หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอน 6

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

สรุปว่า สอบเข้าได้จริงๆ ได้เป็นข้าราชการ กต ซี 3 มีคนที่สอบได้ทั้งหมดประมาณ 40 คน จาก 4,500 คน พอเข้ากระทรวงแล้ว กองการเจ้าหน้าที่ก็ถามว่า เราอยากไปทำงานกรมไหน เลือกได้ แต่จะได้หรือเปล่าไม่รู้ เรื่องจากตอนนั้นเพิ่งเป็นนักข่าว เลยอยากไปทำกรมสารนิเทศ เพราะเรารู้เรื่องการเขียนข่าวแล้ว และมีคอนเน็คชั่นกับนักข่าวพอควร ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ได้ เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ไปอยู่กรมนี้นะ ดิชั้นได้รับการทาบทามจากคุณดอน ที่ตอนนั้นเป็นอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก จะว่าเป็นกรมที่สำคัญที่สุดก็อาจจะพูดได้ เพราะมันเป็นกรมที่ต้องติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน กรมนี้แบ่งออกเป็น 4 กอง กองแรกคือพม่า ลาว เขมร เวียดนาม กองสองคือมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโด ฟิลิปปินส์ กองสามคือจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และกองสี่คือ ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือและใต้…ที่ไม่อยากไปอยู่ที่นั่นเพราะรู้ว่ามันต้องยุ่ง และคิดว่าคงมีแต่เสือสิงห์กระทิงแรด ไปอยู่กรมที่ไม่ต้องวุ่นวายมากดีกว่า เมื่อดอนเรียกไปพบ ก็แสดงความยินดีกับดิชั้น แล้วถามว่า อยากทำประเทศอะไรในกรมนี้ อีกหละ ด้วยความติดสบายนิดนึง และคิดว่ามันอาจไม่วุ่นวายเท่าไหร่ ดูแล้วเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เลยเลิกญี่ปุ่น (และไม่คิดว่าชีวิตต้องมาลงเอยที่ญี่ปุ่น) อธิบดีดอนก็ตามใจ ให้ดิชั้นเป็นเจ้าหน้าที๋โต๊ะญี่ปุ่นร่วมกับรุ่นพี่อีก 3 คน…การไปทำงานแรกๆ เมื่อเข้าเป็นข้าราชการได้ รู้สึกโก้ ภูมิใจ รู้สึกว่า เอ๊ะ เราก็เก่งเหมือนกันนิหว่า 5555 แต่เอาจริงๆ มันเป็นกระทรวงที่มีระดับบังคับบัญชาสูงมาก แม่งเหมือนทหารกองร้อยนึงก็ว่าได้ คิดว่าโก้ได้เป็นนักการทูต แต่งานที่ทำมัน tedious มาก และมันก็ดูถูกสติปัญญาเหมือนกัน ผู้ใหญ่กระทรวงอาจจะดีเฟนด์ว่า เป็นการฝึกงานให้เราเก่ง แต่ดิชั้นยังมองว่าเป็นการเหยียดอยู่ดี กล่าวคืด งานหลักคือไปถ่ายเอกสาร พอให้ร่างจดหมายราชการ แม้เป็นเรื่องง่ายๆ ร่างสั้นๆ แต่หัวหน้าก็แก้จนหมด จนไม่เหลืออะไรที่เป็นของเรา เพื่อที่จะแสดงอำนาจมากกว่าสอนงาน นอกจากนี้ ยังมีรุ่นพี่ที่กองที่ตอนนี้ก็ลาออกมาเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์แล้ว ก็มาใช้ให้เราพิมพ์เอกสารที่ตัวเองจะไปสอน เออว่ะ สอบเข้าไปเป็นนักการทูต กลับได้ไปทำงานเสมียน 5555…..สังคมในกระทรวงมันก็มีการแบ่งตามชนชั้นวรรณะอยู่แล้ว เอาเป็นว่า ที่ทำงานตอนนั้นคือวังสราญ์รมย์ โก้แค่ไหน ได้ทำงานในรั้วในวัง ดิชั้นเข้าไป ก็เหมือนมหาลัย เราจะมีกลุ่มเฉพาะ แต่ไม่นาน เมื่อย้ายไปลงกรมกองต่างๆ เราก็ต้องไปสร้างเพื่อนใหม่ในกรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ เพราะเราเพิ่งเข้า เอาจริงๆ วรรณะตรงนี้มันไม่รุนแรงเท่าไหร่ และต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นกระทรวงเจ้าขุนมูลนาย แต่ในหลายปีที่ผ่านมา ก็มีลูกชาวบ้านอย่างดิชั้นที่สอบได้ คือมันมีเส้นทางของความเก่งให้ลูกชาวบ้านเดินเหมือนกัน พูดง่ายๆ ถ้ามึงเก่ง ต่อให้มึงเป็นลูกเจ้าของโรงงานเสื้อโหล มึงก็ได้ดีได้ในกระทรวง…แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ อีพวกลูกท่านหลานเธอ พ่อเป็นทูตเก่า อีพวกไฮโซ ต่อให้ทำงานแย่แค่ไหน ผู้ใหญ่ก็เอ็นดู ไม่ดุมาก ไม่สั่งงานมาก ที่สำคัญแม่งโปรโมทขึ้นขั้นให้ด้วย แล้วกระทรวงต่างประเทศมันวัดกันเลยว่ามึงเจ๋งแค่ไหน โดยวัดจากประเทศที่เค้าจะส่งคุณออกไปประจำการ ดิชั้นถึงกร่นด่าอีทูตกะเทยหางแถวว่า เมืองอย่างบัวโนสไอเรส ถ้าคุณเป็นคนเก่งของกระทรวง เค้าไม่ส่งคุณไป เพราะเค้าวัดคุณภาพข้าราชการจากคุณภาพของเมืองที่ไปประจำการด้วย แน่นอน อีพวกเส้นใหญ่ ลูกท่านหลายเธอ มักจะได้ประเทศประจำการดี แม้คุณภาพตัวเองจะไม่ถึงก็ตาม เรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้เรารู้อีกว่า ไอ้ที่เราทำงกๆๆๆ กี่เท่าต่อกี่เท่า มันไม่ได้เท่าคนที่แม่งไฮโซในกระทรวง ที่ไม่ต้องเหนื่อยเท่าไหร่ แต่ผลลัพท์ที่ได้คือเท่ากัน…ดิชั้นเข้าทำงานได้ปีครึ่ง วันหนึ่ง คุณดอนก็เรียกไปพบ และถามว่า ทำงานเป็นเจ้าหน้าที๋โต๊ะญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง ดิชั้นก็บอกว่าดีไม่มีปัญหาอะไร แล้วจู่ๆ เค้าก็ถามว่า เป็นเจ้าหน้าที่โต๊ะแล้วเคยไปดูงานที่ญี่ปุ่นหรือยัง ดิชั้นตอบว่ายัง… นั่นจึงเป็นที่มาที่ดิชั้นไปจบชีวิตที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 ปี เป็นช่วงเวลาที่ว่างเปล่า และก็เป็นจุดหักเหในชีวิตเหมือนกัน…ดิชั้นสอบได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วยการสนับสนุนของกระทรวงการต่างประเทศ ให้ไปศึกษาที่ GRIPS โตเกียว ดิชั้นเก็บประเป๋าเดินทางออกจากไทย เดือนตุลาคม ปี 1995 เป็นการจากไทยที่ยาวนาน และกว่าจะกลับอีกทีก็ปี 2002 และกลับมาอีกแค่ปีเดียวจากนั้นก็ไม่เคยอยู่ไทยอีกเลยปล: ความแรดเมื่อเป็นอิสระจากกระทรวง รูปนี้ปี 1996

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 5

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ระหว่างที่ใช้เวลาร่วมกัน คุณดอน ปรมัตถ์วินัยก็ถามว่าดิชั้นเรียนจบอะไรมา ทำไมมาเป็นนักข่าว บลา บลา บลา เค้าบอกด้วยว่า เค้าเป็นรุ่นพี่สิงห์ดำ เลยอาจจะมีความเอ็นดูดิชั้นเป็นพิเศษ เอาเป็นว่า จบทริปอเมริกา ทำให้ดิชั้นรู้จักดอน ปริมัตถ์วินัยไปโดยปริยาย ทีนี้ก็มาถึงตอนจะสอบกระทรวงการต่างประเทศ จะเล่าให้ฟังว่ามันประสาทแดกอย่างไร นี่คือแม่งยากกว่าประกวดนางงามจักรวาล…กระทรวงการต่างประเทศเปิดสมัครทุกปี จะรับซี 3 และซี 4 คือปริญญาตรีและโทตามลำดับ นึกสภาพว่า ดิชั้นเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ เป็นบัณฑิตสาวพรหมจรรย์ ยังอ่อนต่อโลก ดิชั้นก็ต้องมีกลัวบ้าง ในปีนั้นถ้าจำได้ มีคนสมัครสอบทั้งหมดประมาณ 4,500 คน เค้าจะรับกี่คน เราไม่รู้ได้ จำได้ว่าสนามสอบคือโรงเรียนเตรียม ทั้งหมดมีการสอบ 3 รอบ เว่อร์ไหมค่ะ แต่รอบแรกนีคือสอบเปเปอร์อย่างเดียว อันนี้ยอมรับว่า ระบบกระทรวงมันก็มีความแฟร์อย่างหนึ่ง คือถ้ามึงเก่ง มึงเข้ามา แต่ก็อีกละ เรากลับไปดูเรื่องโอกาสการศึกษา แทบจะเป็นไปได้ลำบากที่ลูกอีเย็นจะก้าวมาถึงตรงนี้ได้ เพราะไอ้ความหินของการสอบตั้งแต่รอบแรก…รอบแรกเป็นข้อสอบ มีทั้งหมด 3 เซ็ทในการสอบ คือสอบแม่งทั้งวันค่ะ ข้อสอบเซ็ทแรกเป็นปรนัต 100 ข้อ คือวัดความรู้ทั่วไป เป็นตัวเลือกให้เลือก ข้อสอบก็จะมีอย่างถามว่า เมืองหลวงของซูดานคืออะไร ประเทศอัฟกานิสถานปกครองด้วยระบอบอะไร สมาชิกองค์การสหประชาชาติมีกี่ประเทศ ก็ว่ากันไป คือถ้าใครเรียนรัดสาด อาจจะไม่ยากเท่าไหร่ แต่อย่างว่า หลังๆ เด็กอักษรและเด็กนิเทศก็สามารถทำข้อสอบได้ดีไม่แพ้เด็กรัดสาด…ข้อสอบเซ็ทที่สองเป็นอัตนัย มี 4 ข้อย่อย ให้เขียนแสดงความเห็น ครอบคลุมทั้งหมด 4 หัวข้อ การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ อันนี้ถือว่ายากมาก คำถามในข้อกฏหมายระหว่างประเทศ อาทิ ถ้าเราจะต่อสู้คดีเขาพระวิหารที่ศาลโลก เราต้องเสนอข้อมูลและมุมมองอย่างไรโดยอ้างอิงหลักกฎหมายเขตแดน เป็นไงละคะ ยากฉิบหาย…ข้อสอบเซ็ทสุดท้าย ข้อนี้มีความพิเศษคือ เป็นเรียงความ 2 เรื่อง ณ จุดนี้ ใครที่เลือกสอบภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่นอกไปจากอังกฤษ จะต้องเขียนเรียงความเป็นภาษาที่ตัวเองเลือก สมมติเลือกแค่อังกฤษอย่างเดียว ก็โอเค แต่ในกรณีของดิชั้นที่เลือกสอบด้วยภาษาฝรั่งเศส ก็ต้องเขียนเรื่องหนึ่งเป็นอังกฤษและอีกเรื่องเป็นฝรั่งเศส คุณสามารถเลือกตอบเป็นภาษาเยอรมันและอิตาเลียนได้ (สมัยนั้นยังไม่มีให้สอบภาษาจีนหรือญี่ปุ่นนะคะ) อันนี้จะว่าง่ายก็ง่าย เราตอนนั้นเราถนัดภาษาฝรั่งเศสมากกว่า…เอาเป็นว่า จากหลายพันคน มีผู้สอบผ่านเพียง 80 คน นำไปสู่การสอบรอบที่ 2 ที่วังสราญรมย์ กระทรวงการต่างประเทศ แม่เจ้า รอบนี้มีความโหดมากกว่า เพราะเป็นการสัมภาษณ์ปากเปล่า รอบเดียว จำได้ว่าเมื่อถูกเรียกเข้าไปในห้องสอบ มีผู้ใหญ่กระทรวงนั่งอยู่ในห้องประมาณ 7-8 คน ล้วนแต่เป็นอธิบดีทั้งนั้น หนึ่งในนั้นมีคุณพ่อดอนของดิชั้นด้วยค่ะ ซึ่งเค้ายิ้มและขยิบตาให้ ว้ายยยย 5555 คำถามก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วไป จำได้ว่า โดนให้อธิบายความหมายของเอเปค มันคืออะไร สำคัญต่อไทยอย่างไร ถ้าเราได้เป็นผู้แทนไทยในการประชุม เราจะเรียกร้องอะไร โอ้ย ดิชั้นก็ฉอดๆๆๆ ในฐานะยุวชนกะเทย ขุดเอาความรู้ออกมาอวด 5555 ตอบไปทั้งหมด 10 นาทีได้ คำถามต่อไปสลบค่ะ เพราะถูกบอกให้พูดทั้งหมดใหม่แต่เป็นภาษาฝรั่งเศส หรือไงค่ะ 55555 คือตอนนั้นเหงื่อตกมาก แต่ในใจลึกๆ คิดว่าตัวเองทำได้ไม่เลว…..ในการสอบรอบสองนี้เองที่เราเริ่มเห็นคู่แข่งของเรา บอกเลย แม่งมีความไฮโซทั้งสิ้น ลูกท่านหลายเธอ ลูกทูต ดูจากนามสกุลบนป้ายชื่อที่ติดบนหน้าอกก็รู้ว่าเป็นลูกหลานใคร ไม่นับว่า การแต่งตัว ท่าทาง มารยาท อีดอก เหมือนเดินออกมาจากนิตยสารสกุลไทย แม้เราคิดว่าเราทำได้ แต่มองไปดูคู่แข่งแล้ว ก็หนักใจเหมือนกัน…..รอบสุดท้ายเลวร้ายสุด คือการไปสอบต่างจังหวัด เหมือนการเก็บตัวนางงามอย่างไงอย่างงั้น จาก 80 คน รอบนี้ถูกตัดเหลือ 60 คน เค้ายังไม่บอกอยู่ดีว่าจะเอาเหลือเท่าไหร่ จำได้ว่าเรานั่งรสบัสไปชะอำ (เลยทำให้รุ่นของดิชั้นที่กระทรวงมีชื่อเรียกว่ารุ่นชะอำ) ไปถึงปุ๊ป สอบทันที มีทั้งหมด 3 รอบในการสอบ รอบแรก ทุกคนจะถูกกักตัวไว้ในห้อง แล้วจะถูกเรียกออกไปทีละคน โดยไม่บอกว่าจะไปโดนอะไร ตอนนี้เครียดมากบอกเลย รอแล้วรออีก พอถึงตอนคิวของเรา ดิชั้นเดินออกไป มีเจ้าหน้าที่ ให้ดิชั้นล้วงหยิบฉลากในถุงผ้า หยิบขึ้นเป็นแผ่นกระดาษ ในนั้นมีหัวข้อที่เขียนว่า “ปัญหาโรคเอดส์” แล้วเค้าให้ดิชั้นอ่านบทความที่เป็นภาษาอังกฤษประมาณ 5 นาทีเรื่องโรคเอดส์ จากนั้น พาดิชั้นเข้าไปในห้องที่อธิบดี รองอธิบดี มากกว่า 10 คน นั่งเป็นผู้ชม รอบนี้คือการสอบ public speaking คือการพูดในที่สาธารณะ ให้ดิชั้นพูดถึงปัญหาโรคเอดส์ประมาณ 10 นาที จากนั้นก็เป็นคำถามที่เป็นภาษาอังกฤษจากคนที่อยู่ในห้อง คิดดูค่ะ เด็กเพิ่งจบปริญญาตรีจากมหาลัยกะลา แล้วต้องมาพบกับสถานการณ์แบบนี้ โอ้โห…จากนั้น สอบรอบสอง เราถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณ 10 คน เป็นการโต้เวทีกับกลุ่มตรงข้าม โดยกรรมการจะกำหนดหัวข้อให้เราโต้วาทีกัน เป็นภาษาอังกฤษ ว้าย ดิชั้นฉอดๆ ค่ะ เหมือนตอนไปออกรายการสรยุทธอะค่ะ 5555 พ่อดอนมองมาที่ดิชั้นแล้วโปรยยิ้มให้ อร้ายยยย จากนั้น รอบสุดท้ายคือการแสดง นี่เป็นหัวใจอันหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ คือต้องเข้าสังคม ต้องรู้จัก entertain แขก กลุ่มเราจัดการร้องเพลงและเต้นระบำ 555 จำไม่ได้ว่าเพลงอะไร แต่ก็เป็นเพลงร่วมสมัยนะคะ ไม่ได้โบราณ หลังจากนั้น ก็เป็นอาหารมื้อสุดท้าย ที่เราถูกจับให้นั่งกับผู้ใหญ่ของกระทรวง ตอนนี้เค้าก็จะดูกิริยามารยาทการเข้าสังคม การกินอาหาร การหยิบช้อน อะไรก็แล้วแต่ เหมือนพรหมลิขิตอีกแล้วค่ะ ได้นั่งกับพ่อดอน หลังจากเม้ามอยส์ต่างๆ ดิชั้นได้กล่าวว่า ขอขอบคุณที่เอ็นดูดิชั้นตั้งแต่การพบกันที่อเมริกาครั้งที่แล้ว พ่อดอนตอบว่า “ไม่เป็นไรคุณปวิน คุณยังมีเวลาขอบคุณผมอีกมาก” ว้ายยย นี่หมายความว่าดิชั้นสอบผ่านแล้วหรอคะ?ปล: รูปตอบเข้ากระทรวงปีแรกและไปเที่ยวอังกฤษในปีนั้น

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ทำอาชีพนักข่าวฆ่าเวลามันเพิ่มความรู้และประสบการณ์ในการมองการเมืองได้จริงๆ ตอนที่ทำงานนี้อยู่ช่วงปี 1993 ประมาณมีนาคมถึงธันวาคมเท่านั้น ช่วงนั้นไม่มีการเมืองหวือหวาอะไรมาก แต่มันมีประเด็นเรื่องภาคใต้ที่น่าสนใจ และดิชั้นได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เอาจริงๆ ก็กลัวนะ จำได้ว่า เวลาไปทำข่าวตอนกลางคืน พี่คนชับรถให้เรานั่งหมอบหลังรถ เพราะเลี่ยงการถูกยิงเข้ามาในรถ อะไรแบบนั้น เราก็เริ่มเห็นว่า ไอ้การแก้ไขปัญหาภาคใต้ตอนนั้นมันใช้ทหารนำอย่างเดียว และมันมีความพยายามบังคับใช้อัตลักษณ์ไทยกับคนมุสลิมในเขตนั้น อย่างเคยไปสัมภาษณ์ครูปอเนาะ เค้าก็บ่นว่า ถูกรัฐไทยบังคับให้เด็กนักเรียนเป็นพุทธ หรือการเอาสัญลักษณ์อิสลามออกจากชุมชนอะไรแบบนั้น เอาจริงๆ เค้าถามดิชั้นว่าเป็นพุทธไหม พอบอกว่าเป็นคริสต์ เรารู้เลยว่า เค้าโล่งอกที่จะคุยกับเรา มันเป็นเครื่องชี้วัดถึงความตึงเครียดระหว่างคนสองศาสนาในชุมชนเดียวกันจริงๆ….ทำได้สักพัก เริ่มจับทางการรายงานข่าวได้ เริ่มรู้ว่าเราจะรายงานข่าวแบบไหน บางทีอาจต้องหลีกเลี่ยงข่าวที่หลายสำนักรายงาน แต่ไปขุดข่าวอื่นที่คนอื่นยังไม่รู้ ทีนี้ ด้วยความเป็นคนตอแหลจ๊อแจ๊ะ และเป็นคนรายงานข่าวเร็ว คือข่าววิทยุมันรายงานทุกต้นชั่วโมง ถ้าเราได้ข่าว (พร้อมเสียง) มาตอนต้นชั่วโมง มันก็ง่าย เพราะเรามีเวลาโทรไปรายงายข่าวที่ออฟฟิซ (หมายถึงการรายงานข่าวด้วยเสียงเราเอง และตัดเสียงสัมภาษณ์ใส่ลงไปด้วย มันเป็นกรรมวิธีที่ใช้เวลาสักหน่อย แต่ถ้าชินแล้ว เทคเดียวก็ผ่าน และปกติข่าวพวกนี้ นาทีเดียวก็พอ) แต่คราวนี้ ถ้าเราได้ข่าวมาตอนปลายชั่วโมง นั่นก็จะเครียด เพราะถ้าเรารายงานข่าวนี้ภายในต้นชั่วโมงไม่ทัน มันต้องไปออกอากาศอีก 1 ชั่วโมงไปเลย จำได้ว่าตอนนั้น มีนักการเมืองหลายคนที่สนิทด้วย วันไหนเข้าเวรเสาร์หรืออาทิตย์ ไม่มีข่าว ก็จะโทรไปหานักการเมืองเหล่านั้นเพื่อขอข่าว คนที่สนิทที่สุดตอนนั้นคือคุณพินิจ จารุสมบัติ พอโทรไปรู้ว่าเป็นน้องเชอร์รี่ แปซิฟิก ก็ให้สัมภาษณ์ทันที 555…งานสุดท้ายที่ได้ทำคือการไปรายงานข่าวการจัดการประชุมเอเปคที่เมืองซีแอ๊ตเติ้ล สหรัฐอเมริกา อันนี้มันยากมาก เพราะตอนนั้นภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้เก่งกล้า แต่มันต้องมีการรายงานที่ต้องแปลจากอังกฤษเป็นไทย เอาจริงๆ นี่มันตรงกับที่เราอยากทำมากนะ คือที่เรียนมา เรื่องทักษะภาษาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ที่บอกว่าเป็นงานสุดท้ายก็คือ ตั้งแต่ช่วงกลางปีมา ดิชั้นทำเตรียมทำเรื่องเรียนต่อแล้ว และขณะที่เดียวกัน ก็เตรียมพร้อมสอบกระทรวงการต่างประเทศ เพราะคิดว่า แม้ชอบงานนักข่าว แต่ยังอยากลองงานกระทรวง และถ้าไม่ได้ ก็คิดว่าไปเรียนต่อต่างประเทศดูก่อน เลยสมัครไปเรียนและได้รับการตอบรับแล้ว ที่มหาวิทยาลัยปารีส 10 Nanterre ลืมบอกไปว่า ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศสนี่แหละหากิน ตั้งแต่สอบเอ็นทรานซ์ และในที่สุดก็สอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศด้วยภาษาฝรั่งเศส เอาเป็นว่า เมื่อสอบกระทรวงติดแล้ว ก็เลยลาออกจากการเป็นนักข่าว พับโครงการไปเรียนต่อ แล้วเข้ารับราชการทันทีในเดือนมกราคม 1994….ตอนต่อไปจะมาเล่าว่า วิธีการคัดเลือกข้าราชกระทรวงการต่างประเทศมันโหดขนาดไหน และตอแหลขนาดไหนด้วย แต่ขอจบตอนนี้ด้วยเรื่องนี้…. ระหว่างที่ดิชั้นนั่งเครื่องบินไทยไปประชุมเอเปคที่ซีแอ๊ตเติ้ล เครื่องบินทั้งลำเต็มไปด้วยทีมงานจากไทย ทั้งจากนักข่าวและข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เหตุการณ์นั้นนำพาให้ดิชั้นรู้จักอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกของกระทรวง นั่นคือ ดอน ปรมัตถ์วินัย ตลอดการเดินทางและตอนที่อยู่สหรัฐ ดิชั้นได้มีโอกาสสนิทกับคุณดอนอย่างมาก เค้าเอ็นดูดิชั้น และชั้นคิดว่าเค้าเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่น่าเคารพมากๆ คนหนึ่ง นี่คืดจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างดิชั้นกับคุณดอน ปรวัตถ์วินัยค่ะปล: รูปช่วงเป็นนักข่าว ตอนนั้นยังแอ๊บบอยๆ ไม่มีคนรู้ว่าเป็นตุ๊ดเท่าไหร่ค่ะ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอน 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

การได้เข้าไปเรียนที่จุฬานี่มันเป็นความภูมิใจส่วนตัวมากกว่าการภูมิใจในสถาบันการศึกษานี้ ที่พูดนี่ไม่ได้ดูแคลนจุฬา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น คงไม่สอบเข้าไปเรียน แต่เราภูมิใจกับตัวเราว่า ไอ้ที่เราพยายามอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน ไปหาโรงเรียนกวดวิชา ไปเอาซีร็อกซ์เอกสารเรียนจากเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้เข้าไปเรียนใน สอจ เออ มันเป็นความสำเร็จของเราเองเลยนี่หว่า ดังนั้น ดิชั้นจึงแทบจะไม่อินกับเรื่องอื่นๆ ที่เน้นระเบียบหรือพิธีกรรมเลย ตั้งแต่ชุดนิสิตหรือการกราบพระบรมรูป ทำเพราะต้องทำ เลยคิดว่าตัวเองอาจไม่กล้าเท่าเนติวิทย์ด้วยซ้ำที่เสนอให้ยกเลิกพิธีกรรมเหล่านี้ ค่ายพัฒนาก็ไปบ้าง แต่รู้สึกว่า มันไม่ได้ไปเพื่อการพัฒนาจริงๆ เพียงแค่เอาของไปมอบ เป็นแค่ความช่วยเหลือแบบครั้งคราว หรือ piecemeal เอาจริงๆ ได้ไปเห็นความแร้นแค้นของครอบครัวอีเย็นแล้วรู้แล้วว่า ความเป็นอยู่ของเราโชคดีมากในกรุงเทพ เรามีโอกาสที่ดีกว่า

…พูดเรื่องโอกาส กล้าบอกได้เลยว่า นิสิตจุฬาส่วนใหญ่มีโอกาสทางการศึกษามากกว่าคนอื่นๆ คนพวกนี้มาจากชนชั้นกลาง-สูง ที่มีทั้งทุนทรัพย์และอิทธิพล มันเลยทำให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ใช่ การศึกษาในไทยมันยังเป็นเรื่องโอกาส มันไม่ใช่เรื่องของความเท่าเทียม ซึ่งแท้ที่จริง มันควรต้องเป็นความเท่าเทียมมากกว่า ดิชั้นจึงคารวะนิสิตที่สอบเข้าได้ที่มีพื้นเพมาจากต่างจังหวัด ที่ไม่ได้อยู่ในโลกแห่งฟองสบู่ของชนชั้นกลาง เอาจริงๆ แล้ว คนพวกนี้เป็นคนที่น่าคบและมีมิตรภาพที่จริงใจกว่าเพื่อนที่มีสถานะในกรุงเทพพอๆ กับเราด้วยซ้ำ

…คนที่มีทุนทรัพย์และอิทธิพลเหล่านี้ เป็นฐานสำคัญของระบบอุปถัมภ์ ตอนเข้าปี 1 ดิชั้นก็จะมีเพื่อนที่มีมาจากหลายโรงเรียนไฮโซและโรงเรียนเจ้า อาทิ มาจากวชิราวุธแล้วมาต่อเตรียม โรงเรียนเอกชนเซ้นท์ทั้งหลาย หม่อมเจ้าหม่อมหลวงก็มาก ลูกนางสนองพระโอษฐ์ก็มี แม้แต่ชื่อเค้ายังเป็นชื่อพระราชทาน คือได้มีโอกาสไปสังสรรค์ที่บ้านคนเหล่านี้แล้วรู้เลยว่า เราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของคนเหล่านี้เลย ย้อนกลับไปตอนมัธยม มันเป็นความรู้สึกเดียวกัน ต่อให้ดันตัวเองแค่ไหน ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ระบบชนชั้น/ศักดินามันเป็นเขื่อนกั้นให้คุณไปต่อจากนั้นไม่ได้ มันเป็นความโกรธ และยิ่งโกรธเมื่อรู้ว่า ต่อมาในชีวิต คนพวกนี้ยังได้ดีอย่างต่อเนื่องแม้ไม่มีความสามารถอะไร นั่นเป็นเพราะระบบอุปถัมภ์ที่ค้ำจุนคนพวกนี้ทุกอย่าง ไม่ต้องมองไปไกล มองไปแค่กรณีอยู่วิทยาก็พอ

….เลยได้แต่บอกว่าต้องตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้เกียรตินิยม ตอนใกล้จะจบ เลยมีอาจารย์ทาบทามว่า สนใจทำงานนักข่าวไหม เออ มันเป็นอะไรที่เราเคยคิดเหมือนกัน แล้วอาจารย์ที่แนะนำบอกว่า ลองไปสมัครกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล ดูสิ (555) ดิชั้นก็ไปนะคะ สมเกียรติเคยเป็นอาจารย์สอนที่จุฬาก่อนที่จะลาออกไปทำงานโทรทัศน์ ก็เลยสนใจ จริงๆ อยากทำงานข่าวโทรทัศน์ แต่เมื่อตอนไปสมัคร มันมีเพียงตำแหน่งนักข่าวสายวิทยุของศูนย์ข่าวแปซิฟิก ก็เลยทำฆ่าเวลาไปก่อน ก่อนที่คิดว่าจะทำอะไรต่อไป คือตอนนั้นก็คิดถึงเรื่องอยากไปเรียนต่อเลย แต่คิดว่าลองหาประสบการณ์ทำงานก่อนก็ดี

…เข้าไปทำงานวันแรก (คือเรียนจบปุ๊ปก็ทำงานเลย ไม่ได้มีเวลาพักด้วยซ้ำ) ตอนนั้น เค้าส่งให้ไปรายงานข่าวที่รัฐสภา ทำได้สักพัก ก็ย้ายให้ไปประจำสายทำเนียบ หมายถึง การต้องตามการทำงานของรัฐบาล/นายกทุกวัน ตอนนั้นคือ ชวน หลีกภัย ก็ไปกินไปนอนตรงรังนกกระจอกในทำเนียบ ได้รู้จักนักข่าวรุ่นพี่หลายคน รวมถึงเจ๊ยุด้วย แล้วตอนนั้นอภิสิทธิ์ก็เพิ่งเริ่มเล่นการเมือง เอาจริงๆ ก็ได้รู้จักคนพวกนี้ตั้งแต่ตอนนั้น ม๊โอกาสไปบ้านแม่ถ้วนหลายครั้ง จะว่าสนุกมันก็สนุกนะ

…ประสบการณ์ตรงนี้ดีจังเลยอ่ะ เห็นการทำงานของรัฐบาล เห็นสันดานนักการเมือง เห็นบทบาทของนักข่าว นักข่าวนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณจริงๆ นะ จะเขียนข่าวยังไงก็ได้ โอเค ข้อเท็จจริงคือข้อเท็จจริง แต่ไอ้ที่เป็นความเห็นนี่มันขึ้นกับจรรยาบรรณล้วนๆ และยังได้เห็นการปฏิบัติของนักการเมืองต่อนักข่าว มีตั้งแต่ดูถูก ไปจนถึงเอาเราเป็นที่พึ่งขายข่าว ต้องนั่งรอข่าวริมถนน ต้องๆๆๆ อะไรอีกหลายอย่าง ฉายาของดิชั้นตอนนั้นคือ “น้องเชอร์รี่จากแปซิฟิก” คือรำคาญคนชอบถามชื่อเล่น โดยเฉพาะอีพี่นักข่าวผู้ชายที่ชอบมาก้อร่อก้อติกดิชั้น เลยบอกแม่งไปว่าชื่อเชอร์รี่ 5555 กลายเป็นฉายานักข่าวหญิงสาวสวยติดตัวดิชั้นตั้งแต่บัดนั้นมา

….ปล: รูปน้องเชอร์รี่ผอมโซ ไม่มีข้าวกิน เงินเดือน 7,000 บาท

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

นั่นอาจเป็นความรู้สึกว่าตัวเองตาสว่างก่อนคนอื่นๆ มันเป็นความรู้สึกว่า เราก้าวไปอยู่สังคมแบบนั้น แบบที่หากมองผิวเผินแล้ว คนเท่ากัน แต่ในความเป็นจริง มันไม่เท่ากันเลย เหมือนคนสอบได้เกรด A ที่มีตั้งแต่คนที่ได้คะแนนจาก 80 ไปถึง 100 เราอยู่ที่ 80 ได้ A เหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกับ A แบบ 100 ขอย้ำอีกทีว่า มันไม่ใช่เรื่องของความอิจฉา แต่มันเป็นสภาพเงื่อนไขทางสังคมที่เปิดโอกาสให้คนที่มีพริวิเลจจากชาติตระกูล ได้เกรด A โดยที่ไม่ต้องลงแรง ขณะที่ลูกเจ๊กอย่างดิชั้น ลงแรงแทบตาย แม้ได้เกรด A แต่เป็น A แค่ 80 ที่ไม่ใช่ 100

….ด้วยเหตุนั้น ดิชั้นจึงคิดเสมอว่า เมื่อเราเลือกเกิดไม่ได้ เราต้องสร้างความเท่าเทียมกับคนพวกนั้นด้วยความสามารถเป็นหลัก ฝรั่งอาจเรียกว่าเป็นระบบ meritocracy คือเอาความเก่งเข้าสู้ เพราะมันเป็นทรัพย์สินแบบเดียวที่เรามีอยู่ โชคดีที่ดิชั้นเรียนหนังสือใช้ได้ เก่งบางเรื่อง บางเรื่องก็ไม่ได้เหมือนกัน อย่างรู้ตัวเองว่า ไม่เก่งวิทยาศาสตร์/คณิคศาสตร์/เคมี/ฟิสิกซ์ ทำให้มันบีบให้เราต้องหันไปเรียนสายสังคมศาสตร์ แต่คิดว่าตอนนั้น หลายๆ คนคงเป็นเหมือนดิชั้น โชคดีที่ดิชั้นชอบเรียนภาษา เลยเลือกเรียนศิลป์ฝรั่งเศส และมันกลายมาเป็นวิชาหากินในช่วงแรกๆ ที่พาดิชั้นเข้าได้ทั้งจุฬาและกระทรวงการต่างประเทศ

…แต่ที่อาจไม่เหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ ในตอนนั้น และส่วนหนึ่งมาจากความต้องการดันตัวเองไปเท่ากับคนที่มันเหนือกว่าเราโดยอาศัยสติปัญญา นั่นคือการวางแผนชีวิตไว้ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม ไอ้ตอนเด็กๆ มีคนชอบถามว่าโตไปอยากเป็นอะไร นั่นมันแค่แฟนตาซี แต่ ณ จุดนั้น ดิชั้นคิดว่าดิชั้นรู้ว่าอยากเป็นอะไร ทั้งหมดมันมาจากการเลือกเรียนสายสังคมศาสตร์แต่แรก และภาษาต่างประเทศ เลยคิดว่า อาชีพนักการทูตน่าจะเหมาะ หรือนักข่าว หรืออะไรก็ตามที่ได้ใช้ทักษะภาษาเป็นหลัก

…ช่วงก่อนเอ็นทรานซ์ เป็นช่วงที่หงุดหงิดใจมาก เพราะรู้ตัวเองว่าเป็นคนชอบแข่งขัน และเราต้องสอบให้ได้เพราะไม่งั้นแผนที่วางไว้มันก็พังทั้งหมด ทีนี้ ไม่รู้ใครจำได้บ้างว่า ที่จุฬามันมีโครงการติวพิเศษสำหรับเด็กเอ็นทรานซ์สมัยนั้น เป็นโครงการที่ใครๆ ก็อยากเข้าไปเรียน จำได้ว่าเรียนฟรีมั้ง แต่ที่สำคัญ คุณต้องมีอาจารย์ในจุฬาเสนอชื่อเข้าไป โอ้โห อันนี้มันเป็นตัวทดสอบเลยว่า คอนเน็คชั่นแม่งสำคัญจริงๆ พ่อแม่คุณใหญ่แค่ไหน และใครที่คุณรู้จักในจุฬา หันมามองตัวเอง เป็นแค่ลูกเจ็กโรงงานเสื้อโหล ไม่รู้จักใครในนั้นจริงๆ แม้อยากเรียนใจแทบขาด แต่ก็เรียนไม่ได้ ต้องอาศัยขอชีทของเพื่อนที่ไปเรียนมาซีร๊อกซ์อ่านเองที่บ้าน โมโหก็โมโหกับไอ้ระบบที่แม่งไม่ยุติธรรมขนาดนี้ แต่มันก็ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องสอบเข้าให้ได้ เรื่องน่าขำคือ ไอ้เพื่อนที่ได้ไปติวในจุฬา กลับเอ็นไม่ติดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนดิชั้น เดินเชิ่ดสวยๆ เป็นนิสิตสาวจามจุรีเฟรชชี่ สอบเข้าได้คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นปีแรกที่คณะนี้แยกสอบตรงตามภาควิชา และภาค IR มีคะแนนสูงทีเดียวในปีนั้น

…อื้อหือ พอเข้าจุฬาปุ๊ป ไอ้ที่เราคิดว่าโรงเรียนมัธยมมันบ่มเพาะระบอบอุปถัมภ์ยึดโยงกับสถาบันกษัตริย์ ในรั้วมหาลัยมันยิ่งไปมากกว่านั้น ที่กำลังพูดถึงนี้มันคือบริบทของจุฬาเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่รู้ว่าตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง ตอนนั้น การแบ่งชนชั้นมันมีค่อนข้างสูง ไอ้วัฒนธรรม “โต๊ะ” ต่างๆ เนี่ยมันเป็นดัชนีชี้วัดอันหนึ่ง โต๊ะไฮโซ ไม่ไฮโซ กลุ่มไหนคบใครไม่คบใคร จริงอยู่ ในฐานะนิสิตเหมือนกัน มันก็มีการคุยกันปกติ แต่จะบอกว่าถึงขั้นคบเป็นเพื่อนคงไม่มี จำได้ว่า เวลา 4 ปีผ่านไปเร็วมาก สองปีแรกพอเข้าได้แล้วก็หลงประเด็น คือได้ใช้ชีวิตนักศึกษาจากรั้วมหาลัยที่ดีที่สุด (ในสายตาหลายคนตอนนั้น) เลยกินเที่ยวจนการเรียนแย่ จนมาพลิกฟื้นเอาตอนขึ้นปี 3 แล้วเอาความตั้งใจเดิมกลับมาคือ ต้องยกสถานะของตัวเองให้ได้เท่ากับพวกอภิสิทธิ์ชน เพื่อเราจะสามารถยืนได้เท่ากับพวกมัน เป้าหมายปลายทางคือสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศค่ะ

ปล: เป็นรูปเดียวที่เหลืออยู่ในวัยที่ยังไม่เสียสาว

หมวดหมู่
ตาสว่าง

ตาสว่าง ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ตอนนี้ขอจบเรื่องซีรีย์เรื่องการเมืองไทยกับสถาบันกษัตริย์ก่อน เขียนไปทั้งหมด 21 ตอนแล้ว และคิดว่าครอบคลุมเกือบทุกประเด็น เอาเป็นว่า ถ้ามีประเด็นเพิ่มเติมจะกลับมาเขียนใหม่ค่ะ

…วันนี้ขอเขียนอีกเรื่อง เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่อยากเอามาแชร์ ออกตัวก่อนว่านี่ไม่ใช่เป็นงานเขียนมหากาพย์อัตชีวประวัติตัวเอง แต่มันเป็นความพยายามเข้าใจว่า ทำไมตัวดิชั้นเองถึงตาสว่างก่อนใครๆ อะไรมันเป็นปัจจัยที่ทำให้ดิชั้นคิดต่างจากคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่โตมาในสิ่งแวดล้อมของความเป็นสลิ่ม นี่คือเขียนไปด้วย ก็พยายามจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย ในส่วนนี้ หากใครมีเรื่องราวของตัวเอง อาจจะเขียนในช่องคอมเม้นต์ หรือเขียนมาเป็นเรื่อง ก็จะอนุมัติโพสต์ให้ค่ะ ส่วนที่เป็นเรื่องส่วนตัวที่จะเล่านี้ จะขอเล่าข้ามๆ ไปบ้างนะคะ เพราะอยากจะโฟกัสเรื่องการเติบโตของดิชั้นและความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์

…ดิชั้นมาจากครอบครัวไทย-จีนทั่วไป อาจบอกได้ว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง มีพี่น้องเหมือนครอบครัวอื่นๆ พ่อเป็นฝั่งจีน แม่เป็นฝั่งไทย ดิชั้นเกิดและโตในกรุงเทพ กลางเมืองเลยค่ะ วนเวียนอยู่แถวสี่พระยา คลองสาน สาธร เจริญนคร แล้วก็โตอยู่ในบริเวณนี้ ไม่เคยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ชานเมืองเลย ถูกเลี้ยงมาแบบแคทอลิก (อันนี้มันก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และอาจอธิบายได้ว่า ทำไมดิชั้นถึงไม่อินกับ “ความเป็นไทย” ตั้งแต่เด็ก เพราะดิชั้นไม่ได้ถูกสอนมาให้เป็นคนพุทธ) เพราะความที่เป็นคริสต์ จึงได้เรียนโรงเรียนเอกชนที่เป็นแคทอลิก-คริสเตียน จริงๆ ก็นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นที่ได้เรียนโรงเรียนที่ค่อนข้างไฮโซ ซึ่งมันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการสร้างมุมมองทางการเมืองแบบสลิ่มเหมือนกัน

…ที่บ้านมีโรงงานทำเสื้อผ้า คือโตมากับโรงงานนี่แหละ เราเป็นเจ้าของกิจการ จริงๆ มันก็ไม่ใหญ่มากนะ ขนาดปานกลางถึงเล็กด้วยซ้ำ ลืมตาดูโลกมาก็เห็นงานในโรงงานแล้ว งานของที่บ้านก็คือ รับออเดอร์บริษัทมา แล้วเค้าให้วัตถุดิบทั้งหมด เรามาผลิตตามที่เค้าสั่ง หรือใครจะเรียกง่ายๆ ว่าโรงงานผลิตเสื้อโหลก็ได้ แต่เอาจริงๆ มันก็ไม่โหลนะ เพราะเราเคยได้ออเดอร์จากยี่ห้อแบรน์เนมเหมือนกัน เอาเป็นว่า ที่ครอบครัวอยู่ได้ ที่สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เอกชนได้ ก็มาจากไอ้โรงงานเสื้อโหลนี่แหละ พอโตมาในโรงงาน ก็เลยมีความคุ้นเคยกับการทำเสื้อผ้า ก็เลยรักงานด้านนี้ ถ้าไม่ไปเรียนสายอื่น ก็คงได้เป็นเจ้าของโรงงานต่อ ผลิตเสื้อแข่งกับสิริวัณณวรีค่ะ

…แม้จะอยู่กินแบบสบายตามวิถีคนกรุงและชนชั้นกลางกรุงเทพ แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ง่าย จำได้ว่า ครอบครัวพูดเสมอว่า เราต้องเหนื่อยเป็นสองเท่า เพื่อให้ได้เพียงเท่าเดียวของคนที่มีอภิสิทธิ์ในสังคม และคนพวกนี้ แม้วันหนึ่งเราจะมีเท่าเค้า เค้าก็ไม่ได้มองว่าเราเป็นพวกเดียวกับเค้า เข้าใจไหมคะ หรืองง 555

…เข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่มีลูกคนรวยเยอะก็เป็นปัญหาอันหนึ่ง ปัญหาอันนั้นคือ เรามีไม่เท่าเค้า นี่มันไม่ใช่เรื่องการอิจฉาว่ามีไม่เท่าเค้า แล้วไม่ใช่เรื่องต้องมาภูมิใจว่าชั้นพอเพียง แต่ดิชั้นสังเกตมาตั้งแต่เด็ก และพยายามจะอธิบายว่า อะไรที่ทำให้เราทำแทบตายก็ไม่เท่าเค้า คำตอบที่ได้ต่อมาก็คือ ระบบอุปถัมภ์และการที่คนบางกลุ่มในสังคมมีพรีวิเลจ หรืออภิสิทธิ์ชนเท่านั้น ทีนี้ เงินมันอาจสร้างตัวตนได้ แต่ไอ้อภิสิทธิ์ที่มันติดมากับชาติกำเนิดนั่นเราไม่มีสิทธิได้

…ดังนั้นแม้แต่ในโรงเรียนเอกชน มันก็มีชนชั้น แต่นี่ก็ไม่อยากพูดไปถึงขนาดว่ามันเป็นชนชั้นมหภาคอะไรแบบนั้น คือไอ้พวกลูกคนรวยพรีวิเลจก็ยังคบกันนะ อย่างพี่เจอะไรนี่ แต่อย่างไรเสียมันก็ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านอื่น ตั้งแต่รู้ว่าครูเกรงใจนักเรียนที่มีชาติกำเนิดดีกว่าที่ครูจะเกรงใจเรา อันนี้มันเห็นได้ชัด นี่มันเป็นอะไรที่ติดตัวมาตั้งแต่เล็ก จนเมื่อเริ่มโตอยู่ในช่วง ม ปลาย ก็เริ่มเข้าใจว่า ไอ้ระบบอุปถัมภ์ทั้งหมด มันที่สถาบันกษัตริย์ที่เป็นตัวหนุน แล้วถ้าคุณไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งตรงนั้น คุณจะไม่มีวันได้พรีวิเลจใดๆ ต่อให้คุณทำงานหนักให้ตายอย่างไร มันเหมือนเป็นลู่วิ่งที่คุณวิ่งได้แค่ลู่ที่เค้ากำหนด ต่อให้คุณวิ่งเก่ง วิ่งดี วิ่งเร็ว คุณไม่สามารถเปลี่ยนไปวิ่งลู่อื่นได้ค่ะ

…เดี๋ยวกลับมาเขียนต่อค่ะ
ปล: ดูออกเลยหรอคะว่าเป็นกะเทยยุวชน

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 21

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

วชิราลงกรณ์เป็นคนบ้าเรื่องวินัยมาก การแต่งกาย การประพฤติตน โดยเฉพาะแบบทหาร ศัพท์ภาษาฝรั่งอาจเรียกว่าเป็น Martial power แล้วมันติดตัวมาตลอด ที่มาที่ไปมาจากประสบการณ์ตั้งแต่ยังเล็กๆ จนไปเรียนจบที่ออสเตรเลีย หากวิเคราะห์เรื่องนี้แบบจริงจัง มันเป็นพัฒนาการทางด้านบุคลิกภาพของเค้าเอง แล้วพอมาเป็นกษัตริย์ ก็ใช้บุคลิกภาพนี้มาเป็นตัวสร้าง royal governance ที่ต่างไปจากอดีต ในสมัยภูมิพล เค้าใช้ “การพัฒนา” เป็นแกนในการปกครองมวลชน ในสมัยวชิราลงกรณ์ เนื่องจากไม่สนใจเรื่องการพัฒนา ไม่มีบารมี ไม่มีอำนาจทางจริยธรรม moral authority หรือใช้อำนาจแบบทหาร martial power เป็นตัวนำในรัชสมัยนี้…วชิราลงกรณ์ถูกย้ายจากโรงเรียนจิตรลดาไปที่โรงเรียนประจำที่แพงที่สุดของอังกฤษ อย่างที่เราได้อ่านรายงานที่เขียนโดยเพื่อนร่วมชั้นของวชิราลงกรณ์ที่อังกฤษแล้ว จะพบว่า ไม่มีใครคบวชิราลงกรณ์ เรื่องการเรียน หัวไม่ดี และแม้จะมาเรียนอังกฤษแต่เด็ก แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ ชอบเก็บตัวเอง เวลากินข้าวไม่มีใครกินด้วย ต้องนั่งกินกับครูแทน นอกจากนี้ ยังอ้วน เบ๊อะบ๊ะ ชอบซุกอาหารไทยไว้ใต้เตียงและแอบกินตอนกลางคืน อย่างไรก็ตาม แม้วิชาทั่วไปจะหัวไม่ดี แต่วิชาที่ลงภาคสนาม อาทิ การออกกำลังกายกลางแจ้ง การจัดระเบียบในชั้นเรียน วชิราลงกรณ์จะชอบมาก keen ว่างั้น จะชอบที่เป็นคนออกคำสั่งให้คนอื่นปฏิบัติ ซึ่งกลายมาเป็นการบูลลี่ ในรายงานที่เขียนโดยเพื่อนร่วมชั้นระบุว่า ใครที่อ่อนแอกว่า จะถูกแกล้ง ถูกใช้กำลัง จนในที่สุดคนที่ถูกบูลลี่ต้องยอมสารพัด (ดูที่นี่https://www.telegraph.co.uk/men/thinking-man/like-board-millfield-school-king-thailand/)
….ภูมิพลเห็นแนวโน้มที่ลูกชอบวิชาทหาร ซึ่งก็เหมาะกับบริบททางการเมืองระหว่างประเทศในตอนนั้น คือสงครามเย็น ที่ต้องต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ เลยส่งให้ลูกไปเรียนที่ Duntroon ซึ่งเป็นโรงเรียนทหารที่มีชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของโลก สาเหตุว่าทำไมถึงเลือกออสเตรเลีย แทนที่จะให้เรียนที่ Sandhurst ที่อังกฤษ Westpoint ที่สหรัฐฯ หรือ Ecole Militaire ของฝรั่งเศส อาจวิเคราะห์ได้ว่า ลูกไม่อยากอยู่อังกฤษแล้ว ไม่เลือกอเมริกาเพราะเป็นสาธารณรัฐจ๋า (แล้วอุบลรัตน์ก็เลือกไปแล้ว) ไม่เลือกฝรั่งเศสเพราะอยากให้ลูกได้ภาษาอังกฤษ เลยมาตกที่ออสเตรเลีย ส่วนหนึ่งอาจมาจากการที่ออสเตรเลียไม่ได้เป็นศูนย์กลางของสงครามเย็น เลยมีความปลอดภัยให้วชิราลงกรณ์
…วชิราลงกรณ์ชอบออสเตรเลีย เพราะมันไกลจากบ้าน ทำตัวได้สบายๆ ชอบวิชาทหารที่นั่น ชอบขับรถจากแคนเบอร์ร่าไปซิดนีย์ไปเที่ยวคลับบาร์ต่างๆ ในส่วนของ Duntroon นั้น แม้มีชื่อเสียงมาก แต่ก็มีเรื่องลบๆ มากเช่นกัน ลอง google ในอินเตอร์เน็ตก็รู้ว่ามีเรื่องอื้อฉาวมาก ทั้งการละเมิดทางเพศ ทั้งการฝึกจนตาย ทั้งการคอร์รัปชั่น ดิชั้นได้สัมภาษณ์นักวิชาการออสเตรเลียที่ให้ความเห็นว่า วชิราลงกรณ์เห็นเหตุการณ์เหล่านี้ และมันก็ฝังอยู่ในความทรงจำ ดังนั้น ความซาดิสม์ รุนแรงที่มาจากวชิราลงกรณ์ ข่าวลือเรื่องการอุ้มฆ่า การลงโทษผู้ใต้บังคัญบัญชาอย่างป่าเถื่อนพิศดาร ล้วนมาจากประสบการณ์ที่ Duntroon โรงเรียนนี้ควรต้องรับผิดชอบต่อความบ้าคลั่งของวชิราลงกรณ์จริงๆ
…เครือข่ายของวชิราลงกรณ์ในออสเตรเลียมีมาก ดิชั้นได้สัมภาษณ์เพื่อนของเค้าที่เคยเนียน Duntroon ด้วยกัน ลงความเห็นว่า เค้าเป็นคนแปลก แต่ก็เป็นมิตรในจุดหนึ่ง และเมื่อคนพวกนี้ไปเที่ยวเมืองไทย วชิราลงกรณ์ก็ส่งลูกน้องมาต้อนรับอย่างดี แต่เครือข่ายไปอาจไปไกลกว่านั้น คนหนึ่งที่อาจอยู่ในเครือข่ายนี้ในเวลาต่อมาคือธรรมนัส เพราะตอนที่ธรรมนัสถูกจับ เค้าอ้างทันทีว่าเค้าทำงานให้วชิราลงกรณ์ ทุกวันนี้ ใครๆ ก็รู้ว่าธรรมนัสยังมีสายสัมพันธ์กับวชิราลงกรณ์อยู่ ในแง่ของการเป็นผู้ชักใยทางการเมือง มีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาล จนได้ตำแหน่งรัฐมนตรี สังเกตเข็มกลัดทีปังกรบนเสื้อของธรรมนัสด้วย
…พอได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ วชิราลงกรณ์ก็เอา martial power มาใช้อย่างเคร่งครัด เรื่องทรงผม เสื้อผ้า ยกอกอึ้บ กลายมาเป็นเรื่องที่ซีเรียสมากและไม่มีใครกล้าขัดคำสั่ง การตัดผมสั้นยังเลยไปถึงการเป้นสัญลักษณ์ของการลงโทศให้อับอาย เช่นโกนหัวศรีรัศมิ์ หมอหยอง ปรากรม พงศ์พัฒณ์ จุมพล ดิสธร และอีกมาก กฏนี้ใช้อย่างเคร่งครัดในราชวัลลภ ไม่เว้นแม้แต่ทหารหญิง รวมถึงที่อยู่ในฮาเร็ม และแม้แต่ก้อยเองก็ทำตามประสงค์นี้ การบังคับไว้ผมสั้นมันคือการครองงำสิทธิในร่างกายเหนือบุคคลอื่น มันเป็นการย้อนยุคไปสู่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่หญิงไทยในราชสำนักต้องไว้ผมสั้น (เจ้าดารารัศมีประท้วงโดยการไม่ตัดผมเมื่อต้องย้ายมาเป็นสนมของ ร 5 อ้างว่า เธอคือล้านนา ไม่ใช่สยาม) กฏนี้ยังรวมไปถึงทหารคนอื่นๆ ที่อยู่นอกราชวัลลภ ตั้งแต่อภิรัชต์ไปถึงข้าราชการระดับล่าง ดังนั้น เรื่องเสื้อผ้าหน้าผมมันเป็นตัวชี้วัดระดับอำนาจของวชิราลงกรณ์ และเท่าที่เราเห็น มันมีอิทธิพลอย่างยิ่ง

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 20

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์และสิรินธรเป็นที่สนใจกับมากทั้งจากฝั่งแดงและเหลือง ก่อนอื่น ขอบอกเลยว่า ข่าวว่าสองพี่น้องทะเลาะกัน เกลียดกัน แก่งแย่งชิงดีนั้น แทบจะไม่มีมูลเลย แน่นอน เราอาจจะไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าความสัมพันธ์มันเป็นแบบไหน แต่จากการสังเกตการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะมุมมองทางการเมืองของวชิราลงกรณ์ เราอาจเชื่อได้ว่า ข่าวลือเรื่องการทะเลาะกันมันไม่เป็นความจริง…หลายปีก่อน มีคนเม้าท์กันว่า พ่อลำเอียง รักลูกสาวมากกว่า เพราะลูกสาวประพฤติตัวดีกว่าพี่ชาย และอาจยกบัลลังค์ให้ นี่คือการปล่อยข่าวของกลุ่มที่เรียกว่าเป็น wishiful thinking คือฝันในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แล้วเอาข่าวลือมาปลอบใจตัวเอง ลือไปต่างๆ นานาว่า วชิราลงกรณ์เอาปืนยิงสิรินธร จากนั้นก็เห็นสิรินธรเข้าเฝือก โอ้ยขำ ดูละครกันตนามากจนเกินเหตุ นอกจากนี้ การที่ในหลวงยกระดับให้สิรินธรเป็น “สยามบรมราชกุมารี” นั้น ก็มีคนไปเต้าว่าเป็นการยกให้เทียบเท่าวชิราลงกรณ์ที่เป็นสยามมกุฏราชกุมาร ในความเป็นจริง ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ในยศที่ปรากฏเป็นภาษาอังกฤษ สยามมกุฏราชกุมารคือ Crown Prince ซึ่งมีความหมายว่าเป็นผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป แต่สิรินธรในภาษาอังกฤษไม่ได้ใช้คำว่า Crown Princess ไม่ได้ใช้คำนี้ในภาษาอังกฤษที่เป็นทางการ หากแต่ยังใช้คำว่า Princess เท่านั้น…ต่อมาการแก้ไขกฏหมายการสืบสันตติวงศ์ที่เปิดโอกาสให้ “ผู้หญิง” ขึ้นเป็นกษัตรีย์ได้นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า ภูมิพลต้องการให้สิรินทรมาแทนวชิราลงกรณ์ อย่าลืมว่า ในครอบครัวนี้ มีลูกเพียง 4 คน แล้วก็เหลือสามคนเพราะอุบลรัตน์ถูกตัดฐานันดรไปแล้ว การแก้ไขให้ผู้หญิงขึ้นครองราชย์ได้นั้น เป็นแค่การสร้างทางเลือกในกรณีที่ไม่เหลือผู้ชายในครอบครัว เพราะครอบครัวมันเล็กมาก ไม่เหมือนในสมัยรัชกาลที่ 5 พูดง่ายๆ การแก้ไขกฏตรงนั้นก็เพียงเพื่อไม่ให้การสืบสันตติวงศ์ต้องถึงทางตันเท่านั้นเอง เรื่องนี้พิสูจน์ได้ง่ายๆ ว่า หากภูมิพลต้องการให้น้องสาวขึ้นแทนพี่ชาย ก็ต้องประกาศก่อนตัวเองตาย แต่แม้แต่าภูมิพลเองก็ยังยึดมั่นในหลักการสิบสันตติวงศ์ที่มีมาช้านาน และมองว่า ไม่อยากให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านต้องชะงัก เอาจริงๆ ภูมิพลมีความเห็นแก่ตัวสูง ทิ้งความเน่าเฟะทั้งหลายให้รุ่นลูกต้องมาแก้อีกมาก…ในความเป็นจริง ครอบครัวนี้มีความรักใคร่กันมาก โตมาด้วยกันในครอบครัวที่มีอภิสิทธิ์ที่สุด แม้วชิราลงกรณ์จะมีความโหดร้าย แต่คนในวงในรู้กันว่า เค้ารักพี่น้องทุกคน รักคนละแบบ รักพี่สาวที่เป็นพี่สาว และเอาจริงๆ สงสารที่ถูกพ่อถอนยศฐาบรรดาศักดิ์ ถ้าไม่เกิดเรื่องไทยรักษาชาติ ก็อาจจะคืนยศให้พี่สาวไปแล้ว รักสิรินธรเพราะเป็นน้องที่สร้างความรักที่ประชาชนมีให้สถาบัน คือต่อให้ใครทำเลวอย่างไร แต่มีสิรินธรเป็นตัวช่วยพยุงสถาบันเอาไว้ เพราะฉะนั้น มันเป็นความรักน้องที่มีประโยชน์ส่วน คนสุดท้ายนี่รักมาก ดูแลตลอด เพราะน้องอ่อนแอ เค้าจึงยอมไม่ได้หากมีใครมาทำร้ายร้องสาว อย่างกรณีการจัดการกับทั้งวีรยุทธและชัยชนอย่างโหดร้าย…ดังนั้น กลับมาเรื่องเดิมอีก ไอ้การบอกว่าพี่ชายเกลียดสิรินทร มันแทบไม่มีมูล เอาเข้าจริง 2 พี่น้องทำงานเข้าขากันดีมาก เมื่อถึงจุดที่พี่จะขึ้นครองราชย์ สิรินทรก็ลดบทบาทลงไปมากทีเดียว เพื่อเป็นการปูทางให้พี่ชาย ส่วนไอ้การที่ กปปส บิ้วเรื่องสิรินทรนั้น ส่วนหนึ่งคือ wishful thinking อย่างที่เขียน คืออีพวกอีลีทไทย ชนชั้นกลางตอแหล พวกนี้มันเกลียดวชิราลงกรณ์ แล้วพยายามเอาสิรินทรไปชน อันนี้คนอย่างลุงสนามหลง พูดเป็นตุเป็นตะว่าเค้าทะเลาะกัน ไม่เลย ถามว่า สิรินธรพอใจ กปปส ไหม ในความเห็นดิชั้นคิดว่า ฝ่ายเจ้าทุกคนก็เอา กปปส ทั้งนั้น ดังนั้น การด่วนสรุปว่า สิรินธรเอา กปปส เลยทำให้ไม่ถูกกับพี่ชาย เป็นเรื่องไร้สาระ…เพราะในความเป็นจริง พี่น้องทำงานอย่างเข้าขา การไปร่วมงานที่ไปร่วมงานขึ้นครองราชย์กษัตริย์เนเธอร์แลนด์ด้วยกัน (บทความของดิชั้นเรื่องนี้ https://www.newmandala.org/royal-power-arrangement/) ก็เพราะต้องการใช้ความชอบธรรมของน้องมาลบภาพลักษณ์ที่ไม่ได้ของพี่ หรือแม้แต่การยอมให้มีการจัดงานวันเกิดสิรินธรอย่างใหญ่โต นั่นก็เพราะจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ สิรินธรคือสินค้าหลักของบริษัทนั่นเอง ส่วนจะได้ขึ้นครองราชย์ต่อไปหรือเปล่า มันเร็วไปที่จะพูด ขึ้นกับเงื่อนไขทางการเมือง และความมั่นคงของสถาบันเอง ทั้งนี้ รวมด้วยว่า สุทิดาจะมีลูกด้วยหรือไม่

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 19

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ความสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์กับทักษิณเป็นประเด็นที่พูดกันมาก แม้แต่ตัวดิชั้นเองที่ได้มีโอกาสคุยกับคุณทักษิณหลายครั้ง ก็ยังไม่สามารถล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงของคนทั้งสอง เรื่องนี้ลือกันมาก ตั้งแต่ก่อนทักษิณเป็นนายก และยิ่งหนาหูเมื่อตอนทักษิณเป็นนายกแล้ว จนถึงขนาดทูตสหรัฐเอาไปเขียนรายงานกระทรวงการต่างประเทศที่วอชิงตันว่า ทักษิณมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ่งกับวชิราลงกรณ์ จนทำให้อีลีทไทยคนอื่นๆ หวั่นใจว่า วชิราลงกรณ์จะหันไปร่วมมือกับทักษิณแล้วกินรวบการเมืองไทย….ข่าวลือมันมาจากไหน มันมาจากความพยายามของทักษิณในการเอาใจเจ้า เรื่องนี้เขียนไปแล้ว คือทักษิณจะเอาทุกอย่าง อยากได้อำนาจทางการเมือง และทำได้สำเร็จ แต่การได้อำนาจทางการเมืองนั้น ทำให้ต้องเป็นอริกับฝ่ายเจ้า ซึ่งทักษิณก็พยายามที่จะดีด้วย แต่ไม่เป็นผล เพราะทักษิณถูกมองเป็นภัยตั้งแต่วินาทีแรกที่เค้าชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย นี่มันคือความน่าเสียดายที่ทักษิณไม่ต้องการใช้พลังมวลชนเปลี่ยนการเมืองแบบใหม่ และดับเครื่องชนระบบเจ้าที่มันเกาะกินมานาน ในทางตรงข้าม อำนาจก็จะเอา เจ้าก็จะเลีย ผลสุดท้าย คนไทยกลายเป็นผู้รับกรรม…ข่าวลือคือ เมื่อทักษิณไม่สามารถทำให้ภูมิพลรักได้ ก็ต้องไปเอาใจวชิราลงกรณ์แทน โดยการเป็นเจ้ามือจ่ายค่าโน่นค่านี่ให้ รวมถึงข่าวลือของการออกเงินช่วยซ่อมวังที่นนทบุรี แต่จดบัดนี้ เราก็ยังไม่เห็นหลักฐานอันนั้น จากนั้นมันก็มีสัญลักษณ์อื่นๆ ที่ทำให้หลายคนเชื่อว่า สองคนนี้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน อาทิ การที่ทักษิณให้สัมภาษณ์ใน นสพ ไทม์ ของอังกฤษ บอกว่า รัชสมัยหน้า (ร 10) จะต้องดีกว่า สว่างกว่า รัชสมัยปัจจุบัน (ตอนพูดนั้น ภูมิพลยังไม่ตาย) ทำให้ฝ่ายเจ้าโกรธและฟ้องทั้งทักษิณและนักข่าวอังกฤษด้วย 112 <_ thaipoliticalprisoners.wordpress.com=”thaipoliticalprisoners.wordpress.com” _2009=”_2009″ _11=”_11″ _09=”_09″ thaksin-and-the-golden-age=”thaksin-and-the-golden-age” _=”_”>

….ถามว่าเชื่อไหมว่าคนสองคนมีการสื่อสารกัน อันนี้ดิชั้นเชื่อแน่ๆ ว่ามีการสื่อสารโดยผ่านตัวกลาง ทักษิณยังมีคนที่พอพึ่งได้ในวังที่จะเป็นคนส่งสัญญาณต่างๆ อาทิ สัญญาณว่าตัวเองต้องหนีออกไป สัญญาณที่ส่งต่อไปยิ่งลักษณ์ว่าต้องหนี รวมถึงเพื่อนพ้องทางการเมืองที่เป็นตัวกลางให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นอนุทิน หรือแม้แต่ประวิตรเองก็ตาม ประวิตรมีความสนิทสนมกับตระกูลดามาพงศ์มาก และยังมีความเกรงใจคุณหญิงพจมานอย่างที่สุด พยายามที่จะแยกความเกลียดทักษิณออกจากพจมาน เราจะสังเกตเลยว่า คนจะด่าทักษิณอย่างไร พจมานไม่ถูกลากไปเกี่ยวด้วย เมื่อตอนอีทยาจาก กปปส ไล่ด่าคุณหญิงที่สยาม หลังจากนั้น อีทยาถูก “ผู้ใหญ่” เรียกไปด่าว่า อย่าไปยุ่งกับคุณหญิงพจมาน…ต่อมาก็เกิดปรากฏการณ์เสื้อแดง ใครจำได้ไหมว่ามีวาทกรรม “เรารักพระบรม” ออกมาจากคนเสื้อแดง ดิชั้นฟังแล้วป่วย บอกเลย ต้องการปลดแอกออกจากระบบภูมิพล แต่กลับจะเอาตัวเองไปอยู่ในระบอบวชิราลงกรณ์ ดิชั้นเองเอาเรื่องนี้มาล้อ การปาฐกถาครั้งสุดท้ายของดิชั้นที่กรุงเทพ ดิชั้นใส่เสื้อตัวนี้ขึ้นเวที เป็นการพูดวิจารณ์วชิราลงกรณ์อย่างตรงไปตรงมา ตอนนั้นยังคิดเลยว่าอีกไม่นานดิชั้นคงถูกจับ ไม่นานก็เกิดรัฐประหาร และอย่างที่เราทราบกันอยู่ว่าดิชั้นโดนอะไรบ้าง กลับมาที่คนเสื้อแดง ส่วนหนึ่งบอกว่า ไอ้แคมเปญเรารักพระบรมเป็นการตอกกลับกลุ่มรอยัลลิสต์ให้มันดิ้นตาย โดยเฉพาะถ้าเห็นว่าวชิราลงกรณ์หันมาอยู่ข้างเสื้อแดง ดิชั้นไม่อินด้วยนะคะกับความคิดแบบนี้ คิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ….ยิ่งตอนที่เสื้อแดงชุมนุมที่อักษะ ยิ่งตีความกันไปใหญ่ว่า วชิราลงกรณ์อนุญาตให้ชุมนุมได้ เท่ากับเป็นการสนับสนุนคนเสื้อแดง โอ้โห ไงละคะ ไม่นานนักก็เกิดรัฐประหาร นั่นเท่ากับว่า วชิราลงกรณ์เลือกแล้วที่จะพึ่งทหารในการช่วยให้การเปลี่ยนผ่านรัชสมัยเป็นไปโดยราบรื่น และได้รับการตอบสนองของกองทัพอย่างเต็มใจ…ผ่านมาหลายปี หลังจากที่วชิราลงกรณ์เป็นกษัตริย์แล้ว ข่าวลือที่ว่าคนสองคนเป็นมิตรกัน ก็ยังกลับมาเนืองๆ ตอนที่อุบลรัตน์ถูกตัดสิทธิ์จากการเป็นตัวแทนพรรคไทยรักษาชาติ และมีการออกพระบรมราชโองการด่าทักษิณอย่างรุนแรง นั่นเป็นการพิสูจน์อีกทีว่า ไอ้ความเป็นเพื่อนมันเป็นเรื่องมายาหรือเปล่า หลายคนเชื่อว่า หากไม่ได้รับไฟเขียว พรรคคงไม่กล้าเสนอชื่ออุบลรัตน์ นั่นก็จริง แต่วชิราลงกรณ์วัดกระแสตอบรับจากสังคม และเห็นว่า หากยอมเรื่องนี้ ฝ่ายสลิ่มมันจะเชื่อมั่นว่า วชิราลงกรณ์กับทักษิณเป็นพันธมิตรกันแน่ๆ เลยต้องออกมาปราม เพื่อรักษาแรงสนับสนุนจากฝ่ายสลิ่มคลั่งเจ้า ขณะที่ยังเก็บทักษิณเป็นหมากทางการเมืองต่อไป ส่วนทักษิณยังอวยเจ้าไปเรื่อยๆ เขียนอวยพรในทุกโอกาสเท่าที่จะทำได้…มีคนเคยบอกว่า “ไม่มีใครเอาใจวชิราลงกรณ์ได้เท่ากับทักษิณ” นั่นอาจจะจริง แต่คนพูดคงลืมไปว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวรในมุมมองของวชิราลงกรณ์เช่นกัน”

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 18

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ปัญหาหนึ่งของการไม่เข้าใจการปกครองของวชิราลงกรณ์คือ การเข้าไม่ถึงข้อมูลส่วนตัว ในสมัยภูมิพล เรื่องส่วนตัวเจ้าส่วนหนึ่งมันปรากฏในข่าวในพระราชสำนัก แม้มันจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันก็ทำให้เราเห็นภาพบางอย่าง ที่สามารถนำไปใช้ตีความต่อได้ ส่วนหนึ่ง ภูมิพลมีความมั่นในใจการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวบางอย่าง สาเหตุหนึ่งก็เพราะ ภูมิพลมีทีมงานที่ปรึกษาที่ดี ในความเป็นจริง เค้ามีที่ปรึกษาในเกือบจะทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเกษตร หรือแม้แต่ด้านสื่อ บุคคลที่เคยอยู่ในการประชุมกับภูมิพลจะรู้ว่า ภูมิพลไม่มีไอเดียอะไรมาก คอยแต่จะเอาไอเดียจากคนอื่น แต่นั่นก็ถือว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งการในเอาไอเดียคนอื่นมาปรับใช้และเคลมว่าเป็นของตัวเอง….ในตอนนี้ นี่คือสิ่งที่ต้องการพูด ใครคือที่ปรึกษาวชิราลงกรณ์ คำตอบง่ายๆ เลย ไม่มีใครรู้เป็นที่แน่แท้ ก็เดาๆ ไปบ้าง เพราะเราจะไม่เห็นบุคคลรอบข้างวชิราลงกรณ์นอกจากเมีย นอกจากนี้ วชิราลงกรณ์ไม่มี “พระราชกรณียกิจ” จึงทำให้ไม่มีความจำเป็น (มั้ง) ในการแสวงหาที่ปรึกษา ทั้งนี้ทั้งนั้น วชิราลงกรณ์มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เห็นการทำงานของพ่อมาทั้งชีวิต ต่างจากพ่อที่เริ่มงานนี้เมื่อยังเป็นเด็กเลยต้องมีคนประคับประคอง แต่วชิราลงกรณ์เห็นว่าพ่อทำอย่างไรบ้าง รู้กลไกอำนาจรัฐ และสามารถใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง…วชิราลงกรณ์อาจมีคนสนิทรู้ใจอยู่บ้าง มีกระแสข่าวเรื่องอำพน กิตติอำพน ที่ตอนนี้เป็นกรรมการ สนง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และที่ปรึกษาโครงการจิตอาสา มีพลากร สุวรรณรัฐ ที่เป็นองคมตรีอยู่ แต่ก็แค่นั้น ต้องขอย้ำอีกทีว่า ในความเป็นจริง วชิราลงกรณ์อาจจะมีคณะที่ปรึกษาก็ได้ ที่เราไม่รู้ แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว ดิชั้นไม่เชื่อ ส่วนหนึ่งเพราะนิสัยส่วนตัวของวชิราลงกรณ์ ที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ ไม่มีใครอยากเป็นที่ปรึกษา เพราะไม่ชอบฟังสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ จะฟังแต่ที่ตัวเองจะเชื่อ ข้อมูลภายในแจ้งว่า ทุกวันนี้ พวกประยุทธ์ยังต้องรายงานข่าวการเมืองแบบที่วชิราลงกรณ์อยากฟัง ไม่ได้มาจากความเป็นจริง อาทิ การรายงานว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษามีทักษิณและธนาธรอยู่เบื้องหลัง วชิราลงกรณ์ชอบอ่านแนวหน้า ไทยโพสต์ สยามรัฐ แต่จะไม่อ่านมติชนหรือช่าวสด เอาจริงๆ วชิราลงกรณ์ก็คือสลิ่มตัวพ่อนั่นเอง…วชิราลงกรณ์ไม่ชอบคนประจบสอพลอ แต่ก็ไม่อยากฟังอะไรที่มันบาดหู มีกรณีทูตไทย รัฐกิจ มานะทัต พยายามวิ่งเต้นหลังจากถูกย้ายจากการเป็นทูตที่เบิรน์ (สวิตเซอร์แลนด์) เพื่อจะกลับไปปักกิ่ง มาวุ่นวายกับวชิราลงกรณ์ เลยถูกส่งไปอังการา ตุรกี แทน นอกจากนี้ คนที่กระทรวงต่างประเทศเล่าด้วยว่า วชิราลงกรณ์เกลียดคนผมหงอก (55555 อันนี้จริง คงเกลียดเพราะ สศจ) เลยบังคับให้ทูตไทยที่ต้องเข้าเฝ้าก่อนไปประจำการต่างประเทศทุกคนต้องย้อมผมเป็นสีดำ คือรัฐกิจหัวหงอกทั้งหัว เลยต้องไปรีบย้อมผมเพื่อเข้าเฝ้า ก่อนที่วชิราลงกรณ์จะโกรธไปมากกว่านี้ เรื่องนี้ถาม คน กต ได้ รู้กันทั่ว….แต่มีที่ปรึกษาคนหนึ่งที่วชิราลงกรณ์จะฟัง นั่นคือที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยส่วนตัว นั่นคือ จักรภพ ภูริเดช มันเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีทั้งรักทั้งเกลียด เอาจริงๆ เหมือนผัวเมียด้วยซ้ำ ตระกูลภูริเดชรับใช้วชิราลงกรณ์มานาน เลยได้การปูนบำเหน็ดทั้งครอบครัว รวมถึงการแต่งตั้งน้องไอ้ค้อก จิรภพ เป็นผู้บังคับการกองปราบ ไอ้ค้อกได้กลายมาเป็น security guard ให้วชิราลงกรณ์ อย่างที่เรารู้ เป็นมือสังหารให้เสี่ย อยู่เบื้องหลังการกำจัดศัตรูทางการเมือง (กลุ่มหมอหยอง ปรากรมและพิสิษฐ์ศักดิ์) และการกำจัดผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ เคยร่วมมือกับก้อยวางแผนการตัดกำลังผู้ลี้ภัยในต่างประเทศด้วย…แต่ค้อกก็ทำให้วชิราลงกรณ์กริ้วหลายครั้ง ครั้งที่ถูกเด็กเยอรมันลอบยิงด้วยปืนลม อันนั้นทำให้การรักษาความปลอดภัยของวชิราลงกรณ์ต้องบกพร่อง แต่อันที่วชิราลงกรณ์โกรธมากก็คือ การปล่อยให้ปาปารัสซี่เข้าถึงตัว และถ่ายภาพที่วชิราลงกรณ์กับก้อยใส่เสื้อกล้ามตัวจิ๋วยืนบนยอดเขาสกี แถมดิชั้นเป็นคนแรกที่ได้ภาพนั้นมา ทำให้วชิราลงกรณ์โกรธค้อกมาก เลยสั่งให้มีการปลดค้อกแบบฟ้าผ่าเพราะควบคุมความโกรธไม่ได้ แต่สายดิชั้นแจ้งล่วงหน้าว่า การปลดแบบนี้เป็นแค่ชั่วคราว พออารมณ์ดี ก็คืนตำแหน่งให้ แล้วมันก็เป็นจริง มีการคืนตำแหน่งจริงๆ อาจสรุปได้ว่า ในบรรดาคนใกล้ชิดวชิราลงกรณ์ทั้งหมด จักรภพ ภูริเดชคือคนใกล้ชิดที่สุด

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น