หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 17

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ตอนที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นข้อมูลจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ค่ะ เรื่องการสร้างฮาเร็มของวชิราลงกรณ์
…ฮาเร็มเป็นเรื่องปกติของเจ้า เป็นชื่อเสียงที่ชาวตะวันตกเข้าใจถึงกษัตริย์ของสยามตั้งแต่รัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ที่ยึดหลักปฏิบัติการมีหลายเมีย (polygamy) จากรัชกาลที่ 4 ไปสู่รัชกาลที่ 5 ที่มีการตั้งฮาเร็มอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สาเหตุของการตั้งฮาเร็มในสมัยนั้นมันไม่ใช่แค่ความใคร่ของกษัตริย์ แต่มันยังตอบสนองต่อผลประโยชน์ทางการเมืองใน 2 ข้อ คือ 1) การใช้ความเป็นผัวเมียในการสร้างพันธมิตรกับครอบครัวขุนนาง หรือแม้แต่พันธมิตรกับราชอาณาจักรเพื่อนบ้าน เรื่องนี้ ยกตัวอย่างที่ ร 5 เอาคนในตระกูลบุนนาคมาเป็นเมีย หรือการเอาเจ้าหญิงของล้านนามาเป็นเมีย เพราะมีข่าวว่า ล้านนาอาจไปสวามิภักดิ์กับอังกฤษที่ตอนนั้นได้ยึดครองพม่าแล้ว เป็นต้น และ 2) การสืบสันตติวงศ์ด้วยความมั่นคงจำเป็นต้องมีตัวเลือกจำนวนมาก นั่นคือการขยาย pool ของการสืบราชสมบัติ
….แต่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลักปฏิบัติสากลอย่างรวดเร็วในต้นศตวรรษที่ 20 ที่ความเป็นผัวเดียวเมียเดียวกลายมาเป็นนอร์มใหม่ บวกกับในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่เป็นเกย์ (แบบไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ) ไม่พึงประสงค์ที่จะมีฮาเร็ม (ที่ตีความอย่างเดียวว่าสำหรับผู้หญิง) แม้ในความเป็นจริง ร 6 ได้สร้างฮาเร็มชายไว้ในที่ประทับด้วยซ้ำ เรื่องนี้ ฝรั่งให้ความสนใจมาก อย่างโทรเลขของสถานทูตสหรัฐที่ได้เคยเอามาลงแล้ว มีการรายงานกลับไปกรุงวอชิงตันว่า ร 6 ไม่มีฮาเร็ม ถือเป็นการเปลี่ยนหลักปฏิบัติเรื่องครอบครัวไปสู่ความเป็นสมัยใหม่
…..จากรัชกาลที่ 7 หรือรัชกาลที่ 9 หลักปฏิบัตินี้คงอยู่ โดยเฉพาะ ร 9 ที่มีความเคร่งครัดในเรื่องการสร้าง happy family ครอบครัวเป็นสุขเพื่อเป็นทั้งตัวอย่างให้กับคนไทย และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม เราถึงไม่เคยได้ยินเรื่อง ร 9 แอบไปมีอะไรกับใคร ในจุดนี้ ดิชั้นคิดว่า ข่าวลือเรื่อง ร 9 มีเมียน้อยอะไรทั้งหลาย เป็นเรื่องไม่จริง… ผ่านมาสู่ ร 10 อย่างที่เรารู้กันอยู่ การตั้งฮาเร็มมันไม่ใช่การตั้งในแง่ยุทธศาสตร์ทางการเมืองอีกแล้ว มันเป็นเรื่องความใคร่ล้วนๆ ที่วชิราลงกรณ์เป็นมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม
…นิสัยการชอบกินหลากหลายมาเกิดในช่วงที่วชิราลงกรณ์แต่งงานกับโสมสวลี ที่ถูกจับให้แต่งแบบคลุมถุงชน จากนั้น วชิราลงกรณ์ก็หันไปชอบยุวธิดา ชอบแบบชอบมาก ชอบจริงๆ ตามข้อมูลที่ได้รับมานั้น วชิราลงกรณ์ถึงขนาดเดินทางไปบ้านพ่อแม่ยุวธิดาเพื่อขอลูกสาวมาเป็นเมีย อยู่กินกับยุวธิดามาได้พักหนึ่ง ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัว ผลิตลูกถึง 5 คน ในช่วงนี้แหละ ที่วชิราลงกรณ์เริ่มเบื่อหน่ายชีวิตผัวเดียวเมียเดียว แล้วเริ่มไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จำนวนมาก เรื่องนี้ ยุวธิดารับไม่ได้ในช่วงแรก แต่เมื่อคำนึงถึงความจำเป็นที่ต้องผ่อนปรน เพื่อแลกกับตำแหน่งราชินีในอนาคต ในที่สุด ยุวธิดาถึงยอมให้สามีจัดตั้งฮาเร็มภายในวัง ผู้หญิงที่จะเข้ามาอยู่ในฮาเร็มต้องได้รับความเห็นชอบจากยุวธิดาก่อน คือนางถือคติว่า ถ้าจะกิน อย่าออกไปกินนอกบ้าน กินในบ้านดีกว่า อย่างน้อยประชาชนไม่รู้ไม่เห็น และก็ยังสามารถรักษาภาพลักษณ์ของครอบครัวไว้ได้
….การอยู่กันสมัยนั้นก็คือ ยุวธิดาอยู่บ้านหลังใหญ่ ในรั้วเดียวกัน มีบ้านเล็กบ้านน้อยย่อยออกไป และมีผู้หญิงจำนวนหนึ่งที่ได้ถูกคัดเลือกให้มาอยู่ในฮาเร็ม ผู้หญิงเหล่านี้มาจากไหน ส่วนหนึ่งมาจากการ recruit โดยผ่านช่องทางราชวัลลภ ส่วนหนึ่งมาจากการใส่พานถวายของผู้มีอิทธิพลที่ใกล้ชิดกับวชิราลงกรณ์ เช่นกรณีของศรีรัศมิ์ เป็นต้น แรกๆ ยุวธิดาก็อดทนดี จนเมื่อความใคร่ที่มีกับยุวธิดามันหายไป วชิราลงกรณ์ก็ไปอยู่ที่ฮาเร็มทั้งวันทั้งคืน ยุวธิดายังทน เพราะตราบใดที่ตัวเองยังเป็นหนึ่ง ก็ยังยอมได้
…แต่ไอ้ความเป็นหนึ่งมันไม่ยืดยาว ศรีรัศมิ์ได้รับการส่งใส่พานมาให้ พื้นเพเดิมตามข้อมูลที่ได้คือเคยทำงานในสถานบันเทิง แล้วผู้มีอิทธิพลไปเจอ และคิดว่าเป็นสเป็คของวชิราลงกรณ์ เลยเอามาส่งให้ ซึ่งวชิราลงกรณ์ถูกใจ เพราะอี๊ดใจถึง ให้ทำอะไรก็ทำ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะลดความเป็นมนุษย์ของตัวเอง เราจึงเห็นคลิปและภาพต่างๆ ของศรีรัศมิ์มากกว่าคนอื่นๆ อาทิ คลิปริมสระที่มีมาหลายปีแล้ว และภาพนิ่งเรทเอ๊กซ์ เรื่องนี้แหละที่ทำให้ยุวธิดาไม่ยอม เพราะรู้สึกว่า อี๊ดจะเข้ามาแทนที่ตัวเอง นำไปสู่การมีปากมีเสียงกันหลายครั้ง ดังที่เราได้ยินในเสียงในโทรศัพท์ที่รั่วออกมา ผู้อยู่ในเหตุการณ์เล่าว่า อี๊ดคือผู้ทำลายครอบครัวเบ๊นซ์ แล้ววันหนึ่งมันก็กลับมาตอบสนองอี๊ดเหมือนกัน
….กรณีการเลิกกับเบ๊นซ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการใช้ความรุนแรง การทำให้อาย เพื่อเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการหย่า มีการใส่ร้ายเรื่องยาเสพติด มีการส่งแฟ๊กซ์ประจานเบ็นซ์ไปสถานที่ราชการต่างๆ เผาเสื้อผ้าเบ๊นซ์ต่างๆ นานา เรื่องนี้ มีข้อกล่าวหาหนึ่งที่เป็นความจริง คือเบ๊นซ์คบชู้ แต่ผู้ให้ข้อมูลเห็นว่า มันเกิดมาจากความอ้างว้างของเบ๊นซ์ เพราะเมื่อวชิราลงกรณ์หันไปติดผู้หญิงอื่น เบ๊นซ์จึงไปคบกับชายอื่น เพราะความเหงา หรือส่วนหนึ่งมาจากความต้องการล้างแค้นเช่นกัน
…ในสมัยอี๊ด ฮาเร็มก็ยังมีอยู่ แต่อี๊ดอยู่เหนือฮาเร็มเหล่านั้น ในช่วงที่ผัวหลงมากๆ อี๊ดตื้อให้มีลูก เพราะเป็นการปูทางถึงอนาคตตัวเอง และในที่สุด วชิราลงกรณ์ก็ยอมตาม แต่เรื่องมันเกิดซ้ำซาก เพราะในจังหวะเดียวกันนั้น วชิราลงกรณ์ก็เริ่มรู้จักนุ้ย เจอกันบนเครื่องการบินไทย เมื่อเทียบกับเมียในอดีตหรือผู้หญิงในฮาเร็ม นุ้ยมีการศึกษามากสุด และไม่ได้มาจากคาเฟ่ เหมือนคำที่มีคนด่าอี๊ด การคบซ้อนแบบนี้ แรกๆ อี๊ดยอมได้ เพราะตอนนั้นมีทีปังกรแล้ว และยังคิดเข้าข้างตัวเองว่า ผัวไม่มีวันทิ้ง แต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อนุ้ยเริ่มถีบตัวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง อี๊ดยอมไม่ได้ ถึงขนาดมีการราวีตบตีกัน จนวชิราลงกรณ์โมโห ถึงขนาดด่าอี๊ดว่า มึงมันเป็นอีกะหรี่ กะหรี่คือกะหรี่วันยังค่ำ จริงๆ วชิราลงกรณ์มองอี๊ดอย่างนั้นมาตลอด มิฉะนั้นจะยอมให้อี๊ดแก้ผ้าต่อหน้าข้าราชบริพารได้อย่างไร
…ตอนจบของอี๊ดเหมือนที่เรารู้กันอยู่ โหดร้ายกว่าเบ๊นซ์ เพราะอย่างน้อยเบ๊นซ์ยังหนีทัน หลังจากคบกับนุ้ยได้สักพัก ฮาเร็มยังขยายตัวมากขึ้นต่อไป ส่วนหนึ่งเพราะราชวัลลภได้รับการโปรโมทมากขึ้น มีทหารหญิงเข้ามาสมัครเป็นจำนวนมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือก้อย สินีนาฏ ที่เล็งเห็นช่องทางการขึ้นไปสู่การเป็นคนใกล้ชิดวชิราลงกรณ์ เรื่องนี้ นุ้ยยอมตามทุกอย่าง ยอมเรื่องฮาเร็ม เพราะนุ้ยเข้าใจสถานะตัวเอง และโดยพื้นฐาน นุ้ยไม่ได้เป็นคนโหวกเหวกโวยวาย คือมีการศึกษาว่างั้น จึงยอมทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องตั้งก้อยเป็นเมียน้อยทางการด้วย จุดนี้เองที่ดิชั้นคิดว่า สำหรับวชิราลงกรณ์ นุ้ยเหมาะที่จะเป็นราชินีมากกว่าใคร
…ก้อยเริ่มเข้ามาสมัครเป็นพยาบาลในราชวัลลภ ด้วยกลเม็ดเด็ดพราย เริ่มไต่เต้าไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งโอกาสมาถึงที่ทำให้ก้อยเป็นที่เตะตาวชิราลงกรณ์ ส่วนที่เหลือเรารู้กันอยู่ว่าก้อยกลายเป็นคนโปรด ถึงขนาดหนีบให้ไปอยู่ที่เยอรมันด้วยกัน และย้ายนุ้ยไปสวิสเพื่อป้องกันความระหองระแหง ก้อยเป็นคนใจถึง และเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมแปลกๆ ของวชิราลงกรณ์ ตั้งแต่เรื่องการแต่งตัว การติดแท็ททูปลอม การเดินห้างแบบนั้น เดินกินไอติมกลางดึก การเสพสารต่างๆ จนถึงเช้า แล้วไปสนามบินแบบนั้น แต่งตัวแบบนั้น ไฮแบบนั้น ดังที่เราเห็นในรูปภาพอย่างดาษดื่น
…จุดจบของก้อยคือการปีนเกลียว น่าจะมาจากความพยายามมากไปของก้อย ทั้งในแง่การชิงดีชิงเด่นกับนุ้ย ในแง่การปีนเกลียวกับองค์ภา ในแง่การใช้ชื่อผัวไปกร่างกับคนทั่วไป ซึ่งทำให้เสี่ยต้องกำจัดออกไป มีรายงานว่า ในช่วงที่ยังอยู่กับก้อย ฮาเร็มเป็นสถานที่ครื้นเครงมาก เพราะมีการคัดตัวทหารหญิงล๊อตใหม่มากกว่า 20 คน จัดปาร์ตี้ออร์จี้ แล้วก้อยนี่แหละที่เป็นแม่งาน สาวๆ ในฮาเร็มได้รับการโปรโมททุกคน โดยการมอบนามสกุลใหม่ให้ ในนัยหนึ่ง วชิราลงกรณ์ต้องการให้สาธารณชนรับรู้ถึงการมีอยู่ของฮาเร็มอย่างเป็นทางการ สาวๆ ต้องปฏิบัติตามกฎของราชวัลลภโดยเฉพาะในเรื่องวินัยและการแต่งตัว นั่นเป็นที่มาว่าทำไมทุกคนถึงตัดผมสั้น รวมถึงก้อยด้วย ทุกวันนี้ ฮาเร็มถูกย้ายออกจากไทยไปอยู่ที่โรงแรมในเยอรมัน ดังที่สื่อต่างประเทศรายงานให้เราทราบ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 16

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากขึ้นครองราชย์แล้ว สิ่งหนึ่งที่วชิราลงกรณ์ต้องการทำคือ การรวบอำนาจทางการเมือง แน่นอน เค้าไม่อาจพาไทยกลับไปสู่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ (absolute monarchy) ในความเห็นดิชั้น เราหน้าจะเดินไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเป็นการเกิดอีกครั้งของระบอบราชานิยมแบบสมบูรณ์ (royal absolutism) ซึ่งจะนำมาใช้ควบคู่และกดทับประชาธิปไตย ทีนี้ การรวบอำนาจทางการเมืองมันทำได้หลายอย่าง ที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่การจัดระเบียบอำนาจในวัง การทำงานกับกองทัพและพรรคการเมือง การกำจัดผู้เห็นต่างทั้งหลาย อีกส่วนที่จะพูดในวันนี้คือ การรวบอำนาจผ่านการรวบพื้นที่ (spatial centralization) นั่นคือ ความพยายามของวชิราลงกรณ์ในการยึดที่ดินที่เคยเปิดให้สาธารณชนใช้ประโยชน์ มาอยู่ภายใต้ความเป็นทรัพย์สินส่วนตัว ที่ทำผ่านสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์….ก่อนไปถึงตรงนั้น ขอพูดเรื่องหมุดคณะราษฏร์ จนถึงป่านนี้ สาธารณชนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า วชิราลงกรณ์อยู่เบื้องหลังหมุดหาย (และถูกทำลายไปแล้ว) เพราะสถานการณ์รอบข้างการสูญหายมันบอกอย่างนั้น ตั้งแต่มันถูกขโมยหายตอนกลางคืน ไปสู่การเอาของใหม่มาติด แล้วใครเข้าไปวุ่นวานกับหมุดใหม่ ก็จะถูกทางการเล่นงาน วชิราลงกรณ์เกลียดคณะราษฏร์ เพื่อมองว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่ขโมยอำนาจทางการเมืองของกษัตริย์ไป โดยเฉพาะความเกลียดที่มีต่อจอมพล ป ที่ต้องการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ มีเรื่องเล่าว่า ตอนวชิราลงกรณ์อายุ 5 ขวบ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายที่ ป เป็นนายก ป ได้เข้าไปตีกอล์ฟในวังจิตรลดา ให้ทำภูมิพลโกรธมาก และในที่สุด สมรู้ร่วมคิดต่อการทำรัฐประหาร ป ตอนนั้น แม้ยัง 5 ขวบ แต่วชิราลงกรณ์ยังจำความได้ และก็พลอยเกลียด ป ตั้งแต่บัดนั้น เรื่องนี้ดิชั้นเล่าหลายครั้ง ในวังของวชิราลงกรณ์ มีรูปปั้นหมา แต่หัวเป็น ป เอาไว้เพื่อเป็นการดูถูกเท่านั้น อ้อ ส่วนเรื่องหมุดใหม่ ที่มีการจารึกข้อความใหม่ ก็สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของไทยในอดีตภายใต้สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ยิ่งสะท้อนความต้องการของชิราลงกรณ์ในการหวนสู่การสร้างอำนาจกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา…หมุดหายแล้ว จากนั้นก็ยึดพื้นที่และอาคารต่างๆ คือ อาทิ รัฐสภา เขาดิน สนามม้านางเลิ้ง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และสวนสุนันทา ที่ดินเหล่านี้เคยเป็นของรัชกาลที่ 5 แล้วต่อมาอยู่ภายใต้การดูแลของ สนง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อย่างเขาดิน ซึ่งเคยเป็นสวนพฤกษชาติ (botanic garden) ที่ ร 5 สร้างเรียนแบบสวนต่างๆ ในยุโรป ซึ่งหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฏร์ก็ยึดเอามาทำประโยชน์ต่อสาธารณะ เรื่องนี้ วชิราลงกรณ์ไม่ยอมและได้ยึดคืนทั้งหมด แถมปิดไม่ได้สาธารณชนได้ใช้ ในนัยหนึ่ง ดิชั้นคิดว่าวชิราลงกรณ์ต้องการอัพเกรดกรุงเทพให้เป็นเมืองแบบลอนดอน ที่สถาปัตยกรรมต่างๆ มันสะท้อนความเป็นเจ้าและได้รับการดูแลอย่างดี แต่มันไม่ใช่ประเด็นการดูแลอย่างดีเท่านั้น มันยังเป็นเรื่องของอำนาจเหนือพื้นที่ด้วย ใครรู้จักลอนดอนจะเข้าใจว่า พื้นที่ที่เป็นตัวแทนสัญลักษณ์มีอยู่ทั่วไปและอยู่ติดๆ กัน มันสะท้อนถึงความอลังการของจักรวรรดิ์อังกฤษ ตั้งแต่วังบัคกิ้งแฮม the mall สวน St James สวน Green Park สวน Regent’s Park และ Hype Park เชื่อว่า วชิราลงกรณ์กำลังเปรียบเปรยความยิ่งใหญ่ของตัวเองกับอังกฤษ จึงต้องการสร้างพื้นที่ในส่วนพระบรมมหาราชวัง ให้เป็น “พื้นที่เจ้า” ที่มีความศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง….ในการยึดพื้นที่เหล่านั้นคืน เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์แบบใหม่ที่อิงกับเจ้านั้น วชิราลงกรณ์ได้สั่งให้มีการรื้อถอน ถอดทิ้ง โยกย้าย เปลี่ยนชื่อ เพื่อลบล้างผลพวงของคณะราษฏร์ เช่น การย้ายอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ทำล้ายรูปปั้นสมาชิกคณะราษฏร์ เปลี่ยนชื่อสถานที่เหล่านั้นกลับมาเป็นชื่อของสมาชิกครอบครัวตัวเอง กองทัพตอบสนองด้วยการเปลี่ยนชื่ออาคารให้อยู่ในชื่อนักรบรอยัลลิสต์เจ้าในอดีต นี่คือการกระบวนการสร้างประวัติศาสตร์แบบใหม่ ที่ต้องการเขี่ยทิ้งการอภิวัฒน์สยาม 2475….ตอนหน้าจะมาพูดถึงเรื่องการตั้งฮาเร็มของวชิราลงกรณ์ค่ะ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ชูวิทย์เผย บ่อนเฮียตี้ 4 ศพ

เหตุการณ์ยิงตายคาบ่อนเมื่อคืน เป็นบ่อนของ “เฮียตี้” นี่แหละ ทำมาหากินเปิดบ่อนมายาวนาน ใครๆ ก็รู้จัก โดยเฉพาะคนในวงการ ย่านพระราม 3 บ่อนนี้ผมเคยพูดไปแล้วหลายครั้ง จอดรถที่ซาวน่า แล้วทะลุเข้าบ่อนได้เลยสังคมไทยรับรู้อยู่เต็มอกว่า มีบ่อน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเอาจริงๆ บ่อนอยู่ไหนก็สร้างความเจริญให้กับท้องที่ตำรวจ มีเงินจุนเจือเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้วิ่งเอาตำแหน่งรอบหน้า หรือเข้ากองกลางไปจับโจรผู้ร้ายขายยา เพราะเรื่องบ่อนไม่ได้ถือว่าผิดกฎหมายร้ายแรงบ่อนจึงไม่เคยห่างหายไปได้นาน ปิดสักพัก พอเคลียร์จบ ก็เปิดใหม่แต่เที่ยวนี้เกิดเหตุเมื่อคืน ดันมายิงกันในบ่อน ตายโหงถึง 4 ศพ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้ว่าตำรวจอยากให้เล็ก เพราะ1. บ่อนการพนันเปิดกันทั่วก็จริง แต่ยังคงผิดกฎหมายประเทศไทย2. ยิงกันตายในบ่อนถึง 4 ศพอย่างกับยุค 2499 อันธพาลครองเมือง ยังไงอย่างงั้น3. แถมหนึ่งในคนตาย ดันเป็นตำรวจระดับสารวัตรท้องที่แสมดำโน่น ก็คงไปเล่น แล้วทวงหนี้กัน จึงเอาชีวิตไปทิ้งในบ่อนคิดดูเอาแล้วกัน มันประหลาดที่เรื่องเกิดในยุคนี้เมื่อสมัย 30 กว่าปีก่อนที่ผมอยู่เยาวราช ก็เคยมี “ซิตี๋” มือขวาเจ้าพ่อคนดัง แคล้ว ธนิกุล ถูกยิงตายคาบ่อนแถวซอยมังกร เป็นข่าวโด่งดัง เรื่องของเรื่องคือ เล่นได้เอา เล่นเสียไม่จ่าย พอเสียมากๆ ขอเครดิตไม่ได้ เลยโวยวาย จนเจ้าของบ่อนลอดลายมังกรนาม “ก่งก๊ง” ไม่ยอมเสียฟอร์ม ให้มือปืนสอยร่วงคาบ่อนหลังๆ รุ่นเก่าหมดไป แต่ไฉนมาโผล่เอายุคสมัยนี้ในบ่อน หากเล่นเสีย อารมณ์มันเสีย หนี้เก่าไม่จ่าย พูดจากวนตีน ยิ่งพกปืนมาด้วย เลยตายกันหลายศพ เพราะในบ่อน มีปืนอยู่คนเดียวเสียที่ไหน ?สังเวยไป 4 ศพ บ่อนแตกกระเจิงที่อ้างว่าไม่ใช่บ่อน มีโต๊ะการพนันแค่โต๊ะเดียว ก็พูดไปกล้องวงจรปิดไม่มี อื้อหือ ให้มันได้อย่างนี้สิบ่อนนี้ในวงการใครก็รู้จัก คนพาเหรดเข้าออกเป็นร้อย ตามรูปให้ดูสภาพในบ่อนแค่โซนเดียว แต่โดยรวมมีถึง 30 โต๊ะ แบ่งโซนวีไอพี กระเป๋าหนัก แทงได้เสียบาคาร่ากันเป็นแสน เป็นล้าน ยิ่งช่วงหลังโควิดระบาดออกไปบ่อนต่างประเทศไม่ได้ ปอยเปต มาเก๊า ไร้นักพนันไทย เลยเฮโลบ่อนในประเทศรุ่งเรืองวันนี้ บ่อนอื่นก็เตรียมตัวซวย ถูกสั่งปิดชั่วคราวเป็นทิวแถว เพราะข่าวยิงกันในบ่อนหากตำรวจจะแถลง รับไปเลยว่ามีบ่อน และยิงกันตาย ตำรวจที่ตายชอบเล่น ไปเจอเจ้าหนี้ทวงกันไปมาเลยของขึ้น ควักปืนยิงล้างหนี้ อย่างนี้จะเหมาะกว่าไปอ้อมแอ้มคิดๆ แล้ว เปิดถูกกฎหมายให้รู้เรื่องรู้ราวกันไปเลย หมดเรื่องยิงกันตาย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

DRG ถอดเทปคำปราศรัยของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมทางการเมือง

ที่มุ่งตรงไปยังบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย และเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อมิให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องออกไปไกลห่างจากระบอบประชาธิปไตย ในกิจกรรมชุมนุม “เสกคาถาผู้พิทักษ์ ปกป้องประชาธิปไตย” จัดโดยกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย – (MDG) และกลุ่มมอกะเสด (KU Daily) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเนื้อหาดังนี้
____________________

สวัสดีพี่น้องที่มาชุมนุมวันนี้ทุกคนครับ
.
ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบอย่างนี้ว่า ผมได้รับการติดต่อจากน้องๆ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหานคร ให้มาพูดปราศรัยกับพี่น้องในวันนี้ในหัวข้อเดียว เป็นหัวข้อที่หลายๆ คนอยากฟัง แต่ไม่มีใครเคยเอ่ยอ้างอย่างเป็นทางการ
.
ด้วยความให้เกียรติและเคารพต่อตัวเอง ให้เกียรติและเคารพต่อพี่น้องที่มาฟัง และเคารพให้เกียรติอย่างสูงสุดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวกับการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เราซุกปัญหาเหล่านี้ไว้ใต้พรมหลายปีมาแล้วครับพี่น้อง ไม่มีการเอ่ยอ้างถึงปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งมันนำมาสู่การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด
.
เราต้องยอมรับความจริงว่าที่นิสิต นักศึกษา และประชาชนลุกขึ้นมาชุมนุมเรียกร้องทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนต้องการจะตั้งคำถามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรา ในเวทีชุมนุมมีการชูป้ายกล่าวอ้างถึงบุคคลที่อยู่เยอรมัน มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่เป็นนักบินบินไปบินมา คำกล่าวอ้างเหล่านี้จะหมายถึงใครไปไม่ได้นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราครับพี่น้อง แต่การกล่าวอ้างเหล่านั้นมันจะไม่มีน้ำหนักเลยหากพวกเราไม่มีการพูดด้วยเหตุด้วยผลและตรงไปตรงมาตามหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
.
พี่น้องครับ ปัจจุบันนี้เราประสบปัญหาอย่างยิ่งยวดและสำคัญยิ่ง คือมีกระบวนการที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราขยับออกไปไกลห่างจากระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นทุกทีๆ
.
กระบวนการแรกเกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหารปี 2557 ประยุทธ์ จันทร์โอชารัฐประหารครั้งนี้ สั่งให้เนติบริกรร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้นมาโดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อาจารย์บวรศักดิ์ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เนื้อหาสาระก็ไม่ได้แตกต่างจากปี 2550 เท่าไหร่ ปรากฏว่าชนชั้นนำไทยไม่ยอม ปัดตกในชั้น สนช. ให้บุคคลที่เป็นเนติบริกร เป็นพ่อมดตัวจริงของประเทศไทยขึ้นมาร่างใหม่ นั่นคือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ด้วยความที่เป็นพ่อมด เขาออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญให้เอื้อต่อการขยายพระราชอำนาจออกไปไกลจากระบอบประชาธิปไตย ยิ่งไกลยิ่งดี
.
เขาออกแบบมายังไง 1. คือออกแบบมาตรา 15 วรรคสอง ให้การบริหารราชการแผ่นดิน มีการตั้งหน่วยงานในพระองค์ขึ้นมา แล้วบริหารไปตามพระราชอัธยาศัย การที่บอกว่าบริหารไปตามพระราชอัธยาศัยนั้น แปลเป็นภาษาบ้านเราคือบริหารไปตามใจของพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เป็นการออกแบบกฎหมายที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น หลังจากนั้นก็นำไปออกประชามติ แล้วผ่านออกเสียงประชามติมาด้วยความทุลักทุเล และการออกเสียงประชามตินั้นก็ไม่ได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรอกครับ มีเพื่อนเราหลายคนโดนจับโดนคุกคาม
.
แต่พอมีการผ่านการออกเสียงประชามติมา เกิดการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก คือเมื่อมีการผ่านประชามติออกมา ประยุทธ์ จันทร์โอชานำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ พระมหากษัตริย์รับสั่งให้แก้รัฐธรรมนูญในสาระสำคัญอยู่หลายประการ ซึ่งถ้าในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะนี่เป็นการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ
.
การแก้ไข แก้ไขประเด็นใหญ่ๆ อยู่ 2 ประการคือ 1. แก้ไขกรณีที่มันเกิดวิกฤตของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญฉบับมีชัยบอกว่าให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองโดยให้มีคณะกรรมการขึ้นมาวินิจฉัย มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คนที่มันยึดโยงกับประชาชนไปวินิจฉัยกรณีที่มันมีวิกฤตบ้านเมือง แต่พระมหากษัตริย์รับสั่งให้แก้ไขประเด็นนี้ ให้ตัดออก เหลือเพียงแค่ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่คือการแก้ไขประการที่หนึ่ง ซึ่งกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
.
ประการที่สองที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้วนะครับ คือการแก้ไขให้พระมหากษัตริย์กรณีที่ไม่อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เราจึงได้เห็นพระมหากษัตริย์ของเราเสด็จไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นานๆ ครั้งจึงจะกลับมาที่ประเทศไทย ข้อเท็จจริงนี้พี่น้องทุกคนทราบ ทหารตำรวจทุกคนทราบ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนไม่กล้าพูด ด้วยความเคารพอย่างยิ่งยวดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระผมคิดว่าปัญหานี้จะต้องถูกพูดอย่างเป็นทางการ เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน
.
เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้เสร็จ รัฐธรรมนูญของมีชัย ฤชุพันธ์ ก็แผลงฤทธิ์ทันที สนช. ซึ่งตั้งจากไอ้พวกเผด็จการประยุทธ์นี่แหละครับ มีการงุบงิบกันออกกฎหมายที่ขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์หลายฉบับ
.
กฎหมายฉบับแรกที่มีการออกคือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้มีหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย แต่กินเงินเดือนจากพี่น้องประชาชน
.
จากนั้นได้มีการตรากฎหมายฉบับสำคัญอีกหนึ่งฉบับ นั่นก็คือ พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ซึ่งเดิมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีองค์กรที่เข้ามาดูแลอยู่แล้ว คือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โอเค อาจจะมีปัญหาการโต้แย้งกันว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับทรัพย์สินส่วนพระองค์ใครเป็นคนดูแล แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกพระราชบัญญัติครั้งนี้ในปี 2561 เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยไปอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน เพราะอะไร เพราะต่อไปนี้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พวกเราเป็นเจ้าของรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ไม่ว่้าจะเป็นหุ้นที่เดิมเป็นของพวกเราทุกคนที่เป็นเจ้าของรวมกัน ต่อไปนี้จะตกเป็นของพระมหากษัตริย์ บริหารราชการแผ่นดินไปโดยตามพระราชอัธยาศัยครับพี่น้อง
.
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง และนั่นคือเหตุจำเป็นที่น้องๆ ให้ผมมาพูดในวันนี้ มันสำคัญยังไง สำคัญตรงที่ว่าทรัพย์สินซึ่งเดิมเมื่อคณะราษฎรได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาได้แบ่งทรัพย์สินออกอย่างชัดเจน ส่วนที่เป็นของส่วนพระองค์คณะราษฎรไม่แตะต้อง แต่ส่วนที่เกิดจากภาษีของพวกเราก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรให้รัฐเป็นคนดูแล จากนี้ไปทรัพย์สินหลายอย่างที่พวกเราเคยใช้ร่วมกัน สนามหลวงที่เคยประกอบพระราชพิธี ในช่วงที่ว่างเว้นมีพี่น้องที่เป็นคนไร้บ้านได้ไปพักอาศัย มีเด็กไปเที่ยวสนามหลวง ต่อไปนี้จะไม่มีภาพนั้นอีกแล้ว
.
เท่านั้นยังไม่พอ การที่แปรสภาพให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในการบริหารของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ส่งผลทำให้เกิดข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งคือกรณีที่ในหลวงของพวกเราไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ตามกำหนดเวลาของแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน กฎหมายอาจจะบังคับให้จะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนหลายหมื่นล้าน ถามว่าเงินจำนวนหลายหมื่นล้านนั้นเป็นเงินของใคร ก็เงินภาษีของพวกเราทุกคนนี่แหละครับ นี่คือความสุ่มเสี่ยงอย่างถึงที่สุดที่รัฐบาลประยุทธ์ไม่เคยพูดถึง
.
การแก้ไขรัฐธรรมนูญประการต่อมาที่เป็นปัญหา ที่พวกเราทุกคนเห็น พวกเราทุกคนพูดข้างล่างเวที นิสิตนักศึกษาทุกคนพูด แต่หลายคนทำเป็นหูทวนลมไม่ฟัง คือการที่พระมหากษัตริย์ไม่ประทับในประเทศ ถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร ปัจจุบันนี้เราถูกฝรั่งมังฆ้องต่างชาตินำเอากษัตริย์ของเราไปล้อเล่นที่เยอรมัน ไปฉายเลเซอร์ ไปให้เด็กใช้ปืนอัดลมก่อการที่ไม่บังควร เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในประเทศ รวมทั้งกรณีที่จะตั้งรัฐมนตรีเข้าไปถวายสัตย์ปฏิบัติหน้าที่ ทำไม่ได้ ต้องรอให้กษัตริย์กลับมาประเทศก่อน ปัญหานี้ทุกคนรู้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนรู้ แต่ไม่กล้าพูดถึง ทุกคนที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่ชูป้ายเรื่องเหล่านี้ทุกคนรู้ แต่ไม่มีใครพูดถึง วันนี้แฮร์รี่ พอตเตอร์ จึงต้องพูดถึงเรื่องนี้
.
การตรากฎหมายที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ขยับออกไปจากระบอบประชาธิปไตยยังไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2562 พี่น้องจำได้มั้ยครับ เมื่อมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้มีการเสนอกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วน ของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 โอนกำลังพลทหาร กรมทหารราบที่ 1 กับกรมทหารราบที่ 11 ไปให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดูแลปกครองไปตามพระราชอัธยาศัย
.
กรณีนี้สำคัญนะครับ ในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนให้กษัตริย์มีอำนาจดูแลปกครองทหารจำนวนมากขนาดนี้ ไม่มีครับ การทำเช่นนั้นมันสุ่มเสี่ยง สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
.
เราโชคดีในโชคร้ายคือมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งกล้าลุกขึ้นมาปราศรัยเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเอ่ยนาม ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็น ส.ส. ในพรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องที่ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่เห็นชอบกับการออกพระราชกำหนดโอนกำลังพลทหารมาสังกัดที่สถาบันพระมหากษัตริย์ คนคนนั้นชื่อว่าปิยบุตร แสงกนกกุล เป็น ส.ส. คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยในหลายสิบปีที่กล้าลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร เขาอภิปรายถึงที่มาที่มันไม่ชอบมาพากล เพราะไปออกเป็นพระราชกำหนด ไม่ปล่อยให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสภา นอกจากนั้นการที่เอาทหารหลายกองพันไปสังกัดกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โชคชะตานำพาให้การพูดเรื่องนั้นทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบครับพี่น้อง
.
ณ วันนี้พวกเรามีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจล้นเกินไปกว่าที่ระบอบอนุญาตแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอย่างจริงจัง เรื่องนี้ทุกคนจะต้องพูดให้เป็นสาธารณะ และพูดด้วยความเคารพในระบอบ เคารพต่อสถาบันฯ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องนี้ ไม่มีทางแก้ปัญหาได้
.
การพูดเช่นนี้ไม่ใช่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นการพูดเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในสังคมไทยอย่างถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นักศึกษาที่ออกมาชุมนุมหลังจากปีใหม่มานี้ทุกคนรู้เรื่องนี้ นักศึกษาทุกคนที่ชูป้ายข้อความสองแง่สองง่าม กล่าวถึงบุคคลที่ผมกล่าวมาแล้ว ทุกคนรู้เรื่องนี้ ต่อไปนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดในที่สาธารณะ และพวกเราทุกคนจะต้องเรียกร้องไปที่สภาผู้แทนราษฎร ให้เขาพูดเรื่องนี้แทนพวกเราทุกคนในสภาผู้แทนราษฎร
.
อย่าปล่อยให้คนตัวเล็กตัวน้อยต้องมาพูดเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกคุกคามตามลำพัง อย่าปล่อยให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองออกมาพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกอุ้มฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณ ต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องนี้อีกแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีบุคคลที่ออกมาพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้า คนเสียสติ ถูกอุ้มเข้าโรงพยาบาลทั้งๆ ที่เขาพูดความจริง ต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้วครับพี่น้อง
.
นั่นเป็นเพียงฉากแรกของการเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นปัญหากับระบอบ นั่นก็คือการตรากฎหมายโดยสภาที่เป็นเผด็จการ ประการต่อมา สถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรานิ่งเฉยจนเกินความจำเป็น ปล่อยให้บุคคลก้าวล่วง แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อมาทำลายคนที่เห็นต่างทางการเมือง
.
คนแรกที่ผมจะเอ่ยถึง ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาสนับสนุนตัวเอง นั่นก็คือคนที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา พี่น้องจำได้มั้ยครับ เมื่อครั้งที่เขาก่อนจะเข้ารับ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 15

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ทำไมวชิราลงกรณ์ถึงไม่อยากอยู่ไทย และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ อันนี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แน่นอน มันคงไม่มีคำตอบใดคำตอบเดียวที่ถูกต้อง และแน่นอน คงไม่มีใครรู้อย่างแน่แท้เพราะเราไม่ได้เข้าไปนั่งในใจของวชิราลงกรณ์ แต่ดิชั้นของประมวลสาเหตุหลักๆ มาดังนี้1. เนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ จนถึงวันนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่า วชิราลงกรณ์ป่วยด้วยโรคอะไร ที่เราคาดเดากันนั้น คือการป่วยโรคเลือด แต่เจาะลงไปในรายละเอียดจริงๆ ไม่น่าจะมีใครรู้ นอกจากคนใกล้ชิด เรื่องข่าวลือของการติดเชื้อ HIV จากคนนั้นคนนี้ (หนึ่งในนั้นคือฟ้ารุ่ง) ยังไม่มีข้อพิสูจน์ เพราะเชื้อ HIV มันผ่านสู่พ่อไปสู่ลูกได้ และในช่วงที่เกิดทีปังกร วิวัฒนาการของการสร้างยา PreP น่าจะยังไม่ออกมา (ยา PreP คือยาที่ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ HIV แม้ว่าคุณมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HIV แบบไม่ป้องกันก็ตาม) จะอย่างไรก็ตาม การติด HIV ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนในสถานะแบบวชิราลงกรณ์นั้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องมีการถ่ายเลือดอย่างข่าวลือ ถ้าจะเป็นโรคเลือดอย่างอื่น ก็มีอีกหลายโรคที่คาดเดาได้ ส่วนตัวคิดว่า น่าจะมาจากยีนของวชิราลงกรณ์ ที่เกิดจากการสมสู่ของคนในครอบครัว ทำให้เกิดยีนด้อย อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเลือด เอาละค่ะ การต้องทำการตรวจหรือถ่ายเลือดบ่อยๆ วชิราลงกรณ์ต้องการหาคลินิคที่ไว้ใจได้ เค้าสามารถค้นหาแพทย์คนหนึ่งที่สามารถตรวจหรือถ่ายเลือดให้เป็นประจำและพร้อมจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แพทย์คนนี้อยู่ในเมืองมิวนิค (ปล: ในปี 2007 ตอนที่ดิชั้นยังรับราชการที่สถานทูตไทยที่สิงคโปร์ ทูตไทยได้เรียกประชุมด่วนเพื่อแจ้งว่า มีข่าวว่าวชิราลงกรณ์อาจจะเสียชีวิตที่มิวนิค ด้วยโรคเลือด ตอนนั้นเราประชุมกันว่า หากเป็นจริง เราจะแจ้งฝ่ายสิงคโปร์อย่างไร รวมไปถึงจะจัดพิธีระลึกถึงอย่างไร ต้องมีหนังสือลงนามแสดงความอาลัยไหม ฯลฯ)2. วชิราลงกรณ์ไม่อยากถูกจำกัดด้วยความรับผิดชอบจิปาถะที่ไทย และต้องการใช้ชีวิตอิสระ ห่างไกลผู้คน มิวนิคเป็นเมืองขนาดกลาง ไม่ cosmopolitan เหมือนลอนดอน ปารีส (ที่แน่ๆ ไม่เอาอเมริกาเพราะมันเป็นสาธารณรัฐจ๋า) เค้าต้องการเลือกเมืองขนาดปานกลางแบบนี้ ที่ไม่ต้องมีคนรู้จักมาก ที่ต้องมีบรรยากาศธรรมชาติไม่ห่างไกล เพราะเค้าชอบขี่จักรยาน และยังสามารถแต่งตัวพิลึกกึกกือได้ อย่างเสื้อกล้ามตัวจิ๋ว หรือการติดสติ๊กเกอร์แท๊ททู เรื่องการไปอยู่ต่างประเทศเพื่อหนีความวุ่นวายมันเป็นธรรมเนียมของเจ้าไทยบางองค์ เริ่มจากการไปเรียนนอกก่อน เมื่อมีความคุ้นเคย จึงอยากหลบหนีความวุ่นวายจากไทยอย่างที่บอก เริ่มจาก ร 5 ประพาสยุโรป (เป็นกษัตริย์องค์แรกที่ไป) จากนั้น ส่ง ร 6, 7 ไปอังกฤษ ส่งจักรพงษ์ภูวนาถไปรัสเซีย ส่งมหิดลไปอเมริกา (นี่แค่ตัวอย่างเท่านั้น จริงๆ ส่งลูกหลายคนไปเรียนนอก) ตัวในหลวงเองและพี่น้องเกิดต่างประเทศทั้งหมด (กัลยาณีเกิดลอนดอน อานันท์เกิดไฮเดลเบิร์ก ภูมิพลเกิดที่แมชซาชูเซส) และไปโตที่โลซาน์น ส่วนวชิราลงกรณ์ถูกส่งไปเรียนอังกฤษ จากนั้นไปจบวิชาทหารที่ออสเตรเลีย การหนีความวุ่นวายจากไทยไปมิวนิคสะท้อนให้เห็นความขาดความรับผิดชอบของวชิราลงกรณ์ในฐานะกษัตริย์ ซึ่งต่างจากวิธีของภูมิพลมาก ที่จำกัดเวลาการเดินทางต่างประเทศ และเมื่อเยือนประเทศสำคัญหมดแล้ว (แค่ในช่วงทศวรรษที่ 1950-60 เท่านั้น) ก็ยุติการเดินทางทั้งหมดเพื่อโฟกัสการสร้างฐานอำนาจในไทย (ยกเว้นการไปเปิดสะพานไทย-ลาวเมื่อปี 2537)3. การชอบขับเครื่องบินเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมถึงชอบไปอยู่ยุโรป จริงอยู่ อยู่ไทยก็ขับเครื่องบินได้ ส่วนตัวคิดว่า มันขาดทัศนียภาพและความหลายหลากของภูมิประเทศแบบยุโรป เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยไม่ต้องทำอะไร วันๆ ได้แต่ร่างจดหมายขออนุญาตประเทศต่างๆ ให้วชิราลงกรณ์บินเหนือน่านฟ้า ซึ่งต้องทำทุกครั้งที่บิน แล้วคิดดูว่า วชิราลงกรณ์บินถี่แค่ไหน มีอยู่ครั้งหนึ่ง วชิราลงกรณ์เปลี่ยนเส้นทางบิน คือบินจากเยอรมันเข้าอิตาลี แล้วไม่ได้ขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้า จนทำให้อิตาลีเกือบยิงเครื่องบินตก เรื่องนี้วชิราลงกรณ์ทำผิดเอง แต่หวยไปลงที่ทูตไทยที่อิตาลี ที่ถูกด่าว่าไม่สามารถประนีประนอมกับฝ่ายอิตาลีได้ ผลคือมีการย้ายทูตกลับไทยภายใน 24 ชั่วโมง

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

สรุป Highlight เด็ดของ คุกมืดของเสี่ย ณ วังทวีวัฒนา

-เป็นคุกที่เอาไว้ขังคนตามคำสั่งของเขาโดยเฉพาะ-ถูกสร้างโดยมีคำสั่งมาตั้งแต่ช่วง2012-คุกนี้ส่วนใหญ่จะขังคนที่เคยใกล้ชิดกับเสี่ย แล้วทำงานพลาดหรือไม่ถูกใจ-เช่น แก๊งหมอหยอง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังจัดงาน
Bike for Mom (แต่ภายหลังเกิดมีปัญหาเรื่องเงิน) สุดท้ายทั้งหมดโดนฆ่าโหดในคุกนี้ทั้งนั้น-จุมพล มั่นหมาย นายตำรวจใหญ่ผู้มีชื่อเสียงที่เสี่ยเคยจะปั้นให้เป็นใหญ่ ก็โดนขังที่นี่ และขณะนี้ไม่มีใครรู้ชะตากรรม-ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชสมัยจาก ร.9 เป็น ร.10 เสี่ยเริ่มกำจัดคนที่เคยทำงานใกล้ชิดให้พ่อของเขา เช่น สั่งให้บ้าน “วัชโรทัย” ออกจากวังทั้งหมดแล้วไปยืนฝึกทหารที่วังทวีฯแทน-วังทวีวัฒนาเคยเป็นวังที่เสี่ยอยู่กับศรีรัตน์และทีปังกรมาก่อน แต่พอหย่าร้าง เสี่ยก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย (อยู่แต่ที่เยอรมันพร้อมกับทีปังกร)-ส่วนศรีรัตน์ถูกกักขังบริเวณอยู่ที่บ้าน ณ ราชบุรี-ส่วนในตัวรั้ววังทวีฯ นอกจากทำเป็นคุก ยังเป็นที่ฝึกทหาร หน่วยราชวัลลภ904 หน่วยส่วนพระองค์ (ที่กำลังเร่งเกณฑ์หนักมาก เพื่อเพิ่มกำลังพลเพื่อมาคานกำลังกองทัพหน่วยอื่นๆ)-ทหารทุกคนรู้ดีว่า คุกในวังทวี คือ”นรกบนดิน” มีลานบริเวณ ที่จัดเอาไว้เพื่อการทรมานนักโทษ-สรุปทั้งหมดในวังทวี ถูกจัดและออกแบบตามสไตล์เสี่ยทั้งหมด ไม่ว่าจะมีคุก ลานทรมาณ ลานจอดเครื่องบิน ทะเลสาปที่ใช้คนชุด รวมไปถึงห้องเชือดส่วนพระองค์-และสุดท้าวแม้ในขณะนี้ตัวเองจะไม่อยู่ไทย แต่ทหารถูกสั่งให้ไปเข้าเวร ตามรั้ววัง เพื่อปกป้องคุ้มครองบ้านของเขาหนักมาก เหตุมาจากความพารานอยด์ส่วนตัว กลัวถูกต่อต้าน กลัวบ้านโดนบุก (ใครรู้นิสัยส่วนตัวของเสี่ยจะรู้เลยว่ามันเป็นโรคจิตเกี่ยวกับบ้าน บ้านต้องเนี๊ยบเป๊ะ สวยงาม ถ้าใครทำให้เสี่ยอกหัก มันจะไปทุบรื้อพังบ้านของคนนั้น – นี่คือตรรกะเสี่ย)แหล่งที่มาจาก ส่วนหนึ่งบทความตีพิมพ์ในสื่อต่างประเทศของอาจารย์ปวิน https://www.japantimes.co.jp/opinion/2017/06/02/commentary/world-commentary/dhaveevatthana-prison-hell-earth-thailand/และข้อมูลวิชาการในรอยัลลิสต์ มาร์เก็ตเพลสกรุ๊ป ใครอยากติดตามงานวิชาการ และประวัติศาสตร์เบิกเนตรเพิ่มอีก เรียนเชิญที่นี่ https://www.facebook.com/groups/160302545298190/?ref=share

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 14

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สิ่งสำคัญประการสุดท้ายของการจัดระเบียบโครงสร้างอำนาจของวชิราลงกรณ์คือการกำจัดผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ ในยุคภูมิพลนั้น แน่นอน มีการกำจัดคนเห็นต่างเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือ และมักกระทำโดยมีขอบเขตจำกัด คือจะกระทำภายในประเทศเป็นหลัก ส่วนคนไทยในต่างประเทศหรือชาวต่างชาตินั้น แม้จะถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายหมิ่น แต่หากไม่ย่างกรายเข้าไทย ก็มีผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตเล็กน้อยมาก อย่างไรก็ตาม ข้อแตกต่างหนึ่งก็คือ ในยุคภูมิพลนั้น การหมิ่นเจ้าหรือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ดังนั้น การลงโทษผู้ทำผิดจึงมีไม่มาก แต่หลังจากรัฐประหารครั้งล่าสุด ซึ่งประจวบเหมาะกับการใกล้การสวรรคตของภูมิพล มนต์ขลังมันจางหายไปตามกาลเวลา และกษัตริย์องค์ใหม่ ซึ่งคือวชิราลงกรณ์ ก็ไม่ได้รับความรักจากประชาชนเท่าภูมิพล จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เจ้าอย่างแพร่หลาย แต่วชิราลงกรณ์เลือกที่จะไม่ใช้กฎหมายหมิ่นเป็นเครื่องมือ ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องภาพลักษณ์ไทยถูกองค์การระหว่างประเทศต่อว่ามานานเรื่อง 112 การเปลี่ยนภาพลักษณ์ที่จะไม่ใช้ 112 ไม่ได้หมายความว่า วชิราลงกรณ์ใจดีกว่าพ่อ แต่พราะเค้าหันมาใช้การอุ้มฆ่าแทนที่….กรณีการอุ้มที่เราสงสัยว่ามาจากวชิราลงกรณ์นั้นเกิดตั้งแต่สมัยศิรินทิพย์ ซึ่งได้พูดไปบ้างแล้ว ขอไม่พูดอีก ข้ามกลับมาในปัจจุบัน สองกรณีแรกของการอุ้มฆ่าก็คือ ดีเจซุนโฮ และโกตี๋ เรามาเริ่มจากดีเจซุนโฮก่อน เค้าหายตัวไปในปี คศ 2016 หายไปอย่างนั้น หายไปเฉยๆ ภาษาฝรั่งเรียกว่า enforced disappearance คือบังคับให้สูญหาย ส่วนโกตี๋ถูกชายชุดดำประมาณ 10 คน มาอุ้มถึงที่พักในกรุงเวียงจันทน์ในปี 2017 ทั้งสองคนถือว่าเป็นคนที่วิจารณ์เจ้ารุนแรงที่สุดไม่แพ้คนอื่นๆ ดีเจซุนโฮมีชื่อเสียงจากการทำคลิปยูทูปโจมตีราชวงศ์ไทย ส่วนโกตี๋ถูกกล่าวหามากนั้น โดยมีการโยงเรื่องการค้าอาวุธ การฝึกอาวุธให้พลเรือนเพื่อต่อต้าน คสช รวมถึงถึงข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งอาวุธให้คนเสื้อแดงปะทะกับกองทัพที่ราชประสงค์ในปี 2010 เมื่อทั้งสองคนสูญหายจากลาว ทางการไทยปฏิเสธว่าไม่รู้เห็น และก็ปฏิเสธคำขอขององค์การระหว่างประเทศในการสอบสวนการอุ้มของคนเหล่านี้อย่างจริงจัง….ปลายปี 2018 เหยื่ออีกสามราย คืออาจารย์สุรชัย แซ่ด่าน และสหายภูชนะ และสหายกาสะลอง ได้ถูกอุ้มพร้อมๆ กัน จากบ้านพักในลาวเช่นกัน แต่ตามหลักฐานที่ปรากฏ ดูเหมือนว่าจะถูกล่อโดยนกต่อ เพราะภายในบ้านพักของอาจารย์สุรชัย ยังมีร่องรอยของการเลี้ยงรับรองคนจำนวนหนึ่ง การหายตัวไปแบบนั้น ยื่งทำให้สงสัยว่า ฝ่ายวังกำลังทำงานไล่ล่าผู้เห็นต่างอย่างต่อเนื่อง แน่นอน ทั้งสามคนนี้ถูกมองว่าล้มเจ้า จึงสมควรถูกกำจัดไป ในเวลาต่อมา ได้มีศพของชายสองคนลอยขึ้นจากแม่น้ำโขง ผลการพิสูจน์ศพพบว่าเป็นสหายภูชนะและสหายกาสะลอง แต่ร่องรอยของอาจารย์สุรชัยยังหาไม่พบ ดิชั้นได้รับโทรศัพท์จากนักการทูตประเทศยุโรปท่านหนึ่งที่ได้ข้อมูลจากวงในว่า สภาพศพที่ถูกมัดมือขาและผ่าท้องยัดด้วยซีเมนต์นั้น เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่งที่คนร้ายทำก่อนลงมือสังหาร เพราะคนสั่งเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ โดยให้เหยื่อนั่งคุกเข่า มัดมือและขา มือถือดอกบัว กล่าวขอขมาวชิราลงกรณ์ แล้วมีการถ่ายคลิปไว้เช่นกัน จากนั้นจึงลงมือสังหารในท่าดังกล่าว ส่วนการผ่าท้องนั้น นักการทูตกล่าวว่า อาจมาจากความเชื่อว่า การเอาอวัยวะภายในออกจะทำให้วิญญาณไม่สามารถจำร่างได้ จึงไม่สามารถกลับมาล้างแค้นได้ แน่นอน ทั้งนักการทูตฝรั่งและดิชั้นไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ แต่อย่าลืมว่า ราชวงศ์ไทยงมงายในเรื่องไสยศาสตร์มาก ส่วนร่องรอยอาจารย์สุรชัยนั้น ดิชั้นคิดว่า คนร้ายคิดว่าศพทั้งสองที่ลอยขึ้นมาไม่น่าจะเป็นข่าวอะไรมากมาย แต่พอมันกลายมาเป็นข่าวระดับชาติและระหว่างประเทศ พวกเค้าเลยตัดสินใจทำลายร่องรอยของอาจารย์สุรชัยทั้วหมด เพราะกลัวว่า การพบศพจะเป็นการกระตุ้นสาธารณชนให้ออกมาประท้วงได้…จากนั้น เดือน พค ปีที่แล้ว นักต่อสู้อีกสามคนสูญหาย หนึ่งในนั้นคือลุงสนามหลวง หลังจากทราบชะตากะรรมของเพื่อนร่วมอุดมการณ์ จึงได้หาทางหนีจากลาวไปเวียดนาม ได้มีข่าวออกมาว่า ทางการไทยขอความร่วมมือเวียดนามในการส่งตัวบุคคลเหล่านั้นกลับไทย ซึ่งเราไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า บุคคลเหล่านั้นตอนนี้อยู่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ลุงสนามหลวงเป็นบุคคลที่ฝ่ายเจ้าเกลียดมาก และพร้อมที่จะกำจัดเสมอ โดยหลังจากองค์กรระหว่างประเทศตามเรื่องนี้กับรัฐบาล ประวิตร วงศ์สุวรรณ ตอบว่าไม่รู้ตามเคย อีดอก….หลังจากนั้นก็มาถึงวันเฉลิม ซึ่งทุกคนคงรู้ที่มาที่ไปแล้ว ต้าร์ไม่ได้เป็นคนวิจารณ์เจ้ามากมายเลย และคิดว่า การดูแลของฝ่ายกัมพูชาจะทำให้ตัวเองรอดพ้นจากวัง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเยอรมัน การประท้วงต่อเนื่อง อาจจะส่งผลให้วชิราลงกรณ์ต้องการล้างแค้นโดยการสร้างความหวาดกลัวกับผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ ต้าร์เป็นเหยื่อง่าย เพราะไม่ได้ใช้ชีวิตปิดบังอะไรในพนมเปญ การอุ้มต้าร์กลางวันแสกๆ นั้นชี้ว่า ตอนนี้ ความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชาได้เปลี่ยนไปแล้ว จากการที่กัมพูชาเคยเห็นใจคนเสื้อแดง แต่พลวัตรความสัมพันธ์มันเปลี่ยนไป ตอนนี้ ฮุนเซนต้องการสานสัมพันธ์กับวังไทย ดังนั้น การปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องการหายตัวของต้าร์จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้…ในปี 2016 มีนักการเมืองท่านหนึ่งบอกดิชั้นว่า วชิราลงกรณ์จะขึ้นครองราชย์ปลายปี ในกระบวนการขึ้นครองราชย์ วชิราลงกรณ์ได้ทำรายชื่อศัตรูที่ต้องกำจัดจำนวน 50 คน ดิชั้นเพื่อเข้าใจว่า รายชื่อนั้นมันมีอยู่จริง แต่อย่าถามว่าใครอยู่ในรายชื่อนั้นบ้าง…….

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 13

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ไม่มีใครไม่รู้ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่เอาเจ้า ดิชั้นขอไม่วิจารณ์ไปมากกว่านี้ เพราะอยากให้โฟกัสเรื่องวชิราลงกรณ์มากกว่า เพียงแต่จะบอกว่า มันเกิดความลักลั่นระหว่างอุดมการณ์ของคนในพรรคและนโยบายของพรรค ที่ในที่สุด ต้องยอมผ่อนปรนเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง แต่วชิราลงกรณ์อ่านเกมออกแต่แรก โดยเฉพาะการไม่เอาเจ้าของอนาคตใหม่ และมองว่าปิยบุตรคือภัยที่ร้ายแรงกว่าธนาธร เพราะเป็นตัวแพร่อุดมการณ์ไม่เอาเจ้า ความนิยมที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับ ผสมกับนโยบายพรรคที่แม้ไม่ได้ชนกับเจ้าโดยตรง แต่ก็กระทบเจ้า อาทิ การลดบทบาททหารทางการเมือง….ข่าววงในออกอยู่เสมอว่า วชิราลงกรณ์ไม่พอใจพรรคอนาคตใหม่ และเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏ ยิ่งทำให้ทางวังรู้สึกว่า จะต้องกำจัดพรรคนี้อย่างเร็ว เอาจริงๆ แล้ว วชิราลงกรณ์หวั่นใจในตัวธนาธร/ปิยบุตรมากกว่าที่หวั่นใจในตัวทักษิณ เพราะรู้ว่าทักษิณต้องการไกล่เกลี่ยเสมอ เอาจริงๆ ทางพรรคเองก็รู้ว่าพรรคจะจบแบบไหน ถึงขนาดมีการคิดไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าวันนั้นมาถึง แกนนำพรรคจะต้องทำดีลกับสถานการณ์อย่างไรบ้าง หลังจากพยายามหลายครั้ง ในที่สุด อนาคตใหม่ก็ลงเอยแบบพรรคการเมืองที่ผ่านมา โดยการใช้ตุลาการณ์ภิวัฒน์ ที่ใช้ข้อกล่าวหาของการที่ธนาธรให้พรรคกู้ยืมเงิน ที่ถูกมองว่าเป็นการบริจาค ซึ่งผิดต่อกฎหมายการเลือกตั้ง…หลังจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ และจำกัดสิทธิของกรรมการพรรคทางการเมืองอีก 10 ปี ในความเป็นจริง ธนาธรยังต้องการผลักดันหลายเรื่องให้เลยไปกว่าการจัดตั้งพรรคก้าวไกล แต่ดันเกิดปัญหาโควิดขึ้น เลยทำให้การยุบพรรคอนาคตใหม่ “ฝ่อ” มิเช่นนั้น อาจจะช่วยจุดกระแสชุมนุมได้ มาบัดนี้ กระแสชุมนุมมันเลยพรรคอนาคตใหม่ไปแล้ว และโอกาสที่ธนาธรจะกลับมาเป็นแกนนำการชุมนุมตอนนี้ก็ยาก เพราะฝ่ายตรงข้ามได้สร้างเรื่องไว้แล้วว่าธนาธรอยู่เบื้องหลังการชุมนุมล้มเจ้า…ในส่วนนี้ขอพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าสองพรรคนี้ แม้จะมีนโยบายหลายอย่างใกล้เคียงกัน และอยู่ “ฝั่งประชาธิปไตย” เหมือนกัน แต่มันมีเซ้นของการแข่งขันกัน จากมุมมองของคนเชียร์อนาคตใหม่ พวกเค้าอยากก้าวข้ามทักษิณ อยากก้าวข้ามการปรองดอง แม้ในความเป็นจริง เค้าก็ไม่อาจยอมรับได้ว่า พรรคอนาคตใหม่ก็ไปไม่ไกลกว่าที่ทักษิณเคยทำ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น คนเชียร์ไม่เอาอนาคตใหม่เพราะมองว่าเป็นคู่แข่งทางการเมือง มองว่า คนของอนาคตใหม่คอยค่อนแคะพรรคเพื่อไทย ไอ้ประเด็นปลีกย่อยเหล่านี้ที่ทำให้คนเชียร์ของแต่ละพรรคต้องห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย…ต่อหน้าสื่อ ทักษิณชื่นชมอนาคตใหม่ว่าเป็นพลังสำคัญของประชาธิปไตย ลับหลังสื่อ (ตามที่ดิชั้นได้สัมภาษณ์นักการเมืองท่านหนึ่ง) ทักษิณออกจะรำคาญอนาคตใหม่ในความเชื่อมันที่สูงเว่อร์ over-confidence และการไม่ให้เกียรติพรรคที่มาก่อนอย่างเพื่อไทย แต่ทักษิณก็เล่นเกมการเมืองนี้ได้ดี โดยเปิดทางให้ธนาธรเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฟากของประชาธิปไตย (ซึ่งอนาคตใหม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากเพื่อไทยในฐานะที่เป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากกว่า)…ขอจบความเกี่ยวข้องของวชิราลงกรณ์กับพรรคการเมืองไว้เท่านี้ ตอนหน้าเรามาพูดถึงกลยุทธสุดท้ายของวชิราลงกรณ์ในการเข้าสู่สังเวียนทางการเมือง นั่นคือ การกำจัดผู้ลี้ภัยข้ามชาติ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 12

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เรื่องนี้ อุบลรัตน์เป็นคน approach ทักษิณก่อน คือหลังจากลองมาหลายบทบาท ทั้งทำงานชาริตี้ ทั้งเล่นหนัง ร้องเพลง เป็นสาวสังคม ล่าสุด อุบลรัตน์อยากเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว สำหรับดิชั้น การเสนอตัวของอุบลรัตน์นี่ทุเรศมาก อยากจะเป็นนายก แต่ตัวเองยังตัดไม่ขาดกับราชวงศ์ อยากจะส่งเสริมประชาธิปไตย แต่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าระบอบกษัตริย์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ บอกตรงๆ เหม็นเบื่อ อันนี้ต้องประนามทักษิณในจุดหนึ่งที่ตบหน้าคนดู โดยการส่งชื่ออุบลรัตน์เข้าประกวด เอาละ ถ้าจะอ้างว่าต้องการลากสถาบันกษัตริย์มาสู่การเมืองเพื่อให้พังมากไปอีก แต่ทักษิณก็ไม่อาจหนีข้อวิจารณ์เรื่องการเอาสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่เคยมี commitment ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย มาเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักษาชาติ ที่สำคัญ คนในพรรครักษาชาติเองไม่รู้เรื่องนี้จนมีการประกาศชื่ออุบลรัตน์อย่างเป็นทางการ…อุบลรัตน์มาขอทักษิณ ทักษิณบอกให้ไปถามวชิราลงกรณ์ก่อน เพราะมิบังอาจทำการอะไรเช่นนี้โดยไม่ได้รับไฟเขียวจากวชิราลงกรณ์ หลายอาทิตย์ต่อมา อุบลรัตน์กลับมาบอกทักษิณว่า ไปขอน้องชายแล้ว น้องชายบอกว่าได้ (อันนี้มีการตีความหลังจากเหตุการณ์นี้ว่า วชิราลงกรณ์คิดว่าพี่สาวพูดเล่น ไม่ซีเรียส เลยให้อนุญาตไปอย่างนั้น เท็จจริงประการใด ไม่อาจรู้ได้) เมื่ออุบลรัตน์เคลมว่า น้องชายยอมแล้ว ทักษิณจึงเดินหน้าประกาศให้อุบลรัตน์เป็นผู้แทนพรรคชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คิดดูว่ามันป่วยแค่ไหน หากเป็นจริง เรามีวชิราลงกรณ์เป็นกษัตริย์ มีอุบลรัตน์เป็นนายก มาจากครอบครัวเดียวกัน แค่ฟังก็ป่วยแล้ว….หลังจากข่าวสะพัดออกไป มีปฏิกิริยาตอบสนองสองแบบ ฝ่ายเสื้อแดงดีใจ อาจจะดีใจแบบสะใจ ที่เอาอุบลรัตน์มาเป็นพวกได้ ยิ่งทำให้ราชวงศ์แปดเปื้อนมากไปอีก หรือดีใจแบบไร้เดียงสาว่า อุบลรัตน์คือนารีขี่มาขาว จะอย่างไรก็ตาม ฝ่ายแดงเตรียมฉลองกันแล้ว แต่ฝ่ายเหลืองหรือสลิ่มนี่สิ ที่เป็นตัวแปรสำคัญ ออกมาต่อต้านเต็มที่ ด่าทออุบลรัตน์ ประหนึ่งว่าอุบลรัตน์ไม่ใช่ลูกภูมิพล ส่วนคนเสื้อแดงก็สวนกลับแบบบ้าคลั่ง บอกว่าจะฟ้อง 112 คนด่าอุบลรัตน์ เน่ามากค่ะ….วชิราลงกรณ์มองเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด และตระหนักว่า อุบลรัตน์คือมันร้อน (hot potato) ที่ต้องกำจัด เรื่องนี้วชิราลงกรณ์คิดอย่างแยบยลมาก รู้ตัวว่า เสื้อเหลืองสลิ่มไม่ได้ชอบตัวเองมากนัก หากตัวเองไม่ทำอะไรเลย ยิ่งทำให้พวกนั้นไม่ชอบตัวเองมากขึ้น เพราะพวกนั้นยังเป็นฐานเสียงของเจ้าที่สำคัญ ทั้งยังมีอำนาจ เป็นอีลีทและชนชั้นกลางกรุงเทพ เรื่องอะไรจะยอมเสียฐานเสียงตรงนี้ไป ในทางตรงข้าม หากตัวเองออกมาด่าทักษิณและพี่สาว ก็จะได้ใจสลิ่มเสื้อเหลือง “ดูสิ วชิราลงกรณ์อยู่ข้างเรานะ” และการตีความแบบนี้ก็นำไปสู่การที่วชิราลงกรณ์ตัดสินใจแทรกแซงโดยการสั่งห้ามการลงรับตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองของอุบลรัตน์ แถมออกแถลงการณ์ที่ด่าทักษิณอย่างรุนแรงว่าลากสถาบันกษัตริย์มาสู่การเมือง ดิชั้นอ่านแล้วขำ เพราะสถาบันกษัตริย์มันยุ่งการเมืองมานานแล้ว….การลงโทษทักษิณและพี่สาวนำไปสู่คำสั่งยุบพรรค อีกครั้งหนึ่งที่เห็นความร่วมมือระหว่างสถาบันกษัตริย์-ศาล-และชนชั้นกลางกรุงเทพในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง ผลนำไปสู่การยุบพรรค การสั่งห้ามกรรมการบริหารพรรคเล่นการเมือง 10 ปี แม้ว่าทักษิณจะมีส่วนสร้างความรำคาญใจต่อวชิราลงกรณ์ แต่ผลกระทบมันก็รุนแรงมาก เพราะทักษิณเสียฐานเสียงไปมากพอสมควร ส่งผลต่อการต่อสู้ของพรรคเพื่อไทย และอาจเป็นเหตุผลอธิบายว่าทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึงได้เสียงมากกว่าที่หลายคนคาดไว้….แต่ไทยรักษาชาติไม่ใช่แค่เหยื่อพรรคเดียว แผนของวชิราลงกรณ์ในจัดการกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านยังรวมไปถึงพรรคอนาคตใหม่ด้วย ตอนหน้ามาเล่าต่อว่า ฝ่ายเจ้าทำอะไรบ้างกับพรรคผัวเก่าดิชั้นบ้าง

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

การจัดโครงสร้างอำนาจใหม่ในวัง การทำความสะอาดบ้าน การสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ และการโอนกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของความต้องการคงไว้ซึ่งพระราชอำนาจนำ (royal hegemony) ของวชิราลงกรณ์ ในส่วนต่อไปที่วชิราลงกรณ์ทำนั้น คือการเข้าแทรกแซงทางการเมือง และการเริ่ม “ลงทุน” ในระบอบการเลือกตั้ง เพราะอย่างที่กล่าวไว้แล้ว ฝ่ายเจ้าและทหารไทยไม่เคยให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้ง เพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ควบคุมลำบาก และแข่งทีไรก็แพ้ แพ้ทั้งทักษิณและธนาธร เพราะตัวเองไม่สามารถสร้างนโยบายที่ดึงดูดประชาชน และเพราะในความเป็นจริง ก็ไม่ได้ต้องการสร้างการพัฒนาที่แท้จริงให้ชาวบ้าน….วิธีที่วชิราลงกรณ์ใช้ก็คือ การให้การสนับสนุนการตั้งพรรคใหม่ นั่นคือพรรคพลังประชารัฐ จริงอยู่ แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าวชิราลงกรณ์อยู่เบื้องหลังจากจัดตั้งพรรคนี้ แต่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า วชิราลงกรณ์ให้การสนับสนุน เพราะบุคลากรในพรรคนั้นเกือบทั้งหมดคือรอยัลลิสต์ที่มีผลประโยชน์ในการทำนุบำรุงสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ เมื่อพรรคนี้ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แน่นอน วชิราลงกรณ์มีส่วนในการเห็นชอบ/รับรอง ให้ประยุทธ์กลับเข้ามาเป็นนายกอีกครั้งหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า ประยุทธ์ยังใช้นโยบายรอยัลลิสต์เสมอ อาทิ การพูดก่อนหน้านี้ว่า ในรัฐสมัยใหม่ต้องไม่มีการประท้วง การสนับสนุนพรรคการเมืองแบบนี้คือนิมิตรหมายใหม่ (แม้จะไม่ใหม่มาก เพราะเจ้าก็เคยหนุนพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน) เพราะมันเกิดในช่วงที่ประชาชนโหยหาประชาธิปไตยในระบอบการเลือกตั้ง และมันเกิดในช่วงที่คู่แข่งทางการเมือง ทั้งทักษิณและพรรคเกิดใหม่อย่างอนาคตใหม่ หาประโยชน์จากการเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนช่วงชิงอำนาจการเมือง…กระบวนการสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่นี้มันเกิดหลังจากที่วชิราลงกรณ์แทรกแซงการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องการขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติไปแล้ว นี่มันคือการทำผิดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ วชิราลงกรณ์ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจ โดยเฉพาะในเรื่องการให้กษัตริย์เดินทางไปพำนักต่างประเทศนานๆ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ โดยปกติ การเดินทางของกษัตริย์ไปต่างประเทศจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ ซึ่งปกติก็จะเป็นประธานองคมนตรี (เปรม) แต่แล้วก็ขอให้มีการแก้ไข ให้สามารถไปอยู่เยอรมันได้โดยไม่ต้องแต่งตั้งใคร โดยยังสามารถ “ปกครองไทย” โดยใช้ “รีโมทคอนโทรล” คือไม่ว่าวชิราลงกรณ์จะอยู่ไหน ก็ยังปกครองไทยได้เสมอ นอกจากนี้ ยังเป็นการจำกัดอำนาจของประธานองคมนตรี ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็นการล้างแค้นเปรม (ให้อยู่ในตำแหน่งแต่ไม่ให้อำนาจ)….เมื่อร่วมมือกับพรรครัฐบาลแล้ว ภารกิจต่อไปคือการกำจัดพรรคฝ่ายค้าน เริ่มจากพรรคไทยรักษาชาติ เรื่องนี้พิลึกกึกกือมาก คือในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ทักษิณเองก็รู้ถึงโอกาสที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามเล่นงาน แม้จะมั่นใจว่า พรรคยังสามารถชนะการเลือกตั้งได้ เลยคิดว่าจะมีการแยกพรรคของเป็นสองส่วน เผื่อว่าหากมีการยุบพรรคแล้ว ตัวแทนของทักษิณยังสามารถอยู่ในการเลือกตั้งได้ จึงเป็นการถือกำเนิดพรรคไทยรักษาชาติ ข้อมูลที่ได้จากนี้ ดิชั้นได้จากการสัมภาษณ์นักการเมืองสำคัญคนหนึ่ง แต่ขอไม่ระบุว่าเป็นใครค่ะ….อุบลรัตน์มีความสนิทสนมกับทักษิณอย่างมาก hang out กันบ่อย และจะคอยรับรองอำนวยความสะดวกทุกครั้งที่อุบลรัตน์เดินทางมาเที่ยวที่ยุโรป ความสนิมสนมนี้ตีความได้ 2 แบบ คือ 1) ความต้องการใช้อุบลรัตน์เป็นสะพานไปสู่ราชวงศ์ เพราะอย่าลืมว่า ชินวัตรต้องการที่จะปรองดองเสมอไม่ว่าอย่างไรก็ตาม และ 2) อาจใช้ความสนิทกับอุบลรัตน์เป็นการตบหน้าราชวงศ์ในเวลาเดียวกัน สร้างความแตกแยกให้กับฝ่ายเจ้า ซึ่งคิดว่าประการที่ 2 สำเร็จได้ดีกว่า (การเสนอชื่ออุบลรัตน์เป็นนายก ดิชั้นเห็นว่าเป็นแผนที่เยี่ยมยอดชองทักษิณในการชี้ถึงการยุ่งเกี่ยวทางการเมืองของเจ้า ซึ่งมีผลในการทำลายความศรัทธาของเจ้าในระยะยาว) แต่ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าทักษิณจะเข้าใจหรือไม่ว่า อุบลรัตน์ไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลใดๆ ในกระบวนการตัดสินใจของวังทั้งสิ้น นอกจากนี้ ตัวอุบลรัตน์เองก็ยังไม่สามารถหลุดออกมาเป็นสามัญชนได้อย่างที่ปากพูด เพราะทุกวันนี้ ยังได้รับการดูแลจากรัฐบาล อยู่บนเงินภาษีประชาชน และยังต้องการการปฏิบัติเยี่ยงเจ้าหญิง…ตอนหน้าเรามาดูว่า ทักษิณและอุบลรัตน์พลาดได้อย่างไรในกรณีไทยรักษาชาติ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น