หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจาก “ทำความสะอาดบ้าน” แล้ว วชิราลงกรณ์ก็เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ อย่าลืมว่า ในช่วงภูมิพลที่ยาวนาน ภูมิพลเป็นบุคคลที่กำกับความสัมพันธ์วัง-กองทัพ แต่เพียงผู้เดียว ถือว่าเป็นการผลักวชิราลงกรณ์ออกไป มิหนำซ้ำ การจัดตั้งราชวัลลภยังทำให้กองทัพไม่พอใจ เพราะไม่มีประเทศใดที่ไม่อยากเห็นเอกภาพของกองทัพ ในส่วนของราชวัลลภเองนั้นก็ไม่เป็นที่นิยม เพราะนอกจากจะมีการฝึกที่โหดเหี้ยมแล้ว มันไม่ได้เป็นสถาบันบ่มเพาะผู้นำทหาร ใครที่คิดว่าจะได้ดีในกองทัพก็จะไม่เข้ามาอยู่ในราชวัลลภ มองอีกแง่หนึ่ง ราชวัลลภก็เหมือนเสือป่าสมัยวชิราวุธที่มีความเป็นเอกเทศออกจากกองทัพ….เมื่อค้นพบว่าตัวเองไม่เคยสร้างความสัมพันธ์กับทหารเลย ก็เป็นโอกาสเหมาะที่จะสร้างความสัมพันธ์ในช่วงก่อนขึ้นครองราชย์ วชิราลงกรณ์มีสองตัวเลือก คือ จะเลือกสร้างสัมพันธ์กับรัฐบาลประชาธิปไตยหรือกองทัพ แน่นอน เค้าเลือกกองทัพ นั่นเป็นเพราะพื้นฐานการทหารของเค้าและส่วนหนึ่งเค้าชอบเรื่องการจัดวินัยทางทหาร ดังปรากฏให้เห็นกฏต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า หน้าผม ยกอกอิ๊บ อะไรแบบนั้น ดังนั้น การวางแผนการทำรัฐประหารเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ราบรื่นจึงได้รับความเห็นชอบจากวชิราลงกรณ์ เป็นที่น่าเสียดายที่การเริ่มต้นรัชกาลใหม่ต้องทำภายใต้รัฐบาลทหาร ซึ่งเอาจริงๆ เป็นเรื่องที่วชิราลงกรณ์ไม่แคร์เลย…ในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่าน วชิราลงกรณ์เริ่มเข้ามามีบทบาททางการจัดการภารกิจทางทหารมากขึ้น โดยการแต่งตั้งให้อภิรัชต์เป็น ผบ ทบ ที่มาจาก king’s guard หรือวงศ์เทวัญ เป็นสัญลักษณ์ของการกลับมาของวงศ์เทวัญที่มาแทนที่บูรพาพยัคฆ์ ขณะเดียวกัน แม้การแข่งขันระหว่างวงศ์เทวัญกับบูรพาพยัคฆ์ยังมีอยู่ แต่ทั้งสองฝ่ายพร้อมใจให้การสนับสนุนต่อวชิราลงกรณ์ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการคงไว้ซึ่งปณิธานของสิริกิติ์ที่ต้องการให้กองทัพสนับสนุนลูก ส่วนหนึ่งเพราะบรรยากาศของความหวาดกลัวที่เริ่มมีมากขึ้นภายใต้วชิราลงกรณ์ และส่วนหนึ่งคือผลประโยชน์ของกองทัพเองที่ขึ้นอยู่กับสถาบันกษัตริย์…เสร็จจากความร่วมมือกับกองทัพ วชิราลงกรณ์ปรับสภาองคมนตรี แม้ไม่มีการเปลี่ยนตัวเปรม แต่ก็ได้มีการเปลี่ยนตัวองคมนตรีอื่นๆ ที่เอาทหารที่ได้รับความไว่วางใจเข้าไปแทนที่ ชี้อีกครั้งถึงสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์กับกองทัพ นอกจากนี้ ยังเริ่มกระบวนการถ่ายโอนทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้ชื่อของวชิราลงกรณ์แต่เพียงผู้เดียว ในสมัยภูมิพล ยังมีความพยายามในการทำให้ สนง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อึมครึม เพื่อเป็นการปิดบัง หลบซ่อนทรัพย์สินของเจ้า ในสมัยนั้นเราเข้าใจกันว่า ทรัพย์สินนี้มี 2 ส่วนคือส่วนที่เป็นของสถาบัน (ของรัฐ) และส่วนที่เป็นส่วนตัวของราชวงศ์ แต่ในการโอนกรรมสิทธิ์นี้ทำให้เราเข้าใจอย่างกระจ่างว่า ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มันเป็นของส่วนบุคคลมานานแล้ว และตอนนี้มันอยู่ภานใต้กรรมสิทธิ์ของวชิราลงกรณ์แต่เพียงผู้เดียว ที่ไม่มีใครรู้แน่ว่ามีมูลค่าเท่าใด แต่อาจประมาณได้ว่าอยู่ระหว่าง 3-6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และในปัจจุบัน ทั้งวชิราลงกรณ์และสิรินธรก็แข่งขันในการทำธุรกิจภายใต้ สนง นี้ อาทิ การร่วมลงทุนกับราชวงศ์บาห์เรนในกิจการโรงแรม หรือการทำธุรกิจที่ดินในหลายแห่งในกรุงเทพ เป็นต้น

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

วชิราลงกรณ์น่าจะเป็นไบโพล่าร์ ส่วนหนึ่งต้องการสร้างภาพลักษณ์ตัวเอง แต่ในที่สุด อย่างอื่นก็มาทำลายภาพลักษณ์นั้น จะจัดงาน Bike for Mom เพื่อสร้างภาพ แต่มีคนตายจากงาน จัดงานฉลองเมียน้อยยิ่งใหญ่ แต่สามเดือนต่อมาจับเมียน้อยขังคุก นี่คือความผิดปกติทางสมอง ดิชั้นเคยสัมภาษณ์นักการเมืองสำคัญคนหนึ่ง เค้าบอกดิชั้นว่า อย่าไปพยายามเข้าใจวชิราลงกรณ์ เพราะเค้าเป็นบ้า แม้วชิราลงกรณ์เองจะทำเรื่องผิดกฏหมายหรือจริยธรรมากมาย แต่ตัวเองจะไม่ยอมให้ใครทำผิดกฏหมายหรือจริยธรรมเป็นอันขาด และโทษจะร้ายแรงมากเพื่อพิสูจน์ว่า ตัวเองเป็นผู้รักษาจริยธรรม…ความโหดร้ายและป่าเถื่อนเป็นเรื่องที่ติดตัวมาตั้งแต่หนุ่ม อย่างที่เคยเขียนไปแล้ว ตั้งแต่ตอนที่อยู่อังกฤษ วชิราลงกรณ์เองถูกเพื่อนร่วมกันด่าว่าเป็นคนบูลลี่และไม่มีใครคบ เมื่อย้ายไปอยู่ดันทรูนที่ออสเตรเลีย มันเป็นช่วงเวลาหล่อหลอมความโหดร้าย กล่าวคือ แม้ดันทรูนจะเป็นวิทยาลัยทหารที่มีชื่อของออสเตรเลีย แต่มันก็มีเรปูเทชั่นของความโหดร้าย อาทิ มีวิธีการซ่อมที่โหด มีการล่วงละเมิดทางเพศ เมื่อปีที่แล้ว ดิชั้นได้มีโอกาสไปลงพื้นที่ทำวิจัยที่ดันทรูน และได้พบว่า แม้วชิราลงกรณ์จะไม่ร่วมอยู่ในความป่าเถื่อนเหล่านั้น แต่วชิราลงกรณ์ได้เห็นการกระทำที่ป่าเถื่อน ซึ่งกลายเป็นนิสัยติดตัวมาจากบัดนั้น อาจารย์ออสเตรเลียคนหนึ่งถึงพูดกันดิชั้นว่า ดันทรูนต้องรับผิดชอบต่อการผลิตกษัตริย์บ้าคลั่งของไทย…วชิราลงกรณ์เกิดและโตในช่วงสงครามเย็น และได้มีโอกาสติดตามพ่อและแม่ไปพื้นที่ที่เป็นเขตต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ ด้วยการที่รักวิชาทหาร วชิราลงกรณ์อินมากกันการสังหารคอมมิวนิสต์ การปกป้องสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นเมื่อมีการล้อเลียนภาพที่หน้าตาเหมือนเค้าในช่วงเดือนตุลา มันจึงกลายมาเป็นโศกนาฏกรรมที่มีความเชื่อมโยงระหว่างเจ้าและคอมมิวนิสต์ จากนั้น ชื่อเสียงของวชิราลงกรณ์ในด้านการใช้ความรุนแรงก็มีมากขึ้น การหายตัวของศิรินทิพย์ ศิริวรรณ เพราะไม่พอใจที่เอาเรื่องของยุวธิดาไปเม้าท์ในร้านทำผม ข่าวนั้นแพร่ไปทั่วและมีการเม้าท์กันอย่างกว้างขวางว่าถูกโยนให้จระเข้กินบ้าง ถูกฆ่าฝังคอนกรีตบ้าง ถูกถีบลงจากฮาบ้าง เอาจริงๆ ศิรินทิพย์คือบุคคลแรกที่ถูกอุ้มหายของไทย….การเลิกกับเมียทุกครั้งมันมีความป่าเถื่อน เลิกกันโสมสวลีก็มีการฟ้องร้องวุ่นวาย เพราะโสมไม่ยอมหย่า จึงทำให้วชิราลงกรณ์ต้องใช้ข้ออ้างว่าโสมไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางเพศได้ การเลิกกับยุวธิดาก็ป่าเถื่อนยิ่งกว่า มีการใช้ประเด็นการมีชู้ การขนเฮโรอีน การขับไล่ออกนอกประเทศพร้อมลูกในไส้ การส่งแฟ๊กซ์ไปทั่วเมืองเพื่อประจานเมีย และการเผาเสื้อผ้าของใช้ของยุวธิดาในที่สาธารณะ การเลิกกับศรีรัศมิ์คือการทำให้เค้าตกนรกทั้งเป็น โดยเฉพาะการตัดขาดแม่ลูก และสุดท้ายคือการเลิกกับสินีนาฏ ที่ข้ามกระบวนการทางกฏหมายไปเช่นเคย ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าก้อยอยู่ไหน ทำอะไร มีชีวิตอยู่หรือไม่….นอกจากนี้ยังมีกรณีอื่นๆ อาทิ ฟ้ารุ่ง ชารีรัตน์ ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าเรื่องลงเอยอย่างไร ตามข่าวนั้น ฟ้ารุ่งฆ่าตัวตายที่แอลเอ แต่หลายปีก่อน เมื่อดิชั้นเดินทางไปเยอรมัน และได้มีโอกาสเข้าไปหารือกับเจ้าหน้าที่ที่นั่น ได้มีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่ฟ้ารุ่งอาจจะถูกวางยาในเยอรมัน แต่ไปเสียชีวิตที่แอลเอ ซึ่งทางเยอรมันสนใจที่จะสืบสวนคดีนี้ต่อ ดิชั้นไม่ได้ตามเรื่องและไม่แน่ใจว่าจะสรุปเรื่องนี้อย่างไร คือข่าวบอกว่า ฟ้ารุ่งเป็นคนแพร่เชื้อเอดส์ให้วชิราลงกรณ์ ดิชั้นไม่เชื่อ 100% ค่ะ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

การจัดแคมเปญ Bike for Mom เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ของวชิราลงกรณ์โอกาสก่อนขึ้นครองราชย์ เมื่อไม่สามารถสร้างภาพลักษณ์อัจฉริยะแบบพ่อได้ ลูกก็เลยใช้ธีมนักกีฬาแทน ให้เห็นว่าเป็นกษัตริย์ที่ยังฟิตและมีพลานามัย โครงการนี้ วชิราลงกรณ์ได้มอบหมายให้บุคคลทั้ง 3 เป็นผู้ดูแล ได้แก่ พิสิษฐ์ศักดิ์ ปรากรม และหมอหยอง ซึ่งทั้งสามได้ abuse อำนาจของวชิราลงกรณ์ ทำตัวเหนือตำแหน่ง มีโอกาสเข้าถึงประยุทธ และบุคคลสำคัญทางการเมืองอื่นๆ รวมถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณและการเรี่ยไรเงินในการทำแคมเปญนี้ ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า แม้แต่คนรอบข้างของวชิราลงกรณ์ก็มีการแตกออกเป็นหลายฝ่าย ฝ่ายหมอหยองไม่ถูกกับจักรภพ ภูริเดช อย่างที่เขียนไปแล้ว เมื่อหมอหยองพลาด จึงทำให้ค้อกลงมือได้ทันที การตายแบบปริศนาของทั้งสามคนแทบจะปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการสั่งการ และการสั่งการแบบนี้ ที่ให้มีโทษถึงตายต้องมาจากเบื้องสูงจริงๆ… ในการไล่ล่ากลุ่มของหมอหยอง ยังมีหลายคนที่โดนด้วย บางส่วนหนีรอดไปอยู่ต่างประเทศ คนเหล่านี้ได้เล่าเรื่องวิปริตที่เกิดขึ้นในรั้ววัง โดยเฉพาะในส่วนของการลงโทษผู้ทำให้เคืองเบื้องยุคลบาท แน่นอน เราไม่สามารถตรวจสอบหาความจริงได้ แต่ข่าวเหล่านี้ล้วนมาจากบุคคลใกล้ชิด หรือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งนั้น….ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของคนทั้งสาม มีการเล่าไปต่างๆ นานา อาทิ การถูกต้มในกระทะ การถูกเฆี่ยนตีจนบอบช้ำ การถูกบังคับให้นอนกอดศพหลายคืน โดยกระบวนการเหล่านี้มันพิกลพิการตั้งแต่แรก โดยเฉพาะเมื่อมีการกล่าวหาคนเหล่านี้ พวกเขาไม่มีโอกาสต่อสู้ทางกฎหมาย การลงโทษเป็นไปอย่างลับๆ แม้แต่การเสียชีวิตก็อึมครึม มักลงเอยด้วยการบอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือด ในกรณีของหมอหยองนั้น ทำการฌาปนกิจในทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมาก…ภายในวังทวีวัฒนา มีผู้มาเล่าให้ดิชั้นฟังมากมาย จนดิชั้นนำเอาไปเขียนเป็นบทความตีพิมพ์ใน นสพ The Japan Times <_ http://www.japantimes.co.jp=”www.japantimes.co.jp&#8221; opinion=”opinion” _2017=”_2017″ _06=”_06″ _02=”_02″ commentary=”commentary” world-commentary=”world-commentary” dhaveevatthana-prison-hell-earth-thailand=”dhaveevatthana-prison-hell-earth-thailand” _=”_”> ทวีวัฒนาคือวังของวชิราลงกรณ์ ต่อมา พื้นที่ส่วนหนึ่งถูกดัดแปลงเป็นเรือนจำ และได้รับการอนุมัติโดยรัฐบาลของยิ่งลักษณ์ ไม่มีใครเคยเห็นคุกดังกล่าว แต่ผู้ที่ถูกกักขังได้ออกมาเล่าให้ฟังว่า บางส่วนมีลักษณะเหมือนคุกขี้ไก่ สกปรก และไม่อาจนับจำนวนนักโทษได้ เพราะการเข้าออกของนักโทษมีตลอดเวลา โดยเฉพาะพลทหารที่ทำผิดวินัย มีผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์มาเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่ง เมื่อต้องไปเข้าเฝ้าที่วังทวีวัฒนาในตอนค่ำ ผู้คนต่างยืนรอหน้าวัง แต่ได้เห็นเหมือนมีบุคคลผู้หนึ่งกำลังวิ่งอยู่รอบสนามบอลที่ติดอยู่กันวัง สักพัก บุคคลผู้นั้นก็วิ่งมาถึงหน้าตึก แล้วทุกคนก็ตกใจว่า เค้าเป็นทหารหญิง ตัดผมสั้น ถูกสั่งลงโทษให้วิ่งรอบสนาม แต่งกายเหมือนก้อยคือชุดสั้นๆ เหมือนมีแค่เสื้อในกับกางเกงใน ที่ทุกคนตกใจก็คือ เธอถูกบังคับให้เอาหนอน ไส้เดือนยัดไว้ในกางเกงในในระหว่างวิ่งด้วย

…เรื่องเล่าอื่นๆ ยังมีอีกมากมาย อาทิ เมื่อพลทหารถูกจับได้ว่าไปข่มขืนชาวบ้าน การลงโทษคือการไปเอาศพหญิงนิรนามมาให้พลทหารคนนั้นข่มขืน หรือกรณีอื่นๆ เช่น การลงโทษโดยการให้พลทหารแต่งชุกลิเก แล้วคลานรอบๆ พลทหารคนอื่นๆ คนเหล่านั้นจะถุยน้ำลายใส่พลทหารคนนั้น ทุกอย่างเหล่านี้ล้วนเพื่อต้องการลดทอนความเป็นมนุษย์ และการทำทุกครั้งจะมีการบันทึกเทปไว้ให้วชิราลงกรณ์ชมด้วย…การกำจัดหมอหยองแบบนั้น การลงโทษศรีรัศมิ์แบบนั้น เป็นการ bypass หรือมองข้ามกฏหมายที่มีอยู่ นี่คือการพิสูจน์ว่า กษัตริย์ไทยนั้น ความเป็นจริงคือสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และดูเหมือนว่า วชิราลงกรณ์ไม่แคร์ว่าภาพลักษณ์ความโหดร้ายที่จะบั่นทอนตัวเองเท่าใด ชี้ให้เห็นถึง paradox ของวชิราลงกรณ์เอง คือในแง่หนึ่งต้องการสร้างภาพจาก Bike for Mom ส่วนอีกด้าน ก็ไม่เกรงว่าการลงโทษหมอหยองแบบนั้นมันจะทำให้พังพินาศเพียงไร…ตอนต่อไปจะมาเล่าเรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในวัง ในกองทัพ และในภาคการเมืองของวชิราลงกรณ์ ต้องการแสดงให้เห็นว่า ใครที่บอกว่าวชิราลงกรณ์ไม่สนการเมืองนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดมหันต์

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น