หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ทำอาชีพนักข่าวฆ่าเวลามันเพิ่มความรู้และประสบการณ์ในการมองการเมืองได้จริงๆ ตอนที่ทำงานนี้อยู่ช่วงปี 1993 ประมาณมีนาคมถึงธันวาคมเท่านั้น ช่วงนั้นไม่มีการเมืองหวือหวาอะไรมาก แต่มันมีประเด็นเรื่องภาคใต้ที่น่าสนใจ และดิชั้นได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เอาจริงๆ ก็กลัวนะ จำได้ว่า เวลาไปทำข่าวตอนกลางคืน พี่คนชับรถให้เรานั่งหมอบหลังรถ เพราะเลี่ยงการถูกยิงเข้ามาในรถ อะไรแบบนั้น เราก็เริ่มเห็นว่า ไอ้การแก้ไขปัญหาภาคใต้ตอนนั้นมันใช้ทหารนำอย่างเดียว และมันมีความพยายามบังคับใช้อัตลักษณ์ไทยกับคนมุสลิมในเขตนั้น อย่างเคยไปสัมภาษณ์ครูปอเนาะ เค้าก็บ่นว่า ถูกรัฐไทยบังคับให้เด็กนักเรียนเป็นพุทธ หรือการเอาสัญลักษณ์อิสลามออกจากชุมชนอะไรแบบนั้น เอาจริงๆ เค้าถามดิชั้นว่าเป็นพุทธไหม พอบอกว่าเป็นคริสต์ เรารู้เลยว่า เค้าโล่งอกที่จะคุยกับเรา มันเป็นเครื่องชี้วัดถึงความตึงเครียดระหว่างคนสองศาสนาในชุมชนเดียวกันจริงๆ….ทำได้สักพัก เริ่มจับทางการรายงานข่าวได้ เริ่มรู้ว่าเราจะรายงานข่าวแบบไหน บางทีอาจต้องหลีกเลี่ยงข่าวที่หลายสำนักรายงาน แต่ไปขุดข่าวอื่นที่คนอื่นยังไม่รู้ ทีนี้ ด้วยความเป็นคนตอแหลจ๊อแจ๊ะ และเป็นคนรายงานข่าวเร็ว คือข่าววิทยุมันรายงานทุกต้นชั่วโมง ถ้าเราได้ข่าว (พร้อมเสียง) มาตอนต้นชั่วโมง มันก็ง่าย เพราะเรามีเวลาโทรไปรายงายข่าวที่ออฟฟิซ (หมายถึงการรายงานข่าวด้วยเสียงเราเอง และตัดเสียงสัมภาษณ์ใส่ลงไปด้วย มันเป็นกรรมวิธีที่ใช้เวลาสักหน่อย แต่ถ้าชินแล้ว เทคเดียวก็ผ่าน และปกติข่าวพวกนี้ นาทีเดียวก็พอ) แต่คราวนี้ ถ้าเราได้ข่าวมาตอนปลายชั่วโมง นั่นก็จะเครียด เพราะถ้าเรารายงานข่าวนี้ภายในต้นชั่วโมงไม่ทัน มันต้องไปออกอากาศอีก 1 ชั่วโมงไปเลย จำได้ว่าตอนนั้น มีนักการเมืองหลายคนที่สนิทด้วย วันไหนเข้าเวรเสาร์หรืออาทิตย์ ไม่มีข่าว ก็จะโทรไปหานักการเมืองเหล่านั้นเพื่อขอข่าว คนที่สนิทที่สุดตอนนั้นคือคุณพินิจ จารุสมบัติ พอโทรไปรู้ว่าเป็นน้องเชอร์รี่ แปซิฟิก ก็ให้สัมภาษณ์ทันที 555…งานสุดท้ายที่ได้ทำคือการไปรายงานข่าวการจัดการประชุมเอเปคที่เมืองซีแอ๊ตเติ้ล สหรัฐอเมริกา อันนี้มันยากมาก เพราะตอนนั้นภาษาอังกฤษเราก็ไม่ได้เก่งกล้า แต่มันต้องมีการรายงานที่ต้องแปลจากอังกฤษเป็นไทย เอาจริงๆ นี่มันตรงกับที่เราอยากทำมากนะ คือที่เรียนมา เรื่องทักษะภาษาและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ที่บอกว่าเป็นงานสุดท้ายก็คือ ตั้งแต่ช่วงกลางปีมา ดิชั้นทำเตรียมทำเรื่องเรียนต่อแล้ว และขณะที่เดียวกัน ก็เตรียมพร้อมสอบกระทรวงการต่างประเทศ เพราะคิดว่า แม้ชอบงานนักข่าว แต่ยังอยากลองงานกระทรวง และถ้าไม่ได้ ก็คิดว่าไปเรียนต่อต่างประเทศดูก่อน เลยสมัครไปเรียนและได้รับการตอบรับแล้ว ที่มหาวิทยาลัยปารีส 10 Nanterre ลืมบอกไปว่า ได้ใช้ภาษาฝรั่งเศสนี่แหละหากิน ตั้งแต่สอบเอ็นทรานซ์ และในที่สุดก็สอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศด้วยภาษาฝรั่งเศส เอาเป็นว่า เมื่อสอบกระทรวงติดแล้ว ก็เลยลาออกจากการเป็นนักข่าว พับโครงการไปเรียนต่อ แล้วเข้ารับราชการทันทีในเดือนมกราคม 1994….ตอนต่อไปจะมาเล่าว่า วิธีการคัดเลือกข้าราชกระทรวงการต่างประเทศมันโหดขนาดไหน และตอแหลขนาดไหนด้วย แต่ขอจบตอนนี้ด้วยเรื่องนี้…. ระหว่างที่ดิชั้นนั่งเครื่องบินไทยไปประชุมเอเปคที่ซีแอ๊ตเติ้ล เครื่องบินทั้งลำเต็มไปด้วยทีมงานจากไทย ทั้งจากนักข่าวและข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ เหตุการณ์นั้นนำพาให้ดิชั้นรู้จักอธิบดีกรมเอเชียตะวันออกของกระทรวง นั่นคือ ดอน ปรมัตถ์วินัย ตลอดการเดินทางและตอนที่อยู่สหรัฐ ดิชั้นได้มีโอกาสสนิทกับคุณดอนอย่างมาก เค้าเอ็นดูดิชั้น และชั้นคิดว่าเค้าเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่น่าเคารพมากๆ คนหนึ่ง นี่คืดจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างดิชั้นกับคุณดอน ปรวัตถ์วินัยค่ะปล: รูปช่วงเป็นนักข่าว ตอนนั้นยังแอ๊บบอยๆ ไม่มีคนรู้ว่าเป็นตุ๊ดเท่าไหร่ค่ะ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น