หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เดินทางถึงสิงคโปร์ปลายเดือนธันวาคมปี 2003 เริ่มอาชีพนักการทูตในสถานทูตเป็นครั้งแรก สถานทูตไทยที่สิงคโปร์นับว่าเป็นสถานทูตที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของเราในต่างประเทศ ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนที่แพงที่สุดของสิงคโปร์ นั่นคือออชาร์ด Orchard Road หรือถนนช้อปปิ้งที่สำคัญที่สุดในของประเทศ ต้นสายของถนนเส้นนี้เริ่มที่ตรอง Fort Canning คือสมัยก่อน เรือผู้โดยสารจะเข้ามาถึง Fort Canning ได้ พอออกมา ก็เจอถนนเส้นนี้ เป็นเส้นที่ปลูกพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เลยกลายเป็นถนนที่พลุกพล่าน เมื่อสิงคโปร์เจริญมากขึ้น ถนนเส้นนี้เลยถูกพัฒนามาเป็นเส้นทางหลักของการพาณิชย์ และเริ่มมีอาคารต่างๆ เกิดขึ้น ในขณะสวน แปลงผักต่างๆ ก็หดหายไปตามกาลเวลา

….ช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นยุคอาณานิคม เป็นครั้งแรกที่สยามติดต่อกับฝรั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และอาจเรียกได้ว่าตกอยู่ในอันตราย มองไปรอบข้าง อาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง มีกษัตริย์และราชินี ต่างสูญหายเพราะถูกฝรั่งกลืนกิน รัชกาลที่ 4 กังวลใจตรงนี้ เลยมีดำริในการสร้างสถานทูตที่สิงคโปร์ เพราะแม้จะเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่ก็เป็นเมืองท่าทีสำคัญ และคิดว่า หากเกิดอะไรขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชสมัยไปสู่จุฬาลงกรณ์แล้วต้องหนีฉุกเฉิน จุฬาลงกรณ์สามารถหนีไปสิงคโปร์เพื่อต่อเรือไปที่อื่น นั่นจึงเป็นที่มาของการซื้อที่เพื่อสร้างสถานทูตบนถนนออชาร์ด

…ช่วงนั้นสิงคโปร์บูมแล้ว นอกจากจะคิดว่าเป็นทางหนีทีไล่ รัชกาลที่ 4 ยังมองว่า มันเป็นเมืองของการรับรู้ข่าวสารจากเมืองฝรั่ง สิงคโปร์โชคดีมากที่มีท่าเรือน้ำลึก หมายความว่า เรือขนาดใหญ่สามารถเข้าเทียบท่าได้ชายฝั่งอย่างไม่มีปัญหา ทำให้กลายมาเป็นแหล่งการค้าสำคัญที่นำสินค้าจากทั่วโลกมาขาย เอาจริงๆ อังกฤษก็ใช้ท่าเรือตรงนี้ ส่งเครื่องเทศกลับอังกฤษ นอกเหนือไปจากท่าเรือในอินเดีย หรือในพม่า ความที่สิงคโปร์เป็นท่าเรือระหว่างประเทศ จึงมีความเป็นสากล มีการเข้าออกมากมายของชาวยุโรป หนังสือพิมพ์ของสิงคโปร์ที่มีตั้งแต่สมัยนั้นคือ The Straits Times ซึ่งรัชกาลที่ 4 สั่งมาอ่านในสยามบ่อยๆ

…เราสร้างสถานทูตโก้หรูบนออชาร์ด ตอนที่ดิชั้นไปถึงสิงคโปร์ในปี 2003 ตอนนั้น ออชาร์ดกำลังอยู่ในกระบวนการอัพเกรดให้ถนนเส้นนี้ไฮโซขึ้นไปอีก เพื่อเทียบเท่า Oxford Street/Bond Street ของลอนดอน และ 5th Avenue ของนิวยอร์ค จึงมีการเริ่มซื้อที่คืนจากอาคารร้านค้าหรือออฟฟิซต่างๆ เพื่อสร้างเมก้ามอลล์ ตอนนั้น สถานทูตอินโดนีเซียยังตั้งอยู่ตรงที่ปัจจุบันคือ ION ดิชั้นยังทันสถานทูตอินโดตอนนั้น และในที่สุดก็ขาย ได้เงินมหาศาลเพื่อเอาไปสร้างสถานทูตที่อื่น และก็มีความพยายามที่จะซื้อสถานทูตไทย ส่วนตัวดิชั้นเห็นว่าขายก็ดี เพราะกำไรที่ได้จากตรงนั้นมันมาก เอาไปใช้ประโยชน์เพื่อประเทศด้านอื่นก็ได้ และบอกตรงๆ ตั้งสถานทูตตรงนั้นมันจอเจ แต่เราก็ไม่ขาย อ้างว่าขายไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่ของรัชกาลที่ 4 ในปัจจุบัน บนถนนออชาร์ดเส้นนี้ มีเพียงทำเนียบ (หรือเรียกว่ายๆ ว่าบ้านคน) อยู่เพียง 2 หลัง หลังแรกคือทำเนียบทูตไทยที่อยู่ในสถานทูตนั่นแหละ และทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์หรือที่เรียกว่า Istana นั่นเอง

…เริ่มงานครั้งแรก ก็ตามที่กระทรวงต้องการให้ดิชั้นทำ คืองานวิชาการ สิงคโปร์มีสถาบันการศึกษาและวิจัยมากจริงๆ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรสมัยนั้นเพียง 4 ล้านคน (ในจำนวนนี้ 1 ล้านเป็น expat) และสถาบันเหล่านี้ก็มีคุณภาพมาก งานก็คือ ตื่นเช้า ดิชั้นก็นั่งรถไปตามสถาบันต่างๆ นั่งฟังงานสัมมนา บางวันมี 2-3 งาน นั่งฟังเสร็จปุ๊ป ก็กลับมาเขียนรายงาน เผอิญดิชั้นเป็นคนทำงานเร็ว รายงานจริงเสร็จแบบวันต่อวันทันสถานการณ์ ตอนนั้นทำมากๆๆๆ และทูตก็เห็นว่า รายงายของเราที่จะส่งไปเป็นโทรเลขเข้ากระทรวง ควรส่งไปสถานทูตต่างๆ ทั่วโลกด้วยเพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวในภูมิภาคนี้ นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้คนในกระทรวงหลายคนรู้จักดิชั้น ทั้งๆ ที่เราไม่เคยพบกันมาก่อน

…สิงคโปร์มันเป็นประเทศฉลาด ใครๆ ก็ต้องตกหลุมรักมัน มันมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ แต่มันก็เป็นกึ่งประชาธิปไตยที่มีการปกครองโดยพรรคเดียวคือ PAP (People’s Action Party) การติดต่อราชการนี่มันรวดเร็ว เยี่ยมยอม ต่อบัตรทำงานไม่ถึง 5 นาที ไม่มีคิว ติดต่อธนาคารตอนนั้นก็ I-Banking แล้ว ชีวิตทั่วไปมีคุณภาพ รถไม่ติด การคมนาคมสาธารณะเป็นเลิศ รถเมล์ทันสมัย รถไฟใต้ดินตรงเวลา คือคิดว่าอยู่ๆ ไป เอ้ย มันก็สบายกว่าอยู่ไทยมาก แต่มันก็มีเรื่องโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่แพ้ชาติใด ใครที่อ่าน The Straits Times ก็จะรู้ว่า ชอบเอาข่าวเลวๆ ของเพื่อนบ้านมาลง เพื่อให้คนสิงคโปร์ตระหนักว่า “มึงโชคดีแค่ไหนที่มึงไม่ได้อยู่ในประเทสเหล่านั้น” ความรู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศและการทูตของดิชั้นก็ได้จากตรงนั้นมามากทีเดียว

ปล: ร้านนี้มีหลายสาขาในสิงคโปร์ เจ้าของเป็นติ่งแม้ว เป็นคนสิงคโปร์ ดิชั้นไปทานบ่อยจนบวม

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เรียนจบแล้วกลับไปทำงานต่อที่กระทรวงเลย กองการเจ้าหน้าที่รู้ว่าทำวิทยานิพนธ์เรื่องความเป็นไทย และไทยกับพม่า เลยจับให้ไปอยู่กรมเดิมคือเอเชียตะวันออก แต่โต๊ะพม่าเต็มแล้ว เลยให้ไปทำโต๊ะกัมพูชาแทน ไปเจอหัวหน้ากองที่ชื่อพิษณุ สุวรรณชฏ (ทูตลอนดอนคนปัจจุบัน) ขี้อิจฉาเด็ก กลับไปทำงานวันแรก รู้ว่าเราจบเอก ก็บอกว่าเรา เอาหินโยนขึ้นไปบนฟ้า ตกลงมาใส่หัวปริญญาเอกเยอะแยะ คือกำลังบอกดิชั้นว่า อย่าทนงตัวว่าเรียนสูง เพราะคนกระทรวงเรียนสูงมีเยอะแยะ เออ งง มาทำงานวันแรกก็เจอแบบนี้ ไม่มีสอนงาน ไม่ให้งาน ขัดขวางทุกอย่าง งานดีเอาเข้าตัว งานห่วยก็โบ้ยมา ไอ้งานที่โบ๊ยมาส่วนหนึ่งมันก็เปลี่ยนชีวิตเรา

…เคยเล่าไปแล้ว เดือนมกราคม 2003 เพิ่งกลับมาทำงานที่กระทรวงไม่กี่เดือน ถูกส่งให้ไปพนมเปญไปช่วยร่างเอกสารเรื่องความร่วมมือทางการค้า ระหว่างที่ไป เผอิญเกิดเรื่องคนเขมรไม่พอใจคนไทย โดยฮุนเซนอ้างว่า กบ สุวนันท์ พูดว่า นครวัดเป็นของไทย เท่านั้นแหละ ชาตินิยมเขมรพุ่งปี๊ด สาเหตุจริงๆ มาจากการที่ฮุนเซนกลัวจะแพ้การเลือกตั้งด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น เลยสร้างเรื่องความขัดแย้งกับไทยเพื่อเบี่ยงประเด็น ดิชั้นไปถึงกัมพูชา ก็เริ่มเห็นคนออกมาต่อต้านไทยมากขึ้นหน้าสถานทูตเรา ไม่อยากเชื่อ ภายใน 2 วัน เกิดการเผาสถานทูตจนเละ โชคดีที่ดิชั้นไม่ได้อยู่ในสถานทูตตอนนั้น ต้องระหกเร่รอน ไปเช่าโรงแรมฝรั่งนอนเพื่อหลบหนีคนคลั่งชาติเขมร เพราะมันโจมตีธุรกิจของไทยทั้งหมด รวมถึงโรงแรม จึงต้องไปพักโรงแรมฝรั่ง แล้วมันยังโจมตีคนไทยด้วย ทีนี้ อีรัฐมนตรีพาณิชย์ตอนนั้น อดิศัย โพธารามิก กำลังบินมาเขมรเพื่อมาลงนามในข้อกตลงการค้าที่เราช่วยกันร่างไว้ล่างหน้า เมื่อเครื่องลงที่สนามบิน ตอนนั้นเขมรประกาศสภาวะฉุกเฉินแล้ว นางโทรมาบอกให้เรารีบมาสนามบิน เพราะจะเอาเรากลับบ้าน ไม่อย่างนั้นเราอาจตกค้างในเขมร เราเลยรีบนั่งรถไปสนามบินผ่านม็อบคลั่ง เชื่อไหม พอไปถึงสนามบิน อีอดิศัยกับคณะบินกลับไปแล้ว รับกลับจนไม่รอเอากระเป๋ากลับไปด้วย นอกจากจะทิ้งให้เราอยู่ในสนามบิน ยังขอให้เราดูแลกระเป๋าของพวกเค้าด้วย เย็ดแม่มากค่ะ

…เราเลยต้องนั่งรถกลับโรงแรม น่ากลัวมาก เพราะม็อบมันตรวจรถทุกคันว่ามีคนไทยไหม โชคดีดิชั้นสวยแบบหมวยๆ เลยบอกว่ามาจากสิงคโปร์หล่ะ เลยรอดตัว สุดท้าย ทักษิณส่ง C130 มารับกลับบ้าน เราถูกอพยพเช้ามืด มีรถถึงมานำหน้ารถเรา เพื่อไปขึ้นเครื่องบิน บินกลับกรุงเทพ ครั้งนั้นก็ติดหนี้ทักษิณเหมือนกัน พอกลับกรุงเทพ ก็รีบตรงไปกระทรวง เค้ากำลังวุ่นวายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเขมร แม้ว่าเราอยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็พยายามปิดปากเรา กระทรวงขอไม่ให้ดิชั้นบอกสื่อว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เฮ้ย มันไม่แฟร์เลย ประชาชนควรต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น บอกตรงๆ ผิดหวังกับกระทรวงมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

…ทำงานได้ประมาณปีนิดๆ คือเรียนจบกลับมาทำงานเดือน ตค 2002 พอคริสต์มาส 2003 ดิชั้นก็ถูกส่งไปประจำการต่างประเทศ กระทรวงให้ดิชั้นเลือก 3 อันดับ (สำหรับข้าราชการที่ออกประจำการครั้งแรก ในยุคนั้น เราต้องเลือกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ห้ามเลือกประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปหรืออเมริกา) ดิชั้นเลยเลือกปักกิ่ง ฮ่องกง และสิงคโปร์ (ค่ะ ทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ในที่สุด ดิชั้นได้สิงคโปร์ ตามคำแนะนำของปลัดกระทรวงตอนนั้นคือคุณเตช บุนนาค ให้เหตุผลว่า ดิชั้นมีความเชี่ยวชาญงานวิชาการ ให้ไปสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์มีงานวิชาการมาก และถูกจัดให้เป็น listen post คือทีประจำการที่ต้องไปฟังว่าคนต่างชาติเค้าพูดอะไรบ้าง หน้าที่หลักก็คือ ไปนั่งฟังงานสัมมนาทั้งหลาย และรายงานกลับกระทรวงค่ะ

….ตอนแรกไม่ตื่นเต้นเลยที่ต้องไปสิงคโปร์ จึงเลือกเมืองนี้เป็นอันดับ 3 เพราะคิดว่าน่าเบื่อ และในช่วง 2 ปีแรกก็คิดว่าน่าเบื่อจริงๆ จนต่อมาเปลี่ยนใจ จากเบื่อ กลายเป็นรักสิงคโปร์ การได้มาเป็นนักการทูตในสถานทูตไทยที่สิงคโปร์มันคือจุดเปลี่ยนชีวิต ตาสว่างแล้วสว่างอีก ตอนหน้ามาเล่าให้ฟังว่า ชีวิตนักการทูตในสถานทูตเป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงลาออกค่ะ

…ปล: รูปนักการทูตหญิง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น