โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
คดีความกรณีพระปรีชากลการ ถูกประหารชีวิตถูกตีแผ่กันมาหลายครั้ง ผ่านการศึกษาสืบค้นข้อมูลเงื่อนงำก็มากหลาย ไม่เพียงแค่ปมเบื้องหลังปริศนาของคดีนี้ เรื่องราวภายหลังการประหารชีวิตพระปรีชากลการโดยแฟนนี่ น็อกซ์ ภรรยาชาวต่างชาติซึ่งเป็นอีกหนึ่งปมที่ผสมปนเป ในเรื่องนี้ก็ยังมีหลักฐานปรากฏให้สืบค้นด้วยเช่นกัน เธอไม่ได้เดินทางออกจากประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเดินเรื่องแก้ต่างให้สามีอยู่
เป็นที่รู้กันดีว่า พระปรีชากลการ เป็นบุตรของพระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เสนาบดีคนสําคัญในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปรีชากลการได้รับการศึกษาวิชา วิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรง โปรดปรานมากคนหนึ่ง สำหรับตระกูลอมาตยกุล ก็เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บรรพบุรุษของคนในตระกูลนี้รับราชการสนองพระคุณพระเจ้าแผ่นดินมาไม่ต่ำกว่า 300 ปี ต้นวงศ์ของตระกูลคือพระยาสมบัติยาธิบาล (บุญเกิด) รับราชการในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยามรินทร์
ส่วนพระปรีชากลการ ย่อมเป็นผู้มีหัวคิดทันสมัย เป็นนักประดิษฐ์ คบค้าสมาคมกับชาวต่างชาติ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรงโปรดปรานมากคนหนึ่ง เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2412 ก็ได้เป็นเจ้ากรมกระษาปน์สิทธิการแทนบิดา ในสมัยนี้เอง พระปรีชากลการมีผลงาน เช่น ประดิษฐ์ซุ้มจุดด้วยไฟแก๊สถวายในงานเฉลิมพระชนมพรรษา และเป็นนายงานสร้างตึกแถวบนถนนบำรุงเมือง และยังเป็นที่ทรงโปรดปรานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การที่พระปรีชากลการสานสัมพันธ์กับแฟนนี่ น็อกซ์ ธิดาของนายน็อกซ์ (Thomas Georges Knox) กงสุลใหญ่อังกฤษ จนกลายเป็นความรักขึ้นมานั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ขั้วอำนาจทางการเมืองในเวลานั้นปั่นป่วน
ความรักท่ามกลางขั้วอำนาจทางการเมือง…. มร. น็อกซ์ ประพฤติตัวอย่างเปิดเผยว่าฝักใฝ่และสนับสนุนวังหน้า ขณะที่ฝั่งวังหลวง อีกขั้วอำนาจหนึ่งในเวลานั้นมีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ รุ่นหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถตลอดจนแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งทรงโปรดใช้สอยและมอบความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติงานต่างๆ หนึ่งในจํานวนนั้นมีพระปรีชากลการรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง การกระทำของพระปรีชากลการทำให้ถูกมองว่า ไม่สำนึกบุญคุณของวังหลวงที่ได้ชุบเลี้ยงตนและบรรพบุรุษตลอดมา และยังเป็นเรื่องเสี่ยงที่อาจจะล่วงล้ำเข้าไประแคะระคายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง มร. น็อกซ์ ซึ่งสนิทกับทั้งฝ่ายวังหน้า และกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้กุมอำนาจในมือและมีอิทธิพลแม้จะพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการไปแล้วก็ตาม
กลับมาที่เรื่องใจความหลักกันต่อ หนุ่มสาวทั้งคู่หาได้สนใจคำเตือนจากผู้หวังดี เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทั้งสองพากันไปอยู่ที่ปราจีนบุรี ซึ่งฝ่ายชายมีหน้าที่ควบคุมการขุดทองส่งเมืองหลวง กระทั่งวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2421 พระปรีชากลการที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นฝ่ายวังหลวง ถูกจับกุมตัวด้วยข้อหาพัวพันกับการทุจริตในผลประโยชน์จากบ่อทองของรัฐบาลที่กบินทร์บุรีที่เขาดูแลกิจการอยู่ โดยถูกตั้งข้อหาว่าเบิกเงินล่วงหน้าถึง 15,500 ชั่ง เพื่อผลผลิตทองเพียง 111 ชั่งเศษเท่านั้น ทั้งยังมีพยานหลักฐานจากอำแดงบัวและอำแดงแข ถวายฎีกาว่า พระปรีชากลการฉ้อฉลทองมาให้พระยากษาปน์กิจโกศลผู้บิดา ภายหลังยังขยายผลอันเนื่องมาจากมีราษฎรร้องเรียนกล่าวโทษพระปรีชากลการเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ
มีทั้งการแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง และพวกพ้อง การกดขี่ทารุณทําร้ายราษฎรและอื่นๆ อีกถึง 27 เรื่อง ข้อหาที่พระปรีชาฯ ได้รับคือ ทารุณเลขหัวเมืองที่เกณฑ์ให้ตัดฟันตอในน้ำซึ่งกีดขวางทางเดินเรือบรรทุกทอง โดยใช้ง่ามถ่อค้ำคอคนที่ดําลงไปตัด ตอจนขาดใจตาย และทําการทารุณกรรมแก่ราษฎรอย่างร้ายแรงหลายประการ
แล่นเรือตัดหน้าฉานขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับ ณ พระราชวังบางปะอิ
แต่งงานกับคนต่างประเทศโดยไม่ขอพระบรมราชานุญาต
สำหรับเรื่องข้อกล่าวหาทุจริตติดสินบนนั้น “เป็นคำกล่าวหาเพื่อปรักปรำและกลั่นแกล้งทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะในประเด็นที่เกี่ยวกับการทุจริตนั้น ถึงจะพบว่าพระปรีชากลการบกพร่องจริง โทษก็ไม่หนักถึงขั้นประหาร ความบกพร่องดังกล่าวมักจะมีให้เห็นเนืองๆ ในการปฏิบัติราชการของข้าราชการทุกระดับชั้นในสมัยนั้น เพราะความหละหลวมของระบบ และช่องโหว่ในระเบียบปฏิบัติของทางการ เช่น รัฐบาลไม่ค่อยจะเข้มงวด หรือควบคุมการตรวจสอบการเบิกจ่าย และใช้จ่ายเงินของหน่วยงาน ไม่กวดขันผลประโยชน์ที่ข้าราชการจะต้องนำส่งให้รัฐ
ฉะนั้นถ้าได้มีการสอบสวนแล้วก็จะพบว่าโดยมากขาดประสิทธิภาพ และมีข้อบกพร่องอยู่เสมอ เมื่อผลประโยชน์ของแผ่นดินที่ผ่านมือมาที่ขุนนาง ขุนนางจะส่งให้หลวงเท่าใดก็ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ดังเช่นผลประโยชน์สุราก็เป็นของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (บุตรชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ทั้งหมด แต่ท่านก็มิได้นำส่งพระคลังข้างที่เต็ม 2,000 ชั่ง ดังที่เคยตกเป็นของพระคลังข้างที่ แต่ผู้รับผิดชอบคือพระยาอาหารบริรักษ์ (นุช บุญหลง) กลับนำไปยกให้เป็นของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
ดังนั้นจะเห็นว่ากรณีอย่างใดจะเรียกว่าเป็นการทุจริตหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่าขุนนางคนใดถ้าถูกสอบสวน ก็มักจะพบความบกพร่องโดยไม่ยากนัก เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการที่ขาดกฎเกณฑ์ที่รัดกุม เมื่อการสอบสวนพบว่าพระปรีชากลการทุจริต ก็น่าที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย แต่พระปรีชากลการกลับต้องเผชิญชะตากรรมแต่ผู้เดียว นายนิวแมน เจ้าหน้าที่กงสุลอังกฤษเขียนรายงานฟ้องไปยังรัฐบาลอังกฤษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2422 หลังจากพระปรีชากลการถูกประหารไปแล้วว่า พระปรีชาฯ มิได้รับการไต่สวนที่ยุติธรรม และโทษที่ได้รับก็รุนแรงเกินกว่าเหตุ”
พรุ่งนี้มาต่อค่ะ
ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

