ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ระหว่างที่ใช้เวลาร่วมกัน คุณดอน ปรมัตถ์วินัยก็ถามว่าดิชั้นเรียนจบอะไรมา ทำไมมาเป็นนักข่าว บลา บลา บลา เค้าบอกด้วยว่า เค้าเป็นรุ่นพี่สิงห์ดำ เลยอาจจะมีความเอ็นดูดิชั้นเป็นพิเศษ เอาเป็นว่า จบทริปอเมริกา ทำให้ดิชั้นรู้จักดอน ปริมัตถ์วินัยไปโดยปริยาย ทีนี้ก็มาถึงตอนจะสอบกระทรวงการต่างประเทศ จะเล่าให้ฟังว่ามันประสาทแดกอย่างไร นี่คือแม่งยากกว่าประกวดนางงามจักรวาล…กระทรวงการต่างประเทศเปิดสมัครทุกปี จะรับซี 3 และซี 4 คือปริญญาตรีและโทตามลำดับ นึกสภาพว่า ดิชั้นเพิ่งเรียนจบมาหมาดๆ เป็นบัณฑิตสาวพรหมจรรย์ ยังอ่อนต่อโลก ดิชั้นก็ต้องมีกลัวบ้าง ในปีนั้นถ้าจำได้ มีคนสมัครสอบทั้งหมดประมาณ 4,500 คน เค้าจะรับกี่คน เราไม่รู้ได้ จำได้ว่าสนามสอบคือโรงเรียนเตรียม ทั้งหมดมีการสอบ 3 รอบ เว่อร์ไหมค่ะ แต่รอบแรกนีคือสอบเปเปอร์อย่างเดียว อันนี้ยอมรับว่า ระบบกระทรวงมันก็มีความแฟร์อย่างหนึ่ง คือถ้ามึงเก่ง มึงเข้ามา แต่ก็อีกละ เรากลับไปดูเรื่องโอกาสการศึกษา แทบจะเป็นไปได้ลำบากที่ลูกอีเย็นจะก้าวมาถึงตรงนี้ได้ เพราะไอ้ความหินของการสอบตั้งแต่รอบแรก…รอบแรกเป็นข้อสอบ มีทั้งหมด 3 เซ็ทในการสอบ คือสอบแม่งทั้งวันค่ะ ข้อสอบเซ็ทแรกเป็นปรนัต 100 ข้อ คือวัดความรู้ทั่วไป เป็นตัวเลือกให้เลือก ข้อสอบก็จะมีอย่างถามว่า เมืองหลวงของซูดานคืออะไร ประเทศอัฟกานิสถานปกครองด้วยระบอบอะไร สมาชิกองค์การสหประชาชาติมีกี่ประเทศ ก็ว่ากันไป คือถ้าใครเรียนรัดสาด อาจจะไม่ยากเท่าไหร่ แต่อย่างว่า หลังๆ เด็กอักษรและเด็กนิเทศก็สามารถทำข้อสอบได้ดีไม่แพ้เด็กรัดสาด…ข้อสอบเซ็ทที่สองเป็นอัตนัย มี 4 ข้อย่อย ให้เขียนแสดงความเห็น ครอบคลุมทั้งหมด 4 หัวข้อ การเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ อันนี้ถือว่ายากมาก คำถามในข้อกฏหมายระหว่างประเทศ อาทิ ถ้าเราจะต่อสู้คดีเขาพระวิหารที่ศาลโลก เราต้องเสนอข้อมูลและมุมมองอย่างไรโดยอ้างอิงหลักกฎหมายเขตแดน เป็นไงละคะ ยากฉิบหาย…ข้อสอบเซ็ทสุดท้าย ข้อนี้มีความพิเศษคือ เป็นเรียงความ 2 เรื่อง ณ จุดนี้ ใครที่เลือกสอบภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่นอกไปจากอังกฤษ จะต้องเขียนเรียงความเป็นภาษาที่ตัวเองเลือก สมมติเลือกแค่อังกฤษอย่างเดียว ก็โอเค แต่ในกรณีของดิชั้นที่เลือกสอบด้วยภาษาฝรั่งเศส ก็ต้องเขียนเรื่องหนึ่งเป็นอังกฤษและอีกเรื่องเป็นฝรั่งเศส คุณสามารถเลือกตอบเป็นภาษาเยอรมันและอิตาเลียนได้ (สมัยนั้นยังไม่มีให้สอบภาษาจีนหรือญี่ปุ่นนะคะ) อันนี้จะว่าง่ายก็ง่าย เราตอนนั้นเราถนัดภาษาฝรั่งเศสมากกว่า…เอาเป็นว่า จากหลายพันคน มีผู้สอบผ่านเพียง 80 คน นำไปสู่การสอบรอบที่ 2 ที่วังสราญรมย์ กระทรวงการต่างประเทศ แม่เจ้า รอบนี้มีความโหดมากกว่า เพราะเป็นการสัมภาษณ์ปากเปล่า รอบเดียว จำได้ว่าเมื่อถูกเรียกเข้าไปในห้องสอบ มีผู้ใหญ่กระทรวงนั่งอยู่ในห้องประมาณ 7-8 คน ล้วนแต่เป็นอธิบดีทั้งนั้น หนึ่งในนั้นมีคุณพ่อดอนของดิชั้นด้วยค่ะ ซึ่งเค้ายิ้มและขยิบตาให้ ว้ายยยย 5555 คำถามก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วไป จำได้ว่า โดนให้อธิบายความหมายของเอเปค มันคืออะไร สำคัญต่อไทยอย่างไร ถ้าเราได้เป็นผู้แทนไทยในการประชุม เราจะเรียกร้องอะไร โอ้ย ดิชั้นก็ฉอดๆๆๆ ในฐานะยุวชนกะเทย ขุดเอาความรู้ออกมาอวด 5555 ตอบไปทั้งหมด 10 นาทีได้ คำถามต่อไปสลบค่ะ เพราะถูกบอกให้พูดทั้งหมดใหม่แต่เป็นภาษาฝรั่งเศส หรือไงค่ะ 55555 คือตอนนั้นเหงื่อตกมาก แต่ในใจลึกๆ คิดว่าตัวเองทำได้ไม่เลว…..ในการสอบรอบสองนี้เองที่เราเริ่มเห็นคู่แข่งของเรา บอกเลย แม่งมีความไฮโซทั้งสิ้น ลูกท่านหลายเธอ ลูกทูต ดูจากนามสกุลบนป้ายชื่อที่ติดบนหน้าอกก็รู้ว่าเป็นลูกหลานใคร ไม่นับว่า การแต่งตัว ท่าทาง มารยาท อีดอก เหมือนเดินออกมาจากนิตยสารสกุลไทย แม้เราคิดว่าเราทำได้ แต่มองไปดูคู่แข่งแล้ว ก็หนักใจเหมือนกัน…..รอบสุดท้ายเลวร้ายสุด คือการไปสอบต่างจังหวัด เหมือนการเก็บตัวนางงามอย่างไงอย่างงั้น จาก 80 คน รอบนี้ถูกตัดเหลือ 60 คน เค้ายังไม่บอกอยู่ดีว่าจะเอาเหลือเท่าไหร่ จำได้ว่าเรานั่งรสบัสไปชะอำ (เลยทำให้รุ่นของดิชั้นที่กระทรวงมีชื่อเรียกว่ารุ่นชะอำ) ไปถึงปุ๊ป สอบทันที มีทั้งหมด 3 รอบในการสอบ รอบแรก ทุกคนจะถูกกักตัวไว้ในห้อง แล้วจะถูกเรียกออกไปทีละคน โดยไม่บอกว่าจะไปโดนอะไร ตอนนี้เครียดมากบอกเลย รอแล้วรออีก พอถึงตอนคิวของเรา ดิชั้นเดินออกไป มีเจ้าหน้าที่ ให้ดิชั้นล้วงหยิบฉลากในถุงผ้า หยิบขึ้นเป็นแผ่นกระดาษ ในนั้นมีหัวข้อที่เขียนว่า “ปัญหาโรคเอดส์” แล้วเค้าให้ดิชั้นอ่านบทความที่เป็นภาษาอังกฤษประมาณ 5 นาทีเรื่องโรคเอดส์ จากนั้น พาดิชั้นเข้าไปในห้องที่อธิบดี รองอธิบดี มากกว่า 10 คน นั่งเป็นผู้ชม รอบนี้คือการสอบ public speaking คือการพูดในที่สาธารณะ ให้ดิชั้นพูดถึงปัญหาโรคเอดส์ประมาณ 10 นาที จากนั้นก็เป็นคำถามที่เป็นภาษาอังกฤษจากคนที่อยู่ในห้อง คิดดูค่ะ เด็กเพิ่งจบปริญญาตรีจากมหาลัยกะลา แล้วต้องมาพบกับสถานการณ์แบบนี้ โอ้โห…จากนั้น สอบรอบสอง เราถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณ 10 คน เป็นการโต้เวทีกับกลุ่มตรงข้าม โดยกรรมการจะกำหนดหัวข้อให้เราโต้วาทีกัน เป็นภาษาอังกฤษ ว้าย ดิชั้นฉอดๆ ค่ะ เหมือนตอนไปออกรายการสรยุทธอะค่ะ 5555 พ่อดอนมองมาที่ดิชั้นแล้วโปรยยิ้มให้ อร้ายยยย จากนั้น รอบสุดท้ายคือการแสดง นี่เป็นหัวใจอันหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ คือต้องเข้าสังคม ต้องรู้จัก entertain แขก กลุ่มเราจัดการร้องเพลงและเต้นระบำ 555 จำไม่ได้ว่าเพลงอะไร แต่ก็เป็นเพลงร่วมสมัยนะคะ ไม่ได้โบราณ หลังจากนั้น ก็เป็นอาหารมื้อสุดท้าย ที่เราถูกจับให้นั่งกับผู้ใหญ่ของกระทรวง ตอนนี้เค้าก็จะดูกิริยามารยาทการเข้าสังคม การกินอาหาร การหยิบช้อน อะไรก็แล้วแต่ เหมือนพรหมลิขิตอีกแล้วค่ะ ได้นั่งกับพ่อดอน หลังจากเม้ามอยส์ต่างๆ ดิชั้นได้กล่าวว่า ขอขอบคุณที่เอ็นดูดิชั้นตั้งแต่การพบกันที่อเมริกาครั้งที่แล้ว พ่อดอนตอบว่า “ไม่เป็นไรคุณปวิน คุณยังมีเวลาขอบคุณผมอีกมาก” ว้ายยย นี่หมายความว่าดิชั้นสอบผ่านแล้วหรอคะ?ปล: รูปตอบเข้ากระทรวงปีแรกและไปเที่ยวอังกฤษในปีนั้น
