โดย ปรีดี พนมยงค์(พ่องPD)
สมาชิกแรกๆมี
ร้อยโท แปลก ขีตตะสังคะ นักเรียนวิชาทหารปืนใหญ่ ประเทศฝรั่งเศส
ปรีดี พนมยงค์ นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศฝรั่งเศส
ร้อยโท ประยูร ภมรมนตรี นักเรียนวิชารัฐศาสตร์ ประเทศฝรั่งเศส
ร้อยตรี ทัศนัย มิตรภักดี นักเรียนวิชาทหารม้า ประเทศฝรั่งเศส
ตั้ว ลพานุกรม นักเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
จรูญ สิงหเสนีย์] ผู้ช่วยราชการสถานทูตสยามในประเทศฝรั่งเศส
แนบ พหลโยธิน นักเรียนวิชากฎหมาย ประเทศอังกฤษ

วัน: 6 กุมภาพันธ์ 2021
พระปรีชากลการ ตอนที่ 5
โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์บานปลายเกือบเป็นวิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคดีนี้ยิ่งบานปลายใหญ่โต เมื่อนายน็อกซ์ ผู้เป็นพ่อตาซึ่งมีความประสงค์จะช่วยเหลือบุตรเขย พยายามเจรจากับสมเด็จเจ้าพระยาฯ และขอเข้าเฝ้ากราบทูลขอพระราชทานอภัยต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่เป็นผล เพราะคดีนี้มิใช่ความผิดธรรมดาแต่กลายเป็นเรื่องการประลองกำลังระหว่างขั้วอํานาจทั้งสอง โดยมีพระปรีชากลการที่แทบกลายเป็นเป้านิ่งนายน็อกซ์ คิดหาทางออกขั้นสุดท้ายซึ่งเขาเองคงคาดว่าจะได้ผล นั่นคือการขู่จะนําเรือปืนอังกฤษเข้ามาปิดปากอ่าวไทยตามอํานาจกงสุล การขู่เช่นนี้แทนที่จะได้ผลดีกลับกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงต้องรีบแก้ไขเหตุการณ์โดยด่วน ด้วยการส่งคณะทูตพิเศษมีพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นหัวหน้า นําเรื่องราวความเป็นจริงไปชี้แจงให้รัฐบาลอังกฤษเข้าใจ ในระหว่างที่เหตุการณ์เริ่มบานปลาย สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ กราบทูลแนะนำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้เอาเรื่องการเมืองและการล่วงละเมิดอำนาจแผ่นดินเป็นประเด็นหลัก ส่วนเรื่องทุจริตให้เป็นประเด็นรอง และยังกราบบังคมทูลให้ทรงใช้มาตรการเด็ดขาดโดยเร็ว เมื่อถึงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2422 พระปรีชากลการถูกสำเร็จโทษโดยการตัดศีรษะในที่สาธารณะและครอบครัวถูกริบราชบาตร ส่วนแฟนนี่ก็หายออกนอกประเทศไปหลังจากนั้นไม่กี่วันร่องรอยของแฟนนี่ น็อกซ์ และการเดินเรื่องแก้ต่างกับเจ้านายสำหรับเส้นทางของแฟนนี่ มีดังนี้ แฟนนี่เดินทางออกจากประเทศสยาม พร้อมด้วยบุตรชายที่เกิดจากพระปรีชากลการชื่อ Henry Spencer (มีชื่อไทยว่าจำรัส-ผู้เขียน) ซึ่งยังเป็นทารกแบเบาะ นอกจากนั้นยังมีบุตรธิดาอีก 2 คนที่เกิดจากภรรยาคนแรกของพระปรีชากลการ ชื่อลม้าย เป็นเด็กหญิงชื่อตระกูล (ต่อมากลับเมืองไทย และสมรสกับพระยาภูบาลบันเทิง (ประยูร อมาตยกุล-ผู้เขียน) ส่วนเด็กชายชื่ออรุณ (ต่อมากลับเมืองไทย รับราชการจนได้บรรดาศักดิ์เป็นพระยาพิศาลสารเกษตร-ผู้เขียน) ถูกพาออกนอกประเทศไปด้วย1แฟนนี่และเด็กๆ เดินทางถึงยุโรปก่อนสิ้นปี พ.ศ. 2422 โดยขึ้นบกที่ฝรั่งเศส ที่นั้นเธอพาเด็กๆ ไปพักชั่วคราวที่เมือง Biaritz ซึ่งเป็นเมืองสงบริมทะเล อากาศไม่หนาวเหน็บดังเช่นในอังกฤษซึ่งกำลังเป็นฤดูหนาว มร. น็อกซ์เดินทางจากอังกฤษ ข้ามมาเยี่ยมเธอที่นั่น ระหว่างที่พักอยู่ในฝรั่งเศส เธอได้ขอเข้าพบอัครราชทูตสยาม ณ กรุงปารีส คือ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ เพื่อขอความช่วยเหลือ และให้ข้อมูลที่เธอไม่อาจเปิดเผยในกรุงเทพฯ ได้ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์บันทึกคำให้การของแฟนนี่ ซึ่งจะมีผลต่อรูปคดีดังนี้แฟนนี่ปรารถนาที่จะสารภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสามี อย่างน้อยที่สุดก็เพื่อเคลียร์ตัวเองและชี้เบาะแสที่มาของเงินทุจริตที่หุ้นส่วนของพระปรีชากลการยักยอกไป เพื่อรายงานต่อรัฐบาลสยาม สิ่งที่ต้องการตอบแทนเป็นเพียงขอคืนทรัพย์สินส่วนตัวที่ถูกยึดไป เพื่อจะได้นำเงินนั้นมาเป็นทุนการศึกษาของลูกๆ ในอุปการะของเธอ ซึ่งถือสัญชาติไทยโดยกำเนิด คำให้การของแฟนนี่โยงใยไปถึงตัวบุคคลที่พัวพันอยู่เบื้องหลังข้อกล่าวหากรณีทุจริต ซึ่งเป็นความผิดกระทงแรกที่สามีถูกตั้งข้อหา และทางการยังไม่รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด2แฟนนี่เปิดเผยโฉมหน้าขบวนการที่ปิดบังตัวเองอยู่ภายหลังการประหารชีวิตพระปรีชากลการ โดยยืนยันว่าก่อนที่เรื่องจะแดงขึ้น พระปรีชากลการได้ลงทุนไว้เป็นเงิน $38,000 (ดอลลาร์สหรัฐ) กับบริษัท MSSRS. MALHERBE, JULLIEN & Co., ในกรุงเทพฯ เพื่อนำเงินมาเป็นทุนเปิดกิจการโรงสีข้าว แฟนนี่อ้างว่าระยะแรกพระปรีชากลการจะได้รับเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอเป็นเงินครั้งละ 500 ปอนด์ (อังกฤษ) แต่ต่อมาบริษัทก็ได้หยุดส่ง แฟนนี่ร้องต่อไปว่ากลางเดือนมีนาคม 2422 ดิฉันได้สมรสกับพระปรีชากลการ พอถึงวันที่ 26 มีนาคม ศกนั้น พระปรีชากลการก็ถูกเรียกตัวเข้าวัง ทันทีที่ไปถึงก็ถูกจับกุมโดยมิได้เข้าเฝ้า ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันพระปรีชากลการได้มอบกุญแจหีบสมบัติทุกดอกให้ดิฉันเป็นผู้ดูแล โดยมี มร. กูลด์ (Mr. Gould) ตำแหน่งรองกงสุลอังกฤษ [และเป็นทนายส่วนตัวของแฟนนี่-ผู้เขียน] เป็นสักขีพยาน หม่อมยี่สุ่นเป็นผู้นำกุญแจหีบทุกดอกมาจากน้องสาวคนเดียวของพระปรีชากลการ [ตามประวัติบรรพบุรุษ น้องสาวคือคุณหญิงทรามสงวน เป็นภรรยาของพระยาอภัยรณฤทธิ์] ทรัพย์สินของครอบครัวซึ่งดิฉันครอบครองอยู่ [ก่อนถูกริบราชบาตร] ขณะที่สามีถูกควบคุมตัวมีดังนี้ : –(1) ใบสำคัญผู้ถือหุ้น จำนวน 1 หุ้น ในชื่อพระปรีชากลการ จากโรงสีข้าว MALHERBE, JULLIEN & CO., มีค่าเท่ากับ 100 ชั่ง
(2) สัญญาเงินกู้ของพระปรีชากลการ เป็นจำนวนเงิน $24,000 (ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งโรงสีข้าว MALHERBE, JULLIEN & CO., ขอกู้ไป
(3) สัญญาเงินกู้ของพระปรีชากลการ เป็นจำนวนเงิน $14,400 (ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งโรงสีข้าว PATRIEW COMPANY MILL ขอกู้ไป
(4) ใบสำคัญผู้ถือหุ้น จำนวน 1 หุ้น อีกใบหนึ่ง มีค่าเท่ากับ 150 ชั่ง ในนามพระปรีชากลการ
(5) ใบเสร็จรับเงิน ลงนามโดยนายสิน ผู้จัดการโรงสี PATRIEW COMPANY MILL จำนวนเงิน 6,286 บาท ในอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน ซึ่งพระปรีชากลการให้กู้ยืมไป
(6) ใบเสร็จรับเงิน จากนายสิน ผู้จัดการโรงสี PATRIEW COMPANY MILL จำนวนเงิน 8,000 บาท ซึ่งพระปรีชากลการสั่งซื้อข้าว
(7) ใบเสร็จรับเงินจากจีนโต จำนวนเงิน 50 ชั่ง ซึ่งพระปรีชากลการให้จีนโตหยิบยืมไป
(8) กล่องเอกสารจำนวนมาก รวมทั้งโฉนดที่ดินของพระปรีชากลการ2ระหว่างที่สามีถูกจองจำนั้น ดิฉันได้แสดงความยินยอมที่จะมอบกุญแจหีบสมบัติต่างๆ ให้แก่ท่านพระยากระสาปน์กิจโกศล, พระนายศรี และหลวงพินิจ [ทนายประจำครอบครัว] แต่ท่านบิดาปฏิเสธที่จะรับมันไว้ มร. กูลด์เป็นพยานได้ ในเรื่องนี้ ตกคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน 2422 มีทหารกลุ่มหนึ่งมาที่บ้านของดิฉัน และอายัดทรัพย์สินต่างๆ ไว้ เมื่อดิฉันตัดสินใจที่จะออกจากสยามนั้น Mr. Sigg จากโรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., เขียนจดหมายอนุญาตให้ Mr. Read มอบเงินค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง ซึ่งเขายินดีจะทดแทนให้ อันเป็นดอกเบี้ยจากเงินที่เคยกู้ยืมไปจำนวน $24,000 (ดอลลาร์) ซึ่งค้างจ่ายดอกเบี้ยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2420 แต่แทนที่จะส่งคืนเงินที่กู้ไปทั้งหมด โรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., กลับขายทอดตลาดหุ้นของพระปรีชากลการ โดย Mr. Sigg เป็นผู้ซื้อไว้เอง ทั้งยังไม่แยแสกับดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตลอด 2 ปีก่อนหน้านั้น ดอกเบี้ยที่ Mr. Sigg สั่งให้ Mr. Read มอบให้ดิฉันเป็นเงินเพียง 500 ปอนด์ (อังกฤษ) เท่านั้น ดิฉันไม่มีทางรู้เลยว่าเขาได้ซื้อหุ้นของพระปรีชากลการไปด้วยเงินเท่าใดต่อมาในเดือนพฤษภาคม 2423 Mr. Sigg ยังได้ขอให้ดิฉันคืนเอกสารการกู้ยืมทั้งหมดที่ทำไว้กับพระปรีชากลการ เมื่อดิฉันส่งใบเสร็จของเงิน $14,000 (ดอลลาร์) ให้ Mr. Sigg กลับนำเอกสารนั้นแสดงความเป็นเจ้าหนี้กับโรงสี PATRIEW COMPANY MILL ต่อไปโดยได้ทิ้งใบรับไว้ให้ดิฉันแทน พอถึงเดือนมิถุนายน 2424 Mr. Sigg ยื่นข้อเรียกร้องใหม่ผ่านทาง มร. กูลด์ ทนายของดิฉัน ให้ดิฉันคืนเงิน $14,400 (ดอลลาร์) ให้กับเขา เพื่อแลกเปลี่ยนกับสัญญาเงินกู้ครั้งแรก $24,000 ที่ Mr. Sigg กู้จากพระปรีชากลการไป มร. กูลด์ตกลงทำตามเพราะเห็นว่าจำนวนที่จะแลกคืนมีจำนวนมากกว่า ซึ่งสัญญาฉบับดังกล่าว ขณะนี้อยู่กับดิฉัน และดิฉันยินดีที่จะมอบคืนให้กับรัฐบาลสยามอันเป็นหลักฐานทรัพย์สินของพระปรีชากลการตามกฎหมาย ดิฉันไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าสัญญาต่างๆ ถูกเปลี่ยนมือไปด้วยชั้นเชิงทางธุรกิจที่ดิฉันไม่ค่อยเข้าใจนัก นอกเหนือไปกว่านี้ก็มีแต่กล่องเอกสารและโฉนดที่ดิน ซึ่งดิฉันฝากไว้ที่กรุงเทพฯ กับแคโรไลน์น้องสาวของดิฉันในปี พ.ศ. 2423 รัฐบาลสยามมีหมายเรียกให้โรงสี MALHERBE, JULLIEN & CO., แสดงตนเกี่ยวกับทรัพย์สินที่กู้ยืมไปจากพระปรีชากลการ แต่โรงสีดังกล่าวกับปฏิเสธที่จะยอมรับว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย แล้วยังแสดงตนว่าเป็นเจ้าหนี้ และเจ้าของข้าวสารจำนวนมากที่พระปรีชากลการสั่งซื้อไป ซึ่งดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลสยามพาซื่อชดใช้ให้โรงสีนี้ไปหมดแล้วอีกต่างหาก ดิฉันยังล่วงรู้อีกว่ามีไม้พะยูงจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นของสามีดิฉัน แต่ตกอยู่ในครอบครองของโรงสี MALHERBE, JULLIEN & Co., เก็บอยู่ในโกดังของพวกเขา ดิฉันไม่มีโอกาสรู้ว่าพวกเขาจัดการกับไม้เหล่านี้อย่างไร(ลงชื่อ) แฟนนี่ ปรีชากลการปารีส 12 มิถุนายน 1884 (2427)เมื่อพระปรีชากลการถูกสำเร็จโทษแล้ว แฟนนี่ก็ลี้ภัยออกนอกประเทศ Mr. Sigg ส่งข้อความตามออกมาว่ารัฐบาลสยามไม่พอใจกับการหนีหน้าแบบกะทันหันของเธอ ทางการต้องการสอบสวนตัวเธอเช่นกัน Mr. Sigg เขียนจดหมายคุกคามแฟนนี่หลายครั้ง เป็นทำนองขู่เข็ญให้เธอ ปิดปาก เกี่ยวกับเบาะแสของทรัพย์สินต่างๆ ระหว่างพระปรีชากลการกับกิจการของ Mr. Sigg โดยเฉพาะเรื่องใบเสร็จ ขณะที่แฟนนี่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสนั้น Mr. Sigg ยังได้ตามออกมารังควาญถึงยุโรป ในปี พ.ศ. 2426 อีกด้วยเมื่อพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงได้รับคำร้องเรียนจากแฟนนี่ จึงได้เชิญตัวแทนของบริษัท MSSRS. MALHERBE, JULLIEN & Co., ซึ่งบังเอิญอยู่ในปารีสมาพบเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง ทว่าบริษัทดังกล่าวกลับปฏิเสธความรับผิดชอบทุกอย่าง แล้วยัง ปรักปรำ Mr. Sigg ในพฤติกรรมที่พัวพันกับคดีนี้ ตัวแทนของบริษัทอ้างว่าเงินกู้จากพระปรีชากลการมีอายุสัญญา 10 ปี จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกข้อผูกมัดก่อนเวลา พระองค์เจ้าปฤษฎางค์จึงแนะนำว่าเนื่องจากทรัพย์สินเป็นของพระปรีชากลการ จึงเป็น ของกลาง ในคดีอาญา มันจึงควรถูกริบเข้าหลวงทั้งหมด ถ้ายังปิดบังซ่อนเร้นต่อไปก็จะทำผิดกฎหมายและถูกดำเนินคดีไปด้วย พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือแฟนนี่แก้ข้อกล่าวหา โดยสนับสนุนให้เธอแจ้งเบาะแสทุกอย่างกับทางรัฐบาล ส่งคืนทรัพย์สินให้หลวงแล้วขอพระราชทานอภัยโทษ พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ทรงให้ความเห็นว่าท่านเชื่อมั่นว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่มีพระประสงค์ร้ายต่อแฟนนี่ และเหตุการณ์ทั้งหมดก็เกิดขึ้นในช่วงที่ราชการแผ่นดินตกอยู่ในอำนาจของ ผู้สำเร็จราชการ แต่การดำเนินการใดๆ เท่ากับต้องรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่!ความคืบหน้าของคดีเป็นอย่างไรไม่มีใครบอกได้ เพราะจากหลักฐานที่พบปะปนอยู่กับเอกสารจำนวนมากที่ใต้ถุนสถานทูตไทย ณ กรุงปารีสในรัชกาลต่อมา ไม่มีคำอธิบายหรือความก้าวหน้าของคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงมีความเป็นไปได้ว่าก่อนที่คำอุทธรณ์จะถูกรับหรือการตัดสินใจของภาครัฐจะส่งกลับมายังปารีส พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ได้พ้นจากตำแหน่งอัครราชทูตสยาม และเดินทางกลับประเทศไปแล้ว2“ หลักฐานที่เอ่ยถึงข้างต้นนั้น สะท้อนได้ว่าถึงจำเลยจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาในการปฏิบัติหน้าที่จนดิ้นไม่หลุด ตามหลักฐานการสอบสวนว่าพระปรีชากลการได้เบิกเงินหลวงไปใช้ล่วงหน้าเพื่อดำเนินการผลิตทองคำ ณ บ่อทองของรัฐที่กบินทร์บุรี เพียงเพื่อผลผลิต 111 ชั่งเศษๆ เท่านั้นซึ่งไม่คุ้มทุนก็ตาม แต่จำเลยก็มิได้เป็นผู้ต้องหาคนเดียวในคดีนี้คำสารภาพของญาติผู้ใกล้ชิดจำเลยคือแฟนนี่ แก้ต่างว่าสามีของเธอตกเป็นเหยื่อของนักธุรกิจเจ้าเล่ห์ อันเป็นการหักหลังกันเองภายใน ซึ่งอาจเป็น อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ คดีฟอกเงิน ครั้งแรกๆ สำหรับรัตนโกสินทร์ และกลายเป็นเครื่องมือของ มือที่สาม ที่ใช้สาเหตุจากความล้มเหลวทางธุรกิจ ปรักปรำเอาผิดจำเลยเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แบบยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ข้อมูลที่ยังไม่ทราบมาก่อน จากคำให้การของแฟนนี่คือ นอกจากตัวบุคคลซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐ และมีตัวตนอยู่ตามประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีเบาะแสอ้างอิงถึงชื่อ “ผู้ร่วมขบวนการ” คนอื่นๆ ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์และไม่ยอมเปิดเผยตัวเอง เช่น Mr. Sigg จอมบงการ ทั้ง Mr. Sigg ยังมีพฤติกรรมข่มขู่พยาน และซัดทอดผู้ต้องสงสัยคนอื่นๆ เช่น Mr. Read, นายสิน, จีนโต, บริษัท MALHERBE, JULLIEN & CO., และโรงสี PATRIEW COMPANY MILL นอกจากนั้นยังมีพยานบุคคลที่ไม่ยอมปริปากมาก่อน เช่น นางแคโรไลน์ น้องสาวของแฟนนี่, หม่อมยี่สุ่น, คุณหญิงทรามสงวน น้องสาวพระปรีชากลการ, มร. กูลด์ รองกงสุลอังกฤษ เป็นต้นข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม
พระปรีชากลการ ตอนที่ 4
โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
คดีความกรณีพระปรีชากลการ ถูกประหารชีวิตถูกตีแผ่กันมาหลายครั้ง ผ่านการศึกษาสืบค้นข้อมูลเงื่อนงำก็มากหลาย ไม่เพียงแค่ปมเบื้องหลังปริศนาของคดีนี้ เรื่องราวภายหลังการประหารชีวิตพระปรีชากลการโดยแฟนนี่ น็อกซ์ ภรรยาชาวต่างชาติซึ่งเป็นอีกหนึ่งปมที่ผสมปนเป ในเรื่องนี้ก็ยังมีหลักฐานปรากฏให้สืบค้นด้วยเช่นกัน เธอไม่ได้เดินทางออกจากประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเดินเรื่องแก้ต่างให้สามีอยู่
เป็นที่รู้กันดีว่า พระปรีชากลการ เป็นบุตรของพระยากสาปนกิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เสนาบดีคนสําคัญในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปรีชากลการได้รับการศึกษาวิชา วิศวกรรมศาสตร์จากสกอตแลนด์ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรง โปรดปรานมากคนหนึ่ง สำหรับตระกูลอมาตยกุล ก็เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา บรรพบุรุษของคนในตระกูลนี้รับราชการสนองพระคุณพระเจ้าแผ่นดินมาไม่ต่ำกว่า 300 ปี ต้นวงศ์ของตระกูลคือพระยาสมบัติยาธิบาล (บุญเกิด) รับราชการในแผ่นดินพระที่นั่งสุริยามรินทร์
ส่วนพระปรีชากลการ ย่อมเป็นผู้มีหัวคิดทันสมัย เป็นนักประดิษฐ์ คบค้าสมาคมกับชาวต่างชาติ เป็นข้าราชสํานักหนุ่มรุ่นใหม่ที่ทรงโปรดปรานมากคนหนึ่ง เมื่อถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2412 ก็ได้เป็นเจ้ากรมกระษาปน์สิทธิการแทนบิดา ในสมัยนี้เอง พระปรีชากลการมีผลงาน เช่น ประดิษฐ์ซุ้มจุดด้วยไฟแก๊สถวายในงานเฉลิมพระชนมพรรษา และเป็นนายงานสร้างตึกแถวบนถนนบำรุงเมือง และยังเป็นที่ทรงโปรดปรานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การที่พระปรีชากลการสานสัมพันธ์กับแฟนนี่ น็อกซ์ ธิดาของนายน็อกซ์ (Thomas Georges Knox) กงสุลใหญ่อังกฤษ จนกลายเป็นความรักขึ้นมานั้น เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ขั้วอำนาจทางการเมืองในเวลานั้นปั่นป่วน
ความรักท่ามกลางขั้วอำนาจทางการเมือง…. มร. น็อกซ์ ประพฤติตัวอย่างเปิดเผยว่าฝักใฝ่และสนับสนุนวังหน้า ขณะที่ฝั่งวังหลวง อีกขั้วอำนาจหนึ่งในเวลานั้นมีเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ รุ่นหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถตลอดจนแนวคิดที่ทันสมัย ซึ่งทรงโปรดใช้สอยและมอบความไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติงานต่างๆ หนึ่งในจํานวนนั้นมีพระปรีชากลการรวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง การกระทำของพระปรีชากลการทำให้ถูกมองว่า ไม่สำนึกบุญคุณของวังหลวงที่ได้ชุบเลี้ยงตนและบรรพบุรุษตลอดมา และยังเป็นเรื่องเสี่ยงที่อาจจะล่วงล้ำเข้าไประแคะระคายความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง มร. น็อกซ์ ซึ่งสนิทกับทั้งฝ่ายวังหน้า และกับสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้กุมอำนาจในมือและมีอิทธิพลแม้จะพ้นจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการไปแล้วก็ตาม
กลับมาที่เรื่องใจความหลักกันต่อ หนุ่มสาวทั้งคู่หาได้สนใจคำเตือนจากผู้หวังดี เมื่อแต่งงานกันแล้ว ทั้งสองพากันไปอยู่ที่ปราจีนบุรี ซึ่งฝ่ายชายมีหน้าที่ควบคุมการขุดทองส่งเมืองหลวง กระทั่งวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2421 พระปรีชากลการที่ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นฝ่ายวังหลวง ถูกจับกุมตัวด้วยข้อหาพัวพันกับการทุจริตในผลประโยชน์จากบ่อทองของรัฐบาลที่กบินทร์บุรีที่เขาดูแลกิจการอยู่ โดยถูกตั้งข้อหาว่าเบิกเงินล่วงหน้าถึง 15,500 ชั่ง เพื่อผลผลิตทองเพียง 111 ชั่งเศษเท่านั้น ทั้งยังมีพยานหลักฐานจากอำแดงบัวและอำแดงแข ถวายฎีกาว่า พระปรีชากลการฉ้อฉลทองมาให้พระยากษาปน์กิจโกศลผู้บิดา ภายหลังยังขยายผลอันเนื่องมาจากมีราษฎรร้องเรียนกล่าวโทษพระปรีชากลการเพิ่มขึ้นอีกหลายประการ
มีทั้งการแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง และพวกพ้อง การกดขี่ทารุณทําร้ายราษฎรและอื่นๆ อีกถึง 27 เรื่อง ข้อหาที่พระปรีชาฯ ได้รับคือ ทารุณเลขหัวเมืองที่เกณฑ์ให้ตัดฟันตอในน้ำซึ่งกีดขวางทางเดินเรือบรรทุกทอง โดยใช้ง่ามถ่อค้ำคอคนที่ดําลงไปตัด ตอจนขาดใจตาย และทําการทารุณกรรมแก่ราษฎรอย่างร้ายแรงหลายประการ
แล่นเรือตัดหน้าฉานขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จประทับ ณ พระราชวังบางปะอิ
แต่งงานกับคนต่างประเทศโดยไม่ขอพระบรมราชานุญาต
สำหรับเรื่องข้อกล่าวหาทุจริตติดสินบนนั้น “เป็นคำกล่าวหาเพื่อปรักปรำและกลั่นแกล้งทั้งสิ้น ทั้งนี้เพราะในประเด็นที่เกี่ยวกับการทุจริตนั้น ถึงจะพบว่าพระปรีชากลการบกพร่องจริง โทษก็ไม่หนักถึงขั้นประหาร ความบกพร่องดังกล่าวมักจะมีให้เห็นเนืองๆ ในการปฏิบัติราชการของข้าราชการทุกระดับชั้นในสมัยนั้น เพราะความหละหลวมของระบบ และช่องโหว่ในระเบียบปฏิบัติของทางการ เช่น รัฐบาลไม่ค่อยจะเข้มงวด หรือควบคุมการตรวจสอบการเบิกจ่าย และใช้จ่ายเงินของหน่วยงาน ไม่กวดขันผลประโยชน์ที่ข้าราชการจะต้องนำส่งให้รัฐ
ฉะนั้นถ้าได้มีการสอบสวนแล้วก็จะพบว่าโดยมากขาดประสิทธิภาพ และมีข้อบกพร่องอยู่เสมอ เมื่อผลประโยชน์ของแผ่นดินที่ผ่านมือมาที่ขุนนาง ขุนนางจะส่งให้หลวงเท่าใดก็ไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัว ดังเช่นผลประโยชน์สุราก็เป็นของเจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (บุตรชายของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์) ทั้งหมด แต่ท่านก็มิได้นำส่งพระคลังข้างที่เต็ม 2,000 ชั่ง ดังที่เคยตกเป็นของพระคลังข้างที่ แต่ผู้รับผิดชอบคือพระยาอาหารบริรักษ์ (นุช บุญหลง) กลับนำไปยกให้เป็นของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์
ดังนั้นจะเห็นว่ากรณีอย่างใดจะเรียกว่าเป็นการทุจริตหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับว่าขุนนางคนใดถ้าถูกสอบสวน ก็มักจะพบความบกพร่องโดยไม่ยากนัก เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของระบบราชการที่ขาดกฎเกณฑ์ที่รัดกุม เมื่อการสอบสวนพบว่าพระปรีชากลการทุจริต ก็น่าที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่จะต้องมีส่วนรับผิดชอบด้วย แต่พระปรีชากลการกลับต้องเผชิญชะตากรรมแต่ผู้เดียว นายนิวแมน เจ้าหน้าที่กงสุลอังกฤษเขียนรายงานฟ้องไปยังรัฐบาลอังกฤษเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2422 หลังจากพระปรีชากลการถูกประหารไปแล้วว่า พระปรีชาฯ มิได้รับการไต่สวนที่ยุติธรรม และโทษที่ได้รับก็รุนแรงเกินกว่าเหตุ”
พรุ่งนี้มาต่อค่ะ
ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

พระปรีชากลการ ตอนที่ 3
โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
มีคนอ้างว่า ในที่สุด พระปรีชาได้บอกว่า “ที่ต้องตายก็เพราะอยากมีเมียแหม่ม” นั้นคือสาเหตุของการประหารชีวิต เป็นคำกล่าวไว้ก่อนถูกเพชฌฆาตลงดาบประหาร (24 พฤศจิกายน 2422)
….คดีความของพระปรีชากลการนั้น ถือว่ามีความสลับซับซ้อนเพราะแรงผลักดันในการดำเนินคดีส่วนหนึ่งสืบเนื่องมาจากปัญหาทางการเมือง แรกทีเดียว พระปรีชากลการ ถือเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่รัชกาลที่ 5 โปรด แต่ภายหลัง พระปรีชาไปหลงรัก แฟนนี่ น็อกซ์ บุตรสาวของ มร.โทมัส น็อกซ์ กงสุลอังกฤษ ซึ่งมีความใกล้ชิดกับวังหน้า (กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ) และเคยเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ติเตียนวังหลวง ยกย่องวังหน้าอยู่เนืองๆ
….ส่วนเงื่อนไขอันนำไปสู่การดำเนินคดีกับพระปรีชากลการนั้นประกอบด้วยเรื่องหลักๆ คือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ (สมัยนั้นยังไม่มี 112 นะคะ) และกฎหมายบ้านเมือง จากกรณีการพาแฟนนี่นั่งเรือยอชต์ส่วนตัวไปดูงานฉลองพระราชวังบางปะอินและค้างแรมบนเรือลำเดียวกัน แม้จะมิได้ค้างห้องเดียวกัน และการสมรสกับแฟนนี่ โดยมิได้ขอพระบรมราชานุญาต ซึ่งสมัยนั้นผิดกฏอย่างมาก สองคือ บกพร่องในหน้าที่ราชการเรื่องการควบคุมบ่อทอง ที่พระปรีชาบิกเงินล่วงหน้า 15,500 ชั่ง แต่กลับผลิตทองได้เพียง 111 ชั่งเศษๆ และข้อกล่าวหาการทุจริตยักยอกทองมาให้พระยากษาปณกิจโกศล ผู้เป็นบิดา
….นอกจากนี้ ก็จะเป็นเรื่องการใช้อำนาจข่มเหงประชาชน เช่นการทรมานนายเกิด ซึ่งเป็นเสมียนของตนเองจนถึงแก่ความตาย เนื่องจากนายเกิดต้องการร้องเรียนทางการว่าพระปรีชาฯ ทุจริต การยึดที่ดินจากชาวบ้านไปมอบให้คนใกล้ตัว และการปล่อยโจรผู้ร้ายไปปล้นเมืองอื่น นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า พระปรีชาฯ ใช้แรงงานคนอย่างทารุณ เช่นการขุดตอในแม่น้ำซึ่งขวางการเดินเรือได้ใช้วิธีเอาง่ามถ่อค้ำคอคนที่ดำน้ำลงไปจนบางคนถึงแก่ความตาย หรือการทรมานนักโทษด้วยการกักตัวไว้ในคอกเหมือนเล้าหมูใต้ถุนครัวไฟ ให้ต้องทนทุกข์อยู่ในน้ำครำตลอดเวลา
….แต่หลักฐานที่พอจะเอาผิดกับพระปรีชาฯ ได้คือคดีเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยหลักฐานทางบัญชี ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่ควรต้องโทษถึงขั้นประหาร หากเทียบเคียงกับกรณีข้าราชการอีกหลายคนที่เคยพัวพันกันการทุจริตมาก่อน ขณะที่ข้อหาพัวพันกับการฆ่าคนนั้นพยานหลักฐานส่วนใหญ่ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ส่วนปัจจัยที่น่าจะมีส่วนสำคัญทำให้ พระปรีชาฯ ต้องโทษหนักถึงขั้นประหารนั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมของไทยในขณะนั้นไม่เป็นธรรม เพราะยังเป็นระบบไต่สวนที่จำเลยไม่มีสิทธิประกันตัวเพื่อเตรียมพยานหลักฐานในการสู้คดี อำนาจการตัดสินคดีก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารมิได้ทำงานอย่างเป็นอิสระ การที่ขุนนางคนสำคัญอย่างสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์เข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินคดีแต่ต้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง โดยสมเด็จเจ้าพระยาฯ คือผู้ที่กราบทูลกับรัชกาลที่ 5 ให้เอาผิดกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับพระปรีชาฯ เป็นสำคัญ ยิ่งกว่าเรื่องของการทุจริต
….เรื่องนี้เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นด้วย โดยเมื่อครั้งที่มีการจับตัวพระปรีชาฯ ก็ได้สั่งพระพิเรนทรเทพย์เจ้ากรมตำรวจด้วยพระองค์เอง ให้จำตรวนและลงอาญาโบยเสีย 30 ที เพราะเห็นว่าพระปรีชาฯ ทำการดูหมิ่นอาญาแผ่นดินมาก “การกำเริบหมิ่นประมาทและไม่มีความยำเกรงผู้ใหญ่” และก็เคยมีพระราชดำรัสกับ มร.น็อกซ์ เมื่อโปรดให้เข้าเฝ้าว่า “…ถ้าพระปรีชาฯ กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบตั้งแต่ต้นอาจจะไม่ได้รับผลร้ายเช่นนี้ก็ได้ แต่นี่กลับไม่ได้กราบทูลให้พระองค์ทรงทราบเลย” นอกจากนี้ บุคลิกส่วนตัวของพระปรีชาฯ ที่ค่อนข้างดื้อดึง ไม่ให้ความร่วมมือกับการดำเนินคดี ก็ทำให้ไม่มีเหตุอันควรแก่การปรานี
….อีกปัจจัยคือการที่พระปรีชาฯ แต่งงานกับแฟนนี ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดธรรมเนียม และผิดคำสาบานในฐานะขุนนางซึ่งต้องถือน้ำพิพัตน์สัตยาอันมีความตอนหนึ่งว่า “อย่าเอาในไปเผื่อแผ่แก่ไทยต่างด้าวท้าวต่างแดน” ความไม่พอใจในกรณีของพระปรีชาฯ ทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงวางเงื่อนไขสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางที่จะสมรสกับหญิงต่างชาติในการต่อไป ว่าจะต้องกราบทูลให้ทรงทราบ และได้รับพระราชทานบรมราชานุญาตแล้วจึงจะทำการสมรสได้ อีกทั้งต้องลาออกจากราชการ สละผลประโยชน์ทั้งหมด โดยผู้นั้นต้องดำรงความเป็นไทย ภรรยาและบุตรก็ต้องอยู่ใต้บังคับของกฎหมายไทย (แต่เรื่องนี้ พอมาเกิดกับลูกตัวเอง จักรพงษ์ภูวนาถ ที่แต่งงานกับหญิงยูเครนโดยไม่ได้รับอนุญาต กลับไม่ถูกลงโทษ แต่ก็ถูกตัดขาดจากสิทธิในการสืบสันตติวงศ์)
….และปัจจัยที่ถือว่าสำคัญที่สุดที่ทำให้โทษของพระปรีชาฯ หนักหนาเกินควร คือบทบาทของ มร.น็อกซ์ ที่พยายามแอบอ้างอำนาจของรัฐบาลอังกฤษมาข่มขู่ให้ปล่อยตัวพระปรีชาฯ ทำให้รัฐบาลไทยต้องแต่งราชทูตไปชี้แจงรัฐบาลอังกฤษเพื่อมิให้เกิดความเข้าใจผิด เมื่อทางอังกฤษไม่ให้การสนับสนุนด้วยเห็นเป็นเรื่องส่วนตัว มร.น็อกซ์ ที่ข่มขู่ไทยไว้มากจึงเสียหน้า และยังถูกเรียกตัวกลับ ฝ่ายไทยเองเมื่อถูกข่มขู่ไว้หนัก ก็ย่อมไม่อาจพิจารณาโทษสถานเบาแก่พระปรีชาฯ ได้ เพราะอาจต้องเสียหน้าด้วยเหมือนกัน
…..ความตายของพระปรีชากลการจึงประกอบด้วยหลายปัจจัย การมีเมียแหม่มของพระปรีชากลการอาจไม่เป็นปัญหาเลยก็ได้หากได้รับพระบรมราชานุญาตจากรัชกาลที่ 5 เสียก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากแหม่มรายนั้นมิได้เป็นบุตรสาวของกงสุลน็อกซ์ ทูตเจ้าอารมณ์ที่เรียกเรือปืนมาข่มขู่ว่าจะถล่มกรุงเทพฯ
****พรุ่งนี้มาต่อใหม่ค่ะ
ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

พระปรีชากลการ ตอนที่ 2
โดย อาจารย์ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
แฟนนี น็อกซ์ บุตรสาวของ โทมัส น็อกซ์” กงสุลอังกฤษ ในฐานะเมียของพระปรีชากลการ (ชื่อเดิม สำอาง อมาตยกุล) ใช้ให้นางจีน (เมียอีกคนของพระปรีชา) ไปว่าจ้างหมอไสยศาสตร์ให้ “ทำของ” ใส่บุคคลทั้งสี่ (ซึ่งเป็นอริกับพระปรีชา) ได้แก่ สมเด็จฯ กรมพระยาปราบปรปักษ์, สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค), เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) และเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ให้ถึงแก่อันตรายๆ ถือเป็นการช่วงชิงอำนาจระหว่างขุนนางตระกูลใหญ่ นอกจากนี้ ยัง “ทำของ” ใส่รัชกาลที่ 5 ให้รักพระปรีชากลการด้วย
….วันที่ 29 เมษายน 1879 พระยาศรีสรราชนำความขึ้นกราบบังคมทูล ถวายคำให้การของหมอและผู้รู้เห็น กับของกลางคือ รูปปั้น โลง และของกลางชิ้นสำคัญคือ “หัวเข็มขัด” ที่พระปรีชากลการมอบให้แฟนนี โดยแฟนนีใช้ให้นางจีนไปจ้างหมอให้ทำ “เวทย์มนต์” ใส่บุคคลทั้งสี่ข้างต้นให้ถึงแก่อันตราย หมอผู้นี้เรียกทองคำสามสิบตำลึงเป็นค่าบูชาครู นางจีนจึงเอาหีบทองคำกับเข็มขัดสายนี้ไปให้หมอตั้งบูชา หมออ้างว่าจะคืนทองคำให้หลังเสร็จพิธีกรรม แล้วจะเอาเงินแค่ 6 บาท นางจีนจึงได้ทำหนังสือสัญญา เป็นอันตกลงกัน
…แต่เรื่องราวกลับตาลปัตร เมื่อหมอคิดจะโกงเอาทองคำไปทั้งหมด แต่ดัน “โป๊ะแตก” เสียก่อน รัชกาลที่ 5 เขียนไว้ว่า “จึงได้ปั้นรูปเขียนชื่อท่านทั้งสี่ใส่โลง ปั้นรูปเขียนชื่อเรากับพระปรีชาให้กอดกัน ใส่ในโลงนั้นด้วย แล้วเอาทองลงกองทับข้างบนเป็นทองสามสิบตำลึง แต่โลงอีกใบหนึ่งซึ่งกำหนดว่าจะใส่เรากับพระปรีชานั้น อีหมอเอาดินเอาทรายใส่ไว้แทน แล้วเศกน้ำมนต์มารดอีจีน ในขณะเมื่อรดน้ำมนต์นั้น อีหมอมายกเอาหีบที่ใส่ทองไป เอาหีบดินขึ้นตั้งไว้แทน คนที่ไปด้วยกับอีจีนแลเห็นร้องขึ้น อีจีนก็กลับมาแย่งหีบทองไปได้…”
….ฉากเด็ดก็คือ ในช่วงเวลาที่ยื้อแย่งทองคำกันนั้นเองก็ได้กระชากเข็มขัดทองคำจนขาด หมอจึงได้หัวเข็มขัดติดมา อันเป็นของกลางชิ้นสำคัญ โอ้โห นี่เป็นหนังได้เลยนะคะ เรื่องการ “ทำของ” นี้นับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง มีโทษหนักมหันต์ ตอนแรกจะจับนางจีนมาชำระความตามกฎหมาย ฝ่ายของพระปรีชากลการได้พยายามปกป้องนางจีนถึงที่สุด ขัดขวางที่จะส่งตัวนางจีนไปให้ทางการ แต่สุดท้ายก็จับตัวนางจีนมาได้ และนางจีนให้การรับสารภาพว่า ได้ใช้ให้หมอทำเรื่องทั้งหมดจริง ทว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่า นางจีนและหมอได้รับโทษอย่างไร
…รัชกาลที่ 5 ยังเขียนถึงเรื่องนี้ต่อไว้ว่า “…ให้ท่านสั่งตระลาการเรียกอ้ายอีมีชื่อแลของกลางจากพระยาศรีสรราชมาชำระตามพระราชกำหนดกฎหมาย แลราชประเพณีแต่ก่อน…” ส่วนเฟนนีเป็นคนในบังคับอังกฤษ จึงพ้นผิดจากกฎหมายไทยไปตามระเบียบ “ตามพระราชกำหนดกฎหมายเป็นมหันตโทษ เคยชำระโทษสืบ ๆ มาทุกครั้ง จนในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้มีหมายประกาศว่า การทำเลขยันต์พันธ์อักษรไม่ควรจะเชื่อถือ แต่ถ้าจะไม่เอาโทษ คนที่เชื่อถือก็มีมาก ผ่ายผู้ทำก็จะกำเริบใจ ผู้เชื่อถือก็จะยิ่งเชื่อถือหนักขึ้น เพราะคนทั้งปวงทราบแน่ใจหมดว่า การอย่างนี้เป็นมหันตโทษ ถ้าผู้ใดทำขึ้นไม่ต้องโทษ ผู้นั้นก็เป็นผู้มีวิชาดี ศักดิ์สิทธิ์ให้คนทั้งปวงนับถือมากขึ้น จึงได้ลงโทษมาทุกครั้งคราว เพื่อป้องกันมิให้คนเชื่อถือในทางที่ผิด…”
…โดยหากเทียบเคียงกับคดีในสมัยรัชกาลที่ 4 จากคดีของ “จีนแสง” ซึ่งได้ “ทำของ” ใส่ขุนนางและชาวบ้าน ได้รับโทษถูกสักหน้าผากว่า “มักทำวิชาการเขียนชื่อคนลอยน้ำทำให้คนตกใจ” และยังได้รับโทษต่าง ๆ อีกมาก แม้มิต้องโทษถึงตายก็ตาม แต่กรณีของนางจีนกับหมอผู้นี้ น่าจะได้รับโทษหนักไม่น้อย เพราะได้ “ทำของ” ใส่พระมหากษัตริย์ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แฟนนีต้องการช่วยเหลือพระปรีชากลการผู้เป็นผัวให้รอดพ้นจากคดีทุกวิถีทาง ไม่เว้นแม้แต่วิธีการด้านเวทมนต์ คาถา ไสยศาสตร์ ส่วนพระปรีชานั้น แม้ไม่ได้ถูกสำเร็จโทษเพราะการทำของ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ก็ถูกสำเร็จโทษโดยการตัดศีรษะ ด้วยข้อหายักยอกทอง ส่วนแฟนนีก็หายออกนอกประเทศไปหลังจากนั้นไม่กี่วัน
…พรุ่งนี้มาเล่าต่อ เรื่องการที่พระปรีชาแต่งงานกับฝรั่งแฟนนี่ นี่ก็เป็นอีกประเด็นที่รัชกาลที่ 5 ไม่พอใจ
ข้อมูลจากศิลปวัฒนธรรม

