ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
เมื่อไปถึงลอนดอน และเริ่มเรียนอย่างแท้จริง ผ่านวิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ วิธีการโต้เถียงในชั้น การต้องอ่านหนังสือในเชิงวิเคราะห์ เมื่อนั้น มันมีข้อมูลที่ไหลพร่างพรูมามาก จนเราไม่คิดว่า อะไรเราจะโง่ขนาดนั้น ทำไมตอนอยู่เมืองไทยเราไม่เห็นอะไรแบบนี้ อย่าลืมว่า ยุคนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ต รุ่นดิชั้นนี่คือถูกครอบอยู่ใต้กะลาอย่างแท้จริง พออ่านมาก ก็รู้ว่าเราถูกหลอกมาก แม้แต่อาจารย์ที่ปรึกษายังงงว่า ทำไมดิชั้นถูกหลอกมากขนาดนั้น คือไอ้ที่เราคิดว่า สังคมมันมีชนชั้น มันมีอภิสิทธิ์ ใครเข้าถึงสถาบันกษัตริย์ได้ คือได้ประโยชน์ อันนั้นรู้อยู่แล้ว แต่อาการตาสว่างในต่างประเทศมันคือการได้ข้อมูลมาสนับสนุนความเชื่อของเราเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์
….พอขึ้นเรียนปริญญาเอก ก็ได้มีเวลาว่างเป็นของตัวเองบ้าง ช่วงนี้เลยเจียดเวลาไปทำงานร้านอาหารไทย คืออยากได้รายได้เพิ่ม เอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายจิปาถะ อาทิ ซื้อเสื้อผ้า ซื้อซีดีเพลง ไปเที่ยวในยุโรป เพราะเงินทุนที่ได้มันไม่ได้มาก ส่วนงานอะไรนั้น ตอนแรกก็คิดว่าไปทำงานในห้องสมุด แต่ดีมานด์มันมากกว่าซัพพลาย โอกาสได้งานน้อยมาก พอดีได้รู้จักกันน้องคนไทยคนหนึ่งที่เค้าทำร้านอาหารไทยอยู่ Richmond ทางตะวันตกของลอนดอน เค้าชักชวนให้ไปทำ ก็ไปทำได้สักพัก คือ Richmond มันเป็นย่านไฮโซ ขอแพง อาหารแพง แต่ลูกค้าก็ดี มีเกรด ไม่เสิ่นเจิ้น แต่ไอ้ที่เสิ่นเจิ้นจริงๆ คือเจ้าของร้านที่เป็นผู้ชายไทย มีเมียเป็นฟิลิปปินส์ แม่ของเจ้าของร้านเป็นป้าอ้วนๆ ร้ายฉิบหาย ด่าลูกน้องกราด คือตอนไปลอนดอน ดิชั้นก็ยังด่าใครไม่เป็น พอไปทำงานร้านนี้ เจออีป้าอ้วนด่า เลยติดสันดานด่ามา กลายเป็นดิชั้นเป็นคนปากจัดไปเลย ฮาฮา ไอ้ที่ว่าแย่คือ นี่มัน typical คนไทยจริงๆ คือร้านเลิกงาน ก็ชวนลูกน้องไปเล่นคาซิโน บางคนทำงานทั้งอาทิตย์แทบตาย เล่นพนันหมดเลยคืนเดียว มีเจ้าของร้านที่ส่งเสริมลูกน้องแบบนี้ ไม่ไหว ดิชั้นทำได้สักพักก็ออก เพราะทนกับไอ้ทัศนคติแบบนี้ไม่ได้จริงๆ
…ย้ายไปทำร้านที่สอง คนละมุมมองเมือง แต่ไม่ไกลจากบ้านมาก เผอิญนั่งรถเมล์ผ่าน เห็นร้านเปิดใหม่ที่กำลังรับพนักงาน เลยเดินเข้าไปสมัคร ด้วยความที่ดิชั้นหน้าตาสวย จิ้มลิ้ม เค้าเลยรับทันที เริ่มงานในไม่อีกกี่วัน เพราะร้านเพิ่งเปิดใหม่ ร้านนี้อยู่ในดงแขก ใครอยู่ลอนดอนจะรู้ว่า Ealing เป็นอย่างไร ดังนั้น ลูกค้าจะเป็นอีกแบบ ไม่แกรนด์เหมือนที่เก่า ราคาอาหารก็ปานกลาง ไม่สูง คือร้านไม่ไฮโซว่างั้น แต่เผอิญเจ้าของร้านมีเทสดี เลยแต่งร้านสวย ดูดี
…เพราะร้านเพิ่งเปิด ดิชั้นเลยกลายเป็นรุ่นบุกเบิกของร้าน ดิชั้นเริ่มทำร้านนี้วันฮัลโลวีนปี 1998 แล้วดิชั้นไม่เคยเปลี่ยนร้านเลยจนกระทั่งการทำงานวันสุดท้ายและการอยู่วันสุดท้ายที่ลอนดอนในปี 2002 คือ 4 ปีเต็ม ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการร้านคู่ไปกับผู้จัดการอีกคนที่เค้าทำฟูลไทม์ การมาทำที่นี่มันสนุก แล้วมันได้เรียนรู้อะไรมากๆๆๆ
….ทำมา 4 ปี ผ่านลูกน้องมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลูกคุณหนูมาเรียนอังกฤษ แล้วอยากหารายได้เพิ่ม เลยมาเป็นสาวเสริฟ์ บางคนทำงานเต็มที่เพื่อให้คุ้มค่าจ้าง บางคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีลูกคุณหนู แล้วก็มีลูกอีเย็นที่ผ่าฟันอุปสรรคมาอยู่ถึงอังกฤษได้ พวกนี้ก็แบ่งเป็นคนที่ตั้งใจทำงานเหมือนกัน เพราะแบ็คกราวน์ก็เป็นคนสู้งานมาก่อน กับอีกพวกที่ขี้เกียจไปเลย เพราะรู้มาก เพราะความเป็นลูกอีเย็น แล้วต้องการกบฏต่อระเบียบและกฎ พวกนี้ก็จะดื้อด้านหน่อยๆ ก็มี รวมไปถึงพวกที่อยู่อย่างผิดกฏหมาย คือที่อังกฤษเค้าไม่ใช่คำว่าโรบินฮู้ดนะ เค้าเรียกพวกผี คำว่าผี มันมีคำแสลงที่เป็นคำตรงข้าม นั่นคือคำว่าโฮม ที่มาจาก Home Office ถ้าแปลก็เหมือนกระทรวงมหาดไทย แต่เจาะลงไปคือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการหลบนี้การอาศัยอยู่และทำงานอย่างผิดกฏหมาย ดังนั้น พวกผีจึงกลัว “โฮมลง” เป็นพิเศษ
…อยู่ไปเรื่อยๆ ดิชั้นก็สร้างชื่อเสียงในความโหดร้ายของดิชั้น จนลูกน้องมันกลัว แต่ในความกลัว ดิชั้นก็มีความเอ็นดูน้องๆ ที่คิดว่าพวกเค้าคงรู้ บอกเลยว่า ร้านอาหารมันก็คือ mini-Thailand ไทยเป็นยังไง ร้านอาหารก็เป็นอย่างนั้น แบ่งกลุ่ม ซุบซิบ นินทา ขโมยเงิน ขโมยทิปส์ ขโมยอาหาร ขโมยไวน์ แย่งผัว เป็นชู้ ลอบกัด แทงลับหลัง แย่งงาน แย่งชิป ประจบ สอพลอ ตอแหล โอ้ย แม่งคือหนังบ้านทรายทองปนกับมารยาริษยาของจริง
….แต่ที่บอกว่ามันเป็นเรื่องของความตาสว่าง มันก็เป็นจริงเช่นกัน เรามีช่วงพักเบรคระหว่างเปิดตอนเช้ากับตอนเย็น เราจะมีเวลาร้านปิดตอน 3-5 โมง ช่วงนั้น บางทีดิชั้นก็งีบเอาแรง บางวันก็ช่วยแม่ครัวเตรียมอาหาร ทีนี้ ดิชั้นก็ไปสนิทกับแม่ครัวใหญ่ แกเป็นคนน่ารักมาก เป็นอีเย็นมาจากบ้านนอก มาอังกฤษเพราะได้วีซ่านักท่องเที่ยวแล้วโดด นางมากับสามี จากนั้นก็แยกกันทำงานในร้านอาหาร นางมาเป็นแม่ครัวใหญที่นี่ ใจดี วันไหนที่จะช่วยนางเตรียมอาหาร เราก็ได้นั่งคุยกันยาวๆ อย่างเวลาเอาป๊อเป๊ยะมาห่อ ก็ช่วยนางห่อ แล้วก็เม้าท์ไป
…เราได้ถามชีวิตเค้าว่าเป็นมายังไง นางบอกว่า บ้านนางยากจน เก็บเงินได้ก้อนนึง ก็ซื้อทัวร์มาอังกฤษ เพราะขอวีซ่าผ่านบริษัททัวร์มันง่ายกว่า พอมาถึงก็โดดเลย สาเหตุที่โดดเพราะไม่มีความหวังที่จะทำมาหากินอะไรที่บ้านนอก จากนั้นนางก็เล่าว่า ครอบครัวนางเป็นชาวนา ยากจนมาสมัยรุ่นปู่ย่าตายาย ต้องเช่าที่ทำนา ถูกโขกสับสารพัด ทำได้เท่าไหร่ ก็ต้องไปจ่ายค่าเช่า ที่เหลือก็ไม่มาก พออยู่กินได้แต่ไม่สบาย ทุกครั้งที่นางเข้ากรุงเทพ นางจะเห็นความเหลื่อมล้ำตรงนี้ และไม่มีความพยายามจากนักการเมืองที่จะพัฒนาพื้นที่แห้งแล้งให้ดีขึ้น จากนั้น นางก็เล่าเป็นเรื่องเป็นราวว่า นักการเมืองเหล่านี้ได้ประโยชน์จากระบอบอภิสิทธิ์ชน ทำเพื่อตัวเอง หลังเลือกตั้ง ก็ไม่ได้ทำงานพัฒนาใดๆ พูดเรื่องการพัฒนา นางก็เล่าต่อไปอย่างมีรสชาติว่า ไอ้โครงการหลวงต่างๆ มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในทุกกรณี มันอาจจะออกลูกออกดอก แต่ก็ชั่วคราวและไม่ยั่งยืน แต่กลับเป็นโอกาสให้มีการคอร์รัปชั่น คือพอนักการเมืองมาบอกว่า นี่คือโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ชาวบ้านรู้เลยว่าต้องมีการคอร์รัปชั่น เพราะมันไม่เปิดให้ใครตรวจสอบใดๆ เลย
…เออ เราฟังก็กึ่งช้อค กึ่งเข้าใจ ไอ้เรื่องเข้าใจนี่เข้าใจมาสักพักว่ามันมีกรณีโกงอย่างนั้นจริงๆ แต่ไอ้เรื่องช้อคก็คือ คนอย่างอีเย็นยังสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้เป็นฉากๆ ในแง่โครงสร้าง นี่คือไม่ได้ดูถูกความไม่มีการศึกษาของอีเย็น แต่กำลังจะบอกว่า คนแบบอีเย็น แม่งคือคนที่มีประสบการณ์โดยตรงกับประเด็นแบบนี้ ขณะที่นักเรียนคุณหนูที่มาทำงานในร้าน นั่งห่อป๊อเปี๊ยะด้วยกัน ไม่รู้เรื่องห่าอะไรแบบนี้เลย ทั้งๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วมาเรียนต่ออังกฤษ กลายมาเป็นปัญญาชนที่มองไม่เห็นปัญหาของประเทศตัวเอง
…ปล: รูปสมัยช่วงเป็นสาวเสิร์ฟ

