โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ช่วงการเมืองระหว่างวังหลวง-วังหน้านอกจากจะเป็นเหตุการณ์เชิงอำนาจภายในโครงสร้างของไทยแล้ว ท่ามกลางขั้วอำนาจยังมีเรื่องราวความรักระหว่างหญิงสาวหัวนอกที่มีแนวคิดและวิถีชีวิตซึ่งรับอิทธิพลมาจากตะวันตก อย่างกรณีความรักของแฟนนี่ น็อกซ์ กับพระปรีชากลการ
แฟนนี่ น็อกซ์ เป็นธิดามิสเตอร์โทมัส ยอร์จ น็อกซ์ กงสุลอังกฤษประจําประเทศไทย เกิดจากภรรยาคนไทยชื่อปราง บิดาส่งไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ส่วนพระปรีชากลการ เป็นบุตรพระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เสนาบดีคนสําคัญในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปรีชากลการได้รับการศึกษาวิชา วิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรง โปรดปรานมากคนหนึ่ง
ความรักของทั้งคู่เกิดขึ้นท่ามกลางสิ่งแวดล้อมในวงสังคมชั้นสูง เริ่มรู้จักกันเมื่อทั้งสองฝ่ายซึ่งนิยมกีฬาขี่ม้าเหมือนกัน ได้ขี่ม้าเล่นเพื่อออกกําลังกายในเวลาเช้า ฝ่ายชายอยู่ในกลุ่มข้าราชบริพารที่โปรดปราน ขี่ม้าตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝ่ายหญิงก็ขี่ม้าเล่นกับนายน็อกซ์ ผู้เป็นบิดา แม้ว่าฝ่ายชายจะมีภรรยาและบุตรชายหญิงอยู่แล้ว เมื่อมีโอกาสรู้จักกัน ครั้งแรกจึงอยู่ในฐานะมิตรสหาย แต่ต่อมาเมื่อภรรยาพระปรีชากลการถึงแก่กรรม การรู้จักกันฉันเพื่อนทําให้มีโอกาสได้เข้าไปแสดงความเห็นอกเห็นใจ และสานความสัมพันธ์ต่อจนกลายเป็นความรักในที่สุด ความรักของหนุ่มสาวทั้งคู่น่าที่จะดําเนินไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างราบรื่นหากไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง
ขณะนั้นการเมืองไทยแบ่งเป็น 2 ขั้วอํานาจ คือ ฝ่ายวังหลวง และฝ่ายวังหน้ส วังหลวงมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเพิ่งเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ อํานาจทางการเมืองส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ในฐานะผู้สําเร็จราชการ มีอํานาจเต็ม ขณะที่พระเจ้าอยู่หัวยังทรงพระเยาว์อยู่ ส่วนวังหน้ามีกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ซึ่งผู้สําเร็จราชการเป็นผู้สนับสนุนให้ดํารงตําแหน่งนี้ และนายน็อกซ์ ชาวอังกฤษเมื่อเข้ามาเมืองไทยครั้งแรก ได้ทําหน้าที่ฝึกทหารแบบยุโรปให้วังหน้าอยู่ระยะหนึ่ง และต่อมาได้รับตําแหน่งกงสุลอังกฤษประจําประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ทั้งสมเด็จเจ้าพระยาฯ และนายน็อกซ์ จึงมีความสนิทสนมกับวังหน้าเป็นอย่างมาก นับเป็นกลุ่มอํานาจที่สําคัญอีกกลุ่มหนึ่ง
ในขณะที่วังหลวงมีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ รุ่นหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถตลอดจนแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งทรงโปรดใช้สอยและมอบความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติงานต่างๆ หนึ่งในจํานวนนั้นมีพระปรีชากลการรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง ทรงให้ความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติหน้าที่สําคัญๆ รวมทั้งควบคุมการทําเหมืองทองที่ปราจีนบุรี ดังนั้น ความรักของแฟนนี่และพระปรีชากลการจึงดําเนินไปท่ามกลางความขัดแย้งแตกแยกของกลุ่มอํานาจทั้งสอง แต่หนุ่มสาวมิได้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญไปกว่าเรื่องของความรัก
พระปรีชากลการมิได้รําลึกถึงความควรไม่ควรในฐานะข้าราชสํานักวังหลวง ส่วนแฟนนี่ก็ไม่สนใจในคําตักเตือนของบิดามารดาถึงผลเสียอันจะเกิดจากอํานาจของผู้สําเร็จราชการ ซึ่งมีความประสงค์ที่จะให้เธอแต่งงานกับบุตรชายคนหนึ่งของท่าน อันจะเป็นการผูกพันอํานาจทางการเมืองระหว่างตัวท่าน วังหน้า และกงสุลอังกฤษให้แน่นแฟ้นต่อไป รัชกาลที่ตระหนักถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากลายพระราชหัตถเลขา ที่มีถึงสมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เล่าถึงเรื่องความคิดอ่านของนายน็อกซ์และสมเด็จเจ้าพระยาฯ ไว้ว่า
“มีผู้ที่ควรจะเชื่อได้ ทราบความมาว่า เขากะสมเด็จเจ้าพระยาฯ เป็นแน่ว่าหม่อมฉันคงจะตายในเร็วๆ นี้เป็นแน่ ด้วยผอมนัก วังหน้าคงได้เป็นเจ้าแผ่นดิน ถ้าวังหน้าได้เป็นเจ้าแผ่นดินแล้ว เหมือนกับลูกเขาๆ สงสารจะต้องอุปถัมภ์ช่วยว่าการงานทุกอย่าง ลูกเขานั้นคนใหญ่ที่ไปเรียนหนังสือเมืองนอกคนเดียวเขาจะให้เป็นฝรั่ง แต่ลูกนอกนั้นตามแต่ภรรยาเขาจะให้มีผัวไทยก็ตาม สมเด็จเจ้าพระยาฯ พลอยเห็นจริงด้วย ได้บอกมอบฝากบ้านเมืองถ้าสิ้นท่านแล้ว วังหน้าจะเป็นเจ้าแผ่นดิน ให้เขาช่วยทะนุบํารุงบ้านเมือง และ ฝากบุตรหลานของท่านด้วยเถิด การเป็นดังนี้สมกับคําที่สมเด็จเจ้าพระยาฯ พูดอยู่เสมอว่า หม่อมฉันคงตายในปีนี้ๆ หลายปีมาแล้ว ว่าวังหน้าคงมาเป็นเจ้า คํานี้ท่านพูดอยู่ดังๆ กับบุตรหลานนั้นก็ให้มาฝากตัวอยู่ที่กงสุลอังกฤษจริง เป็นการสมกับที่คําพูด แต่คําที่ฝ่ายภรรยามิสเตอร์น็อกซ์กงสุลพูดนั้นว่า ถ้าวังหน้าเป็นเจ้าแล้ว ลูกสาวจะเป็นสมเด็จพระนาง ผัวจะเป็นผู้สําเร็จราชการแผ่นดิน ถ้ามีหลานจะให้เป็นเจ้าแผ่นดินต่อไปด้วย..”
ความสนิทชิดเชื้อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่าง สมเด็จเจ้าพระยาฯ และนายน็อกซ์นั้น ก่อให้เกิดความยากลำบากในการบริหารประเทศ การงานในบ้านเมือง กงสุลอังกฤษย่อมทราบได้ อาจต้องอลุ่มอล่วยกันไป หนุ่มสาวหัวนอกทั้งคู่ยังเพิ่มความยุ่งยากขึ้นอีก เมื่อครั้งมีงานพระราชพิธีฉลองพระราชวังบางปะอิน พ.ศ. 2421 พระปรีชากลการได้พาแฟนนี่นั่งเรือส่วนตัวไปในงานฉลองและค้างแรมด้วยกันบนเรือ แม้จะมีบ่าวไพร่อยู่บนเรือด้วยกันหลายคน และทั้งคู่ก็มิได้อยู่ร่วมห้องกันก็ตาม การประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นความเสียหายร้ายแรง เพราะฝ่ายหนึ่งคือข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อีกฝ่ายหนึ่งคือลูกสาวกงสุลใหญ่ ซึ่งถือเป็นการหยามเกียรตินําความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศชาติ และยิ่งเมื่อพระปรีชากลการได้พาแฟนนี่กลับกรุงเทพฯ ในขณะที่งานฉลองพระราชวังบางปะอินยังไม่เสร็จสิ้น โดยมิได้กราบบังคมทูลลาหรือกราบทูลให้ทรงทราบ อันมิบังควร
ครั้นกลับถึงกรุงเทพฯ แล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ได้บีบคั้นให้ทั้งสองต้องเข้าสู่พิธีสมรส โดยมิได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตตามขนบประเพณีแห่งราชสํานัก ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการหมิ่นเกียรติยศกงสุลในการที่พาธิดาสาวไปค้างแรมทําให้เกิดความเสียหายและข้อครหา จึงเป็นการทําผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าของหนุ่มสาวทั้งคู่ เพราะนอกจากจะผิดประเพณีอันจะทําให้เกิดความเข้าใจผิดกับกงสุลของประเทศที่มีอํานาจเช่นอังกฤษแล้ว ยังเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฐานที่เป็นข้าราชการในพระองค์ แต่ทําการต่างๆ ตามอําเภอใจ มิได้กราบบังคมทูลให้ทรงทราบ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งงานที่คู่สมรสเป็นลูกครึ่งต่างชาติ มีบิดาที่สามารถให้ผลได้ผลเสียแก่บ้านเมือง จึงถือเป็นการละเมิดอํานาจแผ่นดินอย่างร้ายแรงอย่างไม่เคยมีผู้ใดประพฤติปฏิบัติเยี่ยงนี้มาก่อน
พรุ่งนี้มาต่อตอนจบค่ะ
ข้อมูลจาก 1) ศิลปวัฒนธรรม 2) ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย

