หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงเวลาที่อยู่กระทรวงก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นนั้น มันผ่านไปเร็วมาก แม้จะเมีเพื่อนหลายคนที่คุยกันเข้าใจ แต่อย่างว่าไอ้ระบบสายบังคับบัญชามันก็มีอยู่มาก คือเราจะไม่กล้าที่จะเดินไปคุยกับรองปลัด หรือปลัดเลย แม้กระทรวงนี้จะเป็นกระทรวงที่เล็กก็ตาม แต่กับดอน อันนี้ต้องบอกว่า มีความสนิทสนมในจุดหนึ่ง ขอเล่าเรื่องดอนนิดหน่อย

…เค้าเป็นเจ้านายที่ใจดีนะ พูดตรงๆ และรักลูกน้อง เป็นคนที่ดิชั้นไม่คิดกลัวที่จะเข้าไปคุย หรือจะประหม่าอะไรก็ตาม ส่วนหนึ่งเพราะเค้าอาจจะเอ็นดูดิชั้น แต่เราเป็นข้าราชการระดับล่าง ไอ้ถึงขั้นที่เค้าไปคุยเรื่องงาน เรื่องการทูต บลา บลา บลา มันไม่มีหรอก เค้ายังมองว่าเราเป็นเด็กอยู่ดี ไปราชการต่างประเทศ เราก็เป็นเบ้ทุกคน ตั้งแต่เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องการเขียนรายงาน เรื่องการดูแลความเรียบร้อบของคณะ อะไรแบบนั้น

….ดอนเป็นคนสุขภาพไม่ดีนะ ป่วยบ่อยๆ เคยมีตอนยืนคุยกันแล้วเค้าเป็นลมก็มี ไอ้ความป่วยบ่อย กระทรวงเลยส่งเค้าไปเป็นทูตที่กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์จากนั้น จำได้ว่าเมื่อตอนดิชั้นไปเรียนที่อังกฤษแล้ว ดอนยังชวนดิชั้นไปแวะหาที่เบิร์น ซึ่งดิชั้นก็เดินทางไปหาจริงๆ (แต่ไม่ได้ไปพักในสถานทูตหรือทำเนียบทูตนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าอมของหลวง) แต่นั่นเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย

….ผ่านไปได้ปีกว่า ดิชั้นเก็บกระเป๋าเดินทางไปโตเกียว เป็นการเดินทางครั้งแรกไปญี่ปุ่น แม้จะทำงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นมาปีกว่า แต่ไม่เคยได้เดินทางมาที่นี่เลย ถามว่าประทับใจญี่ปุ่นไหม ไม่ถึงขนาดนั้น คือไปลงเรียนปริญญาโทที่ GRIPS สาขานโยบายต่างประเทศ แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อะไรเลย คือไม่ได้โทษมหาลัย แต่รู้สึกว่า ที่เราเรียนมาแล้ว และประสบการณ์ทำงานมาเกือบ 2 ปี มันเลยสิ่งที่มหาลัยสอนไปแล้ว โปรแกรมเป็นภาษาอังกฤษ แต่มันเป็นภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่นที่กระแทะกระแทะ ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ เพราะเรียนด้วยภาษาอังกฤษ ความเป็นญี่ปุ่นสมัยนั้นก็ป่าเถื่อนนะ เรากำลังพูดถึงปี 1995-1997 ที่ญี่ปุ่นยังไม่เปิดเหมือนตอนนี้ ตอนนั้นยังแอนตี้ต่างชาติอยู่เลย จำได้ว่าแวะไปเที่ยวเล่นในชุมชนเกย์ที่ชินจูกุ ที่รู้จักกันว่ ni-chome คือเขต 2 ดิชั้นเข้าไปในหลายๆ บาร์ไม่ได้เพราะห้ามคนต่างชาติเข้า ติดป้ายหราว่า “Foreigners not Welcome” เลยรู้สึกว่าไม่ประทับใจ

…เอาจริงๆ มันเป็นสองปีที่ทรมานมาก ได้เข้าไปช่วยงานที่สถานทูต เค้าก็มองว่าเราเป็นเด็ก เป็นนักเรียน แม้จะเป็นนักการทูตแล้ว ก็ะเรียกให้เราไปช่วยงานแบบรับแขก ดูแลเรื่องอาหาร ดูแลงานเลี้ยง คือไอ้งานที่เป็นสาระไม่เคยได้ทำ เหมือนเรียกไปเป็นบริกรก็ว่าได้ สองปีนี้ผ่านไปแบบน่าเสียดาย ไม่ได้ผูกพันกับญี่ปุ่นเลย ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ อังกฤษก็ไม่ดี แถมใกล้จบ ดันมาเกิดเหตุการณ์วิกฤตเศษฐกิจต้มยำกุ้ง คือปี 1997 พอรู้ว่าไอ้ที่เรียนมามันไม่ตอบสนองอะไรเลย เลยตัดสินใจขอกระทรวงไปเรียนโทซ้ำใหม่ที่ประเทศอังกฤษ ความโชคดีของดิชั้นที่ได้รับการตอบเข้าจากมหาวิทยาลัยที่นั่น (SOAS) และได้รับทุนการศึกษาที่มาจากเงินภาษีของคนอังกฤษนะคะ ดังนั้น อย่ามามโนหรือทวงคุณว่าดิชั้นได้ทุนหลวง จริงๆ ทุนหลวงเหมือนกันค่ะ แต่เป็นทุนของควีนเอลิซาเบ็ทค่ะ

…ออกจากญี่ปุ่นกันยายน 1997 ตรงไปลอนดอนเลย เริ่มเรียนตุลาคมปีนั้น เศรษฐกิจโลกพังยวบ ทุนที่ได้จากอังกฤษ ก็แค่พอเพียงเท่านั้น เอาไว้จ่ายค่าเทอม (สมัยนั้นคือ 8000 ปอนด์ต่อปี) และก็มีเงินเหลือบ้างไว้เป็นค่ากิน ค่าเสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์การเรียน ตอนนั้นเงินบาทลอยตัวเหมือนฟองสบู่จริงๆ จากเดิมที่ 1 ปอนด์เท่ากับ 40 บาท ช่วงที่เลวร้ายสุดคือ กุมภาพันธ์ 1998 ที่มันพุ่งไปถึง 92 บาท ดิชั้นจะใช้แต่ละปอนด์ต้องคิดแล้วคิดอีก โชคดีได้ทุน และมีผัวผู้ดีอังกฤษที่สนับสนุนเรื่องที่พัก ดิชั้นได้อยู่ในอพารต์เม้นต์เรียกว่าเกือบจะอยู่ใจกลางลอนดอน สะดวกสบายมากตลอดที่อยู่อังกฤษ 5 ปี

….อาการตาสว่างมันมาเกิดมาที่สุดที่นี่ ด้วยสองสาเหตุ สาเหตุแรกมาจากการเล่าเรียนที่นี่ คือที่ผ่านมา ญี่ปุ่นไม่ได้ให้อะไรกับเราใหม่เลย พอมาที่นี่ ต้องปรับตัวมาก ทั้งเรื่องภาษา เรื่องการเข้าชั้นเรียนแบบผู้ใหญ่ที่ไม่เหมือนที่เราผ่านมาที่จุฬา ที่นักศึกษามันห้ำหั่นกันด้วยความรู้ ช่วงเดือนแรกๆ แย่มาก เพราะต้องปรับตัวหลายอย่าง ไอ้การเรียนแบบ critical thinking ก็มาได้ที่นี้ อย่าหวังว่าครูจะยัดอะไรใส่ปากให้เรา มันเลยเกิด culture shock ในจุดนึง อย่าลืมว่าตอนนั้นไม่มีโซเชี่ยลมีเดีย ที่ทำให้เด็กกล้ามากขึ้น คุณขา สมัยนั้นเพิ่งมี Hotmail แล้วอินเตอร์เน็ตก็ยังเห่ยมาก ไม่มี Grindr ให้หาผู้ชาย ยังต้องไปอ่อยที่บาร์กันอยู่เลยค่ะ

…เรียนไปสักพัก เริ่มสงสัยว่า เอ๊ะ อีดอก ที่เราเรียนมาจากกะลามันไม่ใช่อย่างนี้นี่หว่า ไม่เราผิด มันก็ผิด แต่ก็มารู้ต่อมาว่า กูผิดเอง ระบบการศึกษาของเราที่ผิดเอง โอ้โห มันไม่ใช่แค่องค์ความรู้ที่ผิด มันผิดไปถึงกระบวนความคิด การตีตวาม การวิเคาะห์ ฉิบหาย เราถูกหลอกหรือเนี่ย ไม่ใช่แค่นั้น จำได้ว่า การเขียนรายงานฉบับแรกๆ ส่งครู คือแบบ โดยครูฝรั่งด่ากลับว่า นี่ไม่ใช่บทความทางวิชาการ แต่เป็นสุนทรพจน์ของนักการเมือง 5555 อีห่า ก็ต้องปรับตัวมากเลยทีเดียว ที่เราเคยเรียนเรื่องเจ้าที่ไทย เรื่องกำเนิดประเทศ เรื่องการสร้างชาติ เรื่องคณะราษฎร มันไม่ใช่เลย มันผิดไปหมด กลายเป็นว่า เรามาเอาความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับไทยจากที่อังกฤษ เศร้าแค่ไหน

…หนังสือที่เบิกเนตรตอนนั้นคือ Siam Mapped ของ อ ธงขัย ที่เพิ่งออกไม่นาน (ออกปี 1994 ดิชั้นได้อ่านปี 1997) อ่านแล้วช้อค ตายแร้ว ทำไมดิชั้นพลาดอย่างนี้ เมื่อก่อนแม้เราจะคิดต่างจากคนอื่น เรายังมีความเป็นยุวชนกะเทยรักชาติ เหมือนน้องไนท์ ที่บอกว่า ไทยมีทะเลสวย ทรายขาว ส้มตำอร่อย 55555 ธงชัยฟาดสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดว่าเป็นมายาคติ นั่นคือจุดเริ่มของอาการตาสว่าง แล้วถามตัวเองว่า ไอ้ความไม่เท่าเทียมกันที่ผ่านมาตลอดนั้น วันนี้ยืนยันได้แน่แท้ว่า มันมีต้นตอมาจากสถาบันกษัตริย์ทั้งหมด

…ตาสว่างอีกสาเหตุหนึ่งมาจากไหน? มาจากร้านอาหารไทยค่ะ พอขึ้นเรียนปริญญาเอก ไม่ต้องเข้า coursework แล้ว และพอมีเวลาว่าง เลยไปทำงานเป็นบริกรหญิงที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในย่าน Ealing ของลอนดอน เพื่อเอาเงินมาเป็นค่าขนม ทำแค่ 2 วันค่ะ แต่ทั้งรอบเช้าและค่ำ คือทุกศุกร์และเสาร์ ที่นั่นคือแหล่งความรู้เรื่องตาสว่าง เพราะได้พบคนไทยหลายจำพวก ล่างสุดถึงสูงสุด มันส์ฉิบหาย ตอนต่อไปจะมาเล่าชีวิตสาวเสิร์ฟของดิชั้นตลอดเวลาที่อยู่ที่ลอนดอน บอกเลย ถูกลูกค้าลวนลามเยอะมาก

….รูปนี้ตอนเป็นตุ๊ดเบญจเพศที่ลอนดอนค่ะ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น