โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
แฟนนี น็อกซ์ บุตรสาวของ โทมัส น็อกซ์” กงสุลอังกฤษ ในฐานะเมียของพระปรีชากลการ (ชื่อเดิม สำอาง อมาตยกุล) ใช้ให้นางจีน (เมียอีกคนของพระปรีชา) ไปว่าจ้างหมอไสยศาสตร์ให้ “ทำของ” ใส่บุคคลทั้งสี่ (ซึ่งเป็นอริกับพระปรีชา) ได้แก่ สมเด็จฯ กรมพระยาปราบปรปักษ์, สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค), เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) และเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ให้ถึงแก่อันตรายๆ ถือเป็นการช่วงชิงอำนาจระหว่างขุนนางตระกูลใหญ่ นอกจากนี้ ยัง “ทำของ” ใส่รัชกาลที่ 5 ให้รักพระปรีชากลการด้วย
….วันที่ 29 เมษายน 1879 พระยาศรีสรราชนำความขึ้นกราบบังคมทูล ถวายคำให้การของหมอและผู้รู้เห็น กับของกลางคือ รูปปั้น โลง และของกลางชิ้นสำคัญคือ “หัวเข็มขัด” ที่พระปรีชากลการมอบให้แฟนนี โดยแฟนนีใช้ให้นางจีนไปจ้างหมอให้ทำ “เวทย์มนต์” ใส่บุคคลทั้งสี่ข้างต้นให้ถึงแก่อันตราย หมอผู้นี้เรียกทองคำสามสิบตำลึงเป็นค่าบูชาครู นางจีนจึงเอาหีบทองคำกับเข็มขัดสายนี้ไปให้หมอตั้งบูชา หมออ้างว่าจะคืนทองคำให้หลังเสร็จพิธีกรรม แล้วจะเอาเงินแค่ 6 บาท นางจีนจึงได้ทำหนังสือสัญญา เป็นอันตกลงกัน
…แต่เรื่องราวกลับตาลปัตร เมื่อหมอคิดจะโกงเอาทองคำไปทั้งหมด แต่ดัน “โป๊ะแตก” เสียก่อน รัชกาลที่ 5 เขียนไว้ว่า “จึงได้ปั้นรูปเขียนชื่อท่านทั้งสี่ใส่โลง ปั้นรูปเขียนชื่อเรากับพระปรีชาให้กอดกัน ใส่ในโลงนั้นด้วย แล้วเอาทองลงกองทับข้างบนเป็นทองสามสิบตำลึง แต่โลงอีกใบหนึ่งซึ่งกำหนดว่าจะใส่เรากับพระปรีชานั้น อีหมอเอาดินเอาทรายใส่ไว้แทน แล้วเศกน้ำมนต์มารดอีจีน ในขณะเมื่อรดน้ำมนต์นั้น อีหมอมายกเอาหีบที่ใส่ทองไป เอาหีบดินขึ้นตั้งไว้แทน คนที่ไปด้วยกับอีจีนแลเห็นร้องขึ้น อีจีนก็กลับมาแย่งหีบทองไปได้…”
….ฉากเด็ดก็คือ ในช่วงเวลาที่ยื้อแย่งทองคำกันนั้นเองก็ได้กระชากเข็มขัดทองคำจนขาด หมอจึงได้หัวเข็มขัดติดมา อันเป็นของกลางชิ้นสำคัญ โอ้โห นี่เป็นหนังได้เลยนะคะ เรื่องการ “ทำของ” นี้นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง มีโทษหนักมหันต์ ตอนแรกจะจับนางจีนมาชำระความตามกฎหมาย ฝ่ายของพระปรีชากลการได้พยายามปกป้องนางจีนถึงที่สุด ขัดขวางที่จะส่งตัวนางจีนไปให้ทางการ แต่สุดท้ายก็จับตัวนางจีนมาได้ และนางจีนให้การรับสารภาพว่า ได้ใช้ให้หมอทำเรื่องทั้งหมดจริง ทว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่า นางจีนและหมอได้รับโทษอย่างไร
…รัชกาลที่ 5 ยังเขียนถึงเรื่องนี้ต่อไว้ว่า “…ให้ท่านสั่งตระลาการเรียกอ้ายอีมีชื่อแลของกลางจากพระยาศรีสรราชมาชำระตามพระราชกำหนดกฎหมาย แลราชประเพณีแต่ก่อน…” ส่วนเฟนนีเป็นคนในบังคับอังกฤษ จึงพ้นผิดจากกฎหมายไทยไปตามระเบียบ “ตามพระราชกำหนดกฎหมายเป็นมหันตโทษ เคยชำระโทษสืบ ๆ มาทุกครั้ง จนในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีหมายประกาศว่า การทำเลขยันต์พันธ์อักษรไม่ควรจะเชื่อถือ แต่ถ้าจะไม่เอาโทษ คนที่เชื่อถือก็มีมาก ผ่ายผู้ทำก็จะกำเริบใจ ผู้เชื่อถือก็จะยิ่งเชื่อถือหนักขึ้น เพราะคนทั้งปวงทราบแน่ใจหมดว่า การอย่างนี้เป็นมหันตโทษ ถ้าผู้ใดทำขึ้นไม่ต้องโทษ ผู้นั้นก็เป็นผู้มีวิชาดี ศักดิ์สิทธิ์ให้คนทั้งปวงนับถือมากขึ้น จึงได้ลงโทษมาทุกครั้งคราว เพื่อป้องกันมิให้คนเชื่อถือในทางที่ผิด…”
…โดยหากเทียบเคียงกับคดีในสมัยรัชกาลที่ 4 จากคดีของ “จีนแสง” ซึ่งได้ “ทำของ” ใส่ขุนนางและชาวบ้าน ได้รับโทษถูกสักหน้าผากว่า “มักทำวิชาการเขียนชื่อคนลอยน้ำทำให้คนตกใจ” และยังได้รับโทษต่าง ๆ อีกมาก แม้มิต้องโทษถึงตายก็ตาม แต่กรณีของนางจีนกับหมอผู้นี้ น่าจะได้รับโทษหนักไม่น้อย เพราะได้ “ทำของ” ใส่พระมหากษัตริย์ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แฟนนีต้องการช่วยเหลือพระปรีชากลการผู้เป็นผัวให้รอดพ้นจากคดีทุกวิถีทาง ไม่เว้นแม้แต่วิธีการด้านเวทมนต์ คาถา ไสยศาสตร์ ส่วนพระปรีชานั้น แม้ไม่ได้ถูกสำเร็จโทษเพราะการทำของ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ถูกสำเร็จโทษโดยการตัดศีรษะ ด้วยข้อหายักยอกทอง ส่วนแฟนนีก็หายออกนอกประเทศไปหลังจากนั้นไม่กี่วัน
…พรุ่งนี้มาเล่าต่อ เรื่องการที่พระปรีชาแต่งงานกับฝรั่งแฟนนี่ นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่รัชกาลที่ 5 ไม่พอใจ
ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

