ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ก่อนที่จะเล่าเรื่องพระเทพต่อไปนั้น ยังไม่อยากเล่าข้ามว่าทำไมถึงลาออกจากราชการ ดิชั้นประจำการที่สถานทูตตั้งแต่ปี 2004-2007 เต็ม 4 ปี ในช่วงเวลานี้ ได้ทำงานเต็มที่ ได้รับเจ้าอย่างที่เล่าให้ฟัง ได้เห็นการเมืองภายในสถานทูต พอคนน้อย อีพวกข้าราชการที่ระดับสูงกว่าก็ข่มข้าราชการระดับล่าง ดิชั้นก็สู้ ดิชั้นไม่ยอม ยศใหญ่ยังไง ถ้าจะมาบูลลี่กัน ก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ใครใกล้ชิดทูต ก็ได้ดี ได้โปรโมท ใครที่ทูตเกลียดก็ซวยไป ไม่ได้เลื่อนขึ้นอะไรแบบนี้ อยู่แล้วเบื่อหน่ายมาก ดิชั้นไม่ได้สนิทกับทูตเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ทูตมันต้องพึ่งดิชั้นเขียนรายงานต่างๆ มันจึงต้องทำดีกับดิชั้น แม้ว่ามันจะเกลียดในความกระด้างกระเดื่องของดิชั้น แต่จนป่านนี้หลายคนคงรู้ว่าดิชั้นแสบ ดิชั้นก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตดิชั้น การไปโพสต์แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้ประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ แต่อีกส่วนก็ต้องมานั่งเสียประสาทกับการเมืองภายในแบบนี้ ในจุดที่เครียดมาก มีคนแนะนำว่า ให้ดิชั้นเอาหมามาเลี้ยง ดิชั้นก็ฟังไปอย่างงั้นแหละ เมื่อมีคนชวนไปฟาร์มหมาที่สิงคโปร์ ก็ไปอย่างงั้นแหละ จนกระทั่งไปเจอน้องหยอง ตอนนั้นแค่ 3 เดือนเอง เห็นหยองแล้วตกหลุมรัก เลยเอามาเลี้ยง เมื่อวันที่ 23 ตค 2005 ตอนนั้นหยอง 3 เดือน มาวันนี้ เราอยู่ด้วยกันมา 15 ปีแล้ว….การเมืองในสถานทูตหรือจะร้อนแรงเท่าการเมืองไทย ดิชั้นดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการชุมนุมของพันธมิตรตั้งแต่ช่วงปี 2005 เพื่อต้องการล้มทักษิณ แม้ในใจเห็นว่า ทักษิณมีนโยบายผิดหลายอย่าง และมีข่าวการคอร์รัปชั่น รวมถึงประเด็นที่พลาด อาทิ สงครามปราบปรามยาเสพติด และการที่ชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตที่กรือแซะ และตากใบ ในสายตาดิชั้น ทักษิณสูญสิ้นความชอบธรรม แต่ดิชั้นก็คิดว่า การไล่รัฐบาลโดยกลุ่มพันธมิตรนั้นไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการใช้สีเหลืองมาเป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่ มีการชูรูปในหลวง ราชินี ในการชุมนุมของพันธมิตร มีการพูดถึง “ผ้าฟันคอสีฟ้า” เพื่อที่จะบอกว่าสิริกิติ์ให้การสนับสนุนผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีการชูป้ายต่างๆ ที่มีข้อความการสนับสนุนจากเจ้า อาทิ รักในหลวง ร่วมกันต้านทักษิณ เท่ากับเป็นการปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเจ้า และใครที่ไม่เห็นด้วยก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูกับสถาบันกษัตริย์…ช่วงนั้นวุ่นวายมาก เพราะทักษิณสนิทกับสิงคโปร์ และการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เตมาเส็กของสิงคโปร์ กลายมาเป็นประเด็นที่พันธมิตรโจมตี มีการประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์ในไทย มีการเผารูปปั้นเมอร์ไลอ้อน และเครื่องบินจำลองของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ นักการทูตอย่างเราต้องเป็นหนังหน้าไฟ คอยแก้ต่างให้กลุ่มพันธมิตรตามที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งมา….จนกระทั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006 ดิชั้นนั่งดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการทำรัฐประหาร ในใจโกรธมากว่า ทำไมต้องอาศัยวิธีนี้ในการกำจัดทักษิณ ทักษิณสามารถถูกกำจัดได้ด้วยวิธีที่มีความชอบธรรมอื่นๆ ที่มันเลวร้ายกว่านั้น เราได้รับคำสั่งจากกระทรวงการต่างประเทศให้แจ้ง (ตอแหล) ฝ่ายสิงคโปร์ว่า 1) การทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความชอบธรรม เพราะเป็นการระงับความรุนแรงที่อาจจะบานปลาย 2) รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น สมควรโดนกำจัดไป 3) กองทัพเค้ามาปลดล็อคการเมือง ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจ และจะรีบจัดการเลือกตั้งให้มีระบอบประชาธิปไตยต่อไป และ 4) สถาบันกษัตริย์ไม่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร (แม้เมื่อตอนประกาศการทำรัฐประหาร จะมีการแขวนรูปภูมิพลและสิริกิติ์ไว้หลังคณะทำรัฐประหารก็ตาม และมีรูปของการเข้าเฝ้าช่วงรัฐประหาร)….ดิชั้นรับไม่ได้บอกตรงๆ รับไม่ได้จริงๆ และโกรธ โกรธเพราะสิ่งที่กระทรวงพูดไม่เป็นความจริง เราสามารถหลีกเลี่ยงรัฐประหารได้ ทักษิณต้องถูกกำจัดด้วยวิธีอื่น ทหารเป็นองค์กรที่ไม่เคยออกจากการเมือง และเรื่องนี้ภูมิพลมีส่วนรู้เห็น เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องโกหก แล้วยังบังคับให้เราไปโกหกต่อ ดิชั้นรับไม่ได้ เสียเกียรติภูมิของนักการทูต ที่สำคัญเกียรติภูมิของตัวเอง สิงคโปร์มันก็รู้ว่าเราโกหก มันเป็นอะไรที่ขัดใจมากๆ นี่มันคือประเด็นที่สำคัญที่ทำให้ดิชั้นตัดสินใจลาออกจากราชการ คือตาสว่างฉิบหายที่รู้ว่า เราไม่สามารถทำงานราชการได้เลยถ้าเราต้องโกหกต่อตัวเอง…ดิชั้นอดรนทนอยู่ในสถานทูตอีก 1 ปีจนจะหมดวาระ ตลอดเวลานั้น ดิชั้นเห็นมือที่มองไม่เห็นเข้ามาวุ่นวายการเมือง ตั้งแต่การตั้งนายกคนใหม่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นคนที่ภูมิพลแต่งตั้ง ยิ่งรู้ว่า กษัตริย์แทรกแซงการเมืองตลอดเวลา มันทำให้ดิชั้นเขียนบทความที่ตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าดิชั้นจะยังเป็นข้าราชการอยู่ เรื่องหนึ่งที่ต้องโกหกเสมอมาต่อฝ่ายสิงคโปร์คือเรื่องทรัพย์สินของภูมิพลในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ต้องโกหกคือ เราต้องอธิบายให้เค้าฟังว่า กษัตริย์เราไม่ได้รวยจริง การจัดอันดับของ Forbes ผิดพลาด กษัตริย์เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ทีนี้รู้ยัง ดิชั้นได้สันดานตอแหลมาอย่างไร….จบปี 2007 หมดวาระที่สถานทูต อยากลาออก แต่ทางบ้านถามว่าแน่ใจแล้วหรือว่าอาชีพนักวิชาการคือสิ่งที่อยากทำ เลยตัดสินใจปรึกษาผู้ใหญ่ในกระทรวง คือคุณเตช บุนนาค ที่ให้ความเห็นว่า อย่าเพิ่งลาออก ให้ลาไปทำวิจัยที่สิงคโปร์ต่อ 2 ปี เพื่อถามใจตัวเองอีกทีว่าเอาอย่างไร ดิชั้นเลยลาทำวิจัย (มค 2008-ธค 2009) 2 ปีเต็มที่สิงคโปร์ จบ 2 ปีปุ๊ปรู้แล้วว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราจริงๆ
