ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
สรุปว่า สอบเข้าได้จริงๆ ได้เป็นข้าราชการ กต ซี 3 มีคนที่สอบได้ทั้งหมดประมาณ 40 คน จาก 4,500 คน พอเข้ากระทรวงแล้ว กองการเจ้าหน้าที่ก็ถามว่า เราอยากไปทำงานกรมไหน เลือกได้ แต่จะได้หรือเปล่าไม่รู้ เรื่องจากตอนนั้นเพิ่งเป็นนักข่าว เลยอยากไปทำกรมสารนิเทศ เพราะเรารู้เรื่องการเขียนข่าวแล้ว และมีคอนเน็คชั่นกับนักข่าวพอควร ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ได้ เอาจริงๆ ก็ไม่ได้ไปอยู่กรมนี้นะ ดิชั้นได้รับการทาบทามจากคุณดอน ที่ตอนนั้นเป็นอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก จะว่าเป็นกรมที่สำคัญที่สุดก็อาจจะพูดได้ เพราะมันเป็นกรมที่ต้องติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน กรมนี้แบ่งออกเป็น 4 กอง กองแรกคือพม่า ลาว เขมร เวียดนาม กองสองคือมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโด ฟิลิปปินส์ กองสามคือจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และกองสี่คือ ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือและใต้…ที่ไม่อยากไปอยู่ที่นั่นเพราะรู้ว่ามันต้องยุ่ง และคิดว่าคงมีแต่เสือสิงห์กระทิงแรด ไปอยู่กรมที่ไม่ต้องวุ่นวายมากดีกว่า เมื่อดอนเรียกไปพบ ก็แสดงความยินดีกับดิชั้น แล้วถามว่า อยากทำประเทศอะไรในกรมนี้ อีกหละ ด้วยความติดสบายนิดนึง และคิดว่ามันอาจไม่วุ่นวายเท่าไหร่ ดูแล้วเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เลยเลิกญี่ปุ่น (และไม่คิดว่าชีวิตต้องมาลงเอยที่ญี่ปุ่น) อธิบดีดอนก็ตามใจ ให้ดิชั้นเป็นเจ้าหน้าที๋โต๊ะญี่ปุ่นร่วมกับรุ่นพี่อีก 3 คน…การไปทำงานแรกๆ เมื่อเข้าเป็นข้าราชการได้ รู้สึกโก้ ภูมิใจ รู้สึกว่า เอ๊ะ เราก็เก่งเหมือนกันนิหว่า 5555 แต่เอาจริงๆ มันเป็นกระทรวงที่มีระดับบังคับบัญชาสูงมาก แม่งเหมือนทหารกองร้อยนึงก็ว่าได้ คิดว่าโก้ได้เป็นนักการทูต แต่งานที่ทำมัน tedious มาก และมันก็ดูถูกสติปัญญาเหมือนกัน ผู้ใหญ่กระทรวงอาจจะดีเฟนด์ว่า เป็นการฝึกงานให้เราเก่ง แต่ดิชั้นยังมองว่าเป็นการเหยียดอยู่ดี กล่าวคืด งานหลักคือไปถ่ายเอกสาร พอให้ร่างจดหมายราชการ แม้เป็นเรื่องง่ายๆ ร่างสั้นๆ แต่หัวหน้าก็แก้จนหมด จนไม่เหลืออะไรที่เป็นของเรา เพื่อที่จะแสดงอำนาจมากกว่าสอนงาน นอกจากนี้ ยังมีรุ่นพี่ที่กองที่ตอนนี้ก็ลาออกมาเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์แล้ว ก็มาใช้ให้เราพิมพ์เอกสารที่ตัวเองจะไปสอน เออว่ะ สอบเข้าไปเป็นนักการทูต กลับได้ไปทำงานเสมียน 5555…..สังคมในกระทรวงมันก็มีการแบ่งตามชนชั้นวรรณะอยู่แล้ว เอาเป็นว่า ที่ทำงานตอนนั้นคือวังสราญ์รมย์ โก้แค่ไหน ได้ทำงานในรั้วในวัง ดิชั้นเข้าไป ก็เหมือนมหาลัย เราจะมีกลุ่มเฉพาะ แต่ไม่นาน เมื่อย้ายไปลงกรมกองต่างๆ เราก็ต้องไปสร้างเพื่อนใหม่ในกรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรุ่นพี่ เพราะเราเพิ่งเข้า เอาจริงๆ วรรณะตรงนี้มันไม่รุนแรงเท่าไหร่ และต้องยอมรับว่า แม้จะเป็นกระทรวงเจ้าขุนมูลนาย แต่ในหลายปีที่ผ่านมา ก็มีลูกชาวบ้านอย่างดิชั้นที่สอบได้ คือมันมีเส้นทางของความเก่งให้ลูกชาวบ้านเดินเหมือนกัน พูดง่ายๆ ถ้ามึงเก่ง ต่อให้มึงเป็นลูกเจ้าของโรงงานเสื้อโหล มึงก็ได้ดีได้ในกระทรวง…แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือ อีพวกลูกท่านหลานเธอ พ่อเป็นทูตเก่า อีพวกไฮโซ ต่อให้ทำงานแย่แค่ไหน ผู้ใหญ่ก็เอ็นดู ไม่ดุมาก ไม่สั่งงานมาก ที่สำคัญแม่งโปรโมทขึ้นขั้นให้ด้วย แล้วกระทรวงต่างประเทศมันวัดกันเลยว่ามึงเจ๋งแค่ไหน โดยวัดจากประเทศที่เค้าจะส่งคุณออกไปประจำการ ดิชั้นถึงกร่นด่าอีทูตกะเทยหางแถวว่า เมืองอย่างบัวโนสไอเรส ถ้าคุณเป็นคนเก่งของกระทรวง เค้าไม่ส่งคุณไป เพราะเค้าวัดคุณภาพข้าราชการจากคุณภาพของเมืองที่ไปประจำการด้วย แน่นอน อีพวกเส้นใหญ่ ลูกท่านหลายเธอ มักจะได้ประเทศประจำการดี แม้คุณภาพตัวเองจะไม่ถึงก็ตาม เรื่องนี้ต่างหากที่ทำให้เรารู้อีกว่า ไอ้ที่เราทำงกๆๆๆ กี่เท่าต่อกี่เท่า มันไม่ได้เท่าคนที่แม่งไฮโซในกระทรวง ที่ไม่ต้องเหนื่อยเท่าไหร่ แต่ผลลัพท์ที่ได้คือเท่ากัน…ดิชั้นเข้าทำงานได้ปีครึ่ง วันหนึ่ง คุณดอนก็เรียกไปพบ และถามว่า ทำงานเป็นเจ้าหน้าที๋โต๊ะญี่ปุ่นเป็นอย่างไรบ้าง ดิชั้นก็บอกว่าดีไม่มีปัญหาอะไร แล้วจู่ๆ เค้าก็ถามว่า เป็นเจ้าหน้าที่โต๊ะแล้วเคยไปดูงานที่ญี่ปุ่นหรือยัง ดิชั้นตอบว่ายัง… นั่นจึงเป็นที่มาที่ดิชั้นไปจบชีวิตที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 ปี เป็นช่วงเวลาที่ว่างเปล่า และก็เป็นจุดหักเหในชีวิตเหมือนกัน…ดิชั้นสอบได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ด้วยการสนับสนุนของกระทรวงการต่างประเทศ ให้ไปศึกษาที่ GRIPS โตเกียว ดิชั้นเก็บประเป๋าเดินทางออกจากไทย เดือนตุลาคม ปี 1995 เป็นการจากไทยที่ยาวนาน และกว่าจะกลับอีกทีก็ปี 2002 และกลับมาอีกแค่ปีเดียวจากนั้นก็ไม่เคยอยู่ไทยอีกเลยปล: ความแรดเมื่อเป็นอิสระจากกระทรวง รูปนี้ปี 1996
