ่งของสาเหตุปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ก็คือการแทรกแซงการนับถือศาสนาในประเทศไทย ปัญหาไม่ใช่ตัวศาสนาพุทธเถรวาท (ทุกศาสนามีความทรงคุณค่าและศักดิ์ในตัวเอง) แต่ด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 67 ที่อุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่ง อีกทั้งมีการส่งเสริมในการเผยแผ่หลักคำสอนออกไป มันทำให้กลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักเกิดปัญหาเรื่อง minority discrimination หรือ การเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย ลองคิดดูว่าหากคุณไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ แต่คุณต้องยืนเข้าแถวตอนเช้าท่ามกลางกลุ่มคนที่สวดมนต์, คุณต้องดูถ่ายทอดสดพิธีกรรมทางศาสนาที่คุณไม่ได้นับถือในทุกช่องทีวี, คุณต้องเรียนวิชาพุทธศาสนา แทนที่จะเป็นวิชาศาสนาศาสตร์, ทุกสิ่งทุกอย่างอาจดูเป็นปัญหาเล็กน้อย แต่หากเกิดการก่อตัวเป็นระยะเวลาอันยาวนาน อีกทั้งการถูกรัฐเลือกปฏิบัติก็สามารถนำไปสู่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่ได้

ดังนั้นสิ่งที่รัฐไทย ควรทำคือต้องให้ สิทธิเสรีภาพในการนับถือ หรือไม่นับถือศาสนาอะไรก็ได้ และไม่ควรด้อยค่าศาสนาใดศาสนาหนึ่งด้วยการอุ้มชูศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาหลักของชาติ แต่สิ่งที่ควรทำคือการสนับสนุนและส่งเสริมศาสนาทุกศาสนา อย่างเท่าเทียมกัน ย้ำอีกครั้ง ตัวศาสนาเอง มิใช่ต้นเหตุแห่งปัญหาของเหตุการณ์บ้านเมืองหรือการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อย แต่ตัวปัญหาที่แท้จริงคือ การแทรกแซงและจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจากรัฐไทยต่างหากที่เป็นตัวปัญหา

ดูเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับเต็ม: https://ilaw.or.th/sites/default/files/%2060.pdf

§

พบบทความ “เคาะกะโหลก เปิดกะลา” จาก Thai Rights Now ได้ในตลาดหลวงทุกวันจันทร์ ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ของพวกเราสามารถติดตามได้ที่เพจ Thai Rights Now: https://www.facebook.com/ThaiRightsNow

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น