หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

นั่นอาจเป็นความรู้สึกว่าตัวเองตาสว่างก่อนคนอื่นๆ มันเป็นความรู้สึกว่า เราก้าวไปอยู่สังคมแบบนั้น แบบที่หากมองผิวเผินแล้ว คนเท่ากัน แต่ในความเป็นจริง มันไม่เท่ากันเลย เหมือนคนสอบได้เกรด A ที่มีตั้งแต่คนที่ได้คะแนนจาก 80 ไปถึง 100 เราอยู่ที่ 80 ได้ A เหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนกับ A แบบ 100 ขอย้ำอีกทีว่า มันไม่ใช่เรื่องของความอิจฉา แต่มันเป็นสภาพเงื่อนไขทางสังคมที่เปิดโอกาสให้คนที่มีพริวิเลจจากชาติตระกูล ได้เกรด A โดยที่ไม่ต้องลงแรง ขณะที่ลูกเจ๊กอย่างดิชั้น ลงแรงแทบตาย แม้ได้เกรด A แต่เป็น A แค่ 80 ที่ไม่ใช่ 100

….ด้วยเหตุนั้น ดิชั้นจึงคิดเสมอว่า เมื่อเราเลือกเกิดไม่ได้ เราต้องสร้างความเท่าเทียมกับคนพวกนั้นด้วยความสามารถเป็นหลัก ฝรั่งอาจเรียกว่าเป็นระบบ meritocracy คือเอาความเก่งเข้าสู้ เพราะมันเป็นทรัพย์สินแบบเดียวที่เรามีอยู่ โชคดีที่ดิชั้นเรียนหนังสือใช้ได้ เก่งบางเรื่อง บางเรื่องก็ไม่ได้เหมือนกัน อย่างรู้ตัวเองว่า ไม่เก่งวิทยาศาสตร์/คณิคศาสตร์/เคมี/ฟิสิกซ์ ทำให้มันบีบให้เราต้องหันไปเรียนสายสังคมศาสตร์ แต่คิดว่าตอนนั้น หลายๆ คนคงเป็นเหมือนดิชั้น โชคดีที่ดิชั้นชอบเรียนภาษา เลยเลือกเรียนศิลป์ฝรั่งเศส และมันกลายมาเป็นวิชาหากินในช่วงแรกๆ ที่พาดิชั้นเข้าได้ทั้งจุฬาและกระทรวงการต่างประเทศ

…แต่ที่อาจไม่เหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ ในตอนนั้น และส่วนหนึ่งมาจากความต้องการดันตัวเองไปเท่ากับคนที่มันเหนือกว่าเราโดยอาศัยสติปัญญา นั่นคือการวางแผนชีวิตไว้ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยม ไอ้ตอนเด็กๆ มีคนชอบถามว่าโตไปอยากเป็นอะไร นั่นมันแค่แฟนตาซี แต่ ณ จุดนั้น ดิชั้นคิดว่าดิชั้นรู้ว่าอยากเป็นอะไร ทั้งหมดมันมาจากการเลือกเรียนสายสังคมศาสตร์แต่แรก และภาษาต่างประเทศ เลยคิดว่า อาชีพนักการทูตน่าจะเหมาะ หรือนักข่าว หรืออะไรก็ตามที่ได้ใช้ทักษะภาษาเป็นหลัก

…ช่วงก่อนเอ็นทรานซ์ เป็นช่วงที่หงุดหงิดใจมาก เพราะรู้ตัวเองว่าเป็นคนชอบแข่งขัน และเราต้องสอบให้ได้เพราะไม่งั้นแผนที่วางไว้มันก็พังทั้งหมด ทีนี้ ไม่รู้ใครจำได้บ้างว่า ที่จุฬามันมีโครงการติวพิเศษสำหรับเด็กเอ็นทรานซ์สมัยนั้น เป็นโครงการที่ใครๆ ก็อยากเข้าไปเรียน จำได้ว่าเรียนฟรีมั้ง แต่ที่สำคัญ คุณต้องมีอาจารย์ในจุฬาเสนอชื่อเข้าไป โอ้โห อันนี้มันเป็นตัวทดสอบเลยว่า คอนเน็คชั่นแม่งสำคัญจริงๆ พ่อแม่คุณใหญ่แค่ไหน และใครที่คุณรู้จักในจุฬา หันมามองตัวเอง เป็นแค่ลูกเจ็กโรงงานเสื้อโหล ไม่รู้จักใครในนั้นจริงๆ แม้อยากเรียนใจแทบขาด แต่ก็เรียนไม่ได้ ต้องอาศัยขอชีทของเพื่อนที่ไปเรียนมาซีร๊อกซ์อ่านเองที่บ้าน โมโหก็โมโหกับไอ้ระบบที่แม่งไม่ยุติธรรมขนาดนี้ แต่มันก็ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องสอบเข้าให้ได้ เรื่องน่าขำคือ ไอ้เพื่อนที่ได้ไปติวในจุฬา กลับเอ็นไม่ติดเป็นส่วนใหญ่ ส่วนดิชั้น เดินเชิ่ดสวยๆ เป็นนิสิตสาวจามจุรีเฟรชชี่ สอบเข้าได้คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เป็นปีแรกที่คณะนี้แยกสอบตรงตามภาควิชา และภาค IR มีคะแนนสูงทีเดียวในปีนั้น

…อื้อหือ พอเข้าจุฬาปุ๊ป ไอ้ที่เราคิดว่าโรงเรียนมัธยมมันบ่มเพาะระบอบอุปถัมภ์ยึดโยงกับสถาบันกษัตริย์ ในรั้วมหาลัยมันยิ่งไปมากกว่านั้น ที่กำลังพูดถึงนี้มันคือบริบทของจุฬาเมื่อหลายสิบปีก่อน ไม่รู้ว่าตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง ตอนนั้น การแบ่งชนชั้นมันมีค่อนข้างสูง ไอ้วัฒนธรรม “โต๊ะ” ต่างๆ เนี่ยมันเป็นดัชนีชี้วัดอันหนึ่ง โต๊ะไฮโซ ไม่ไฮโซ กลุ่มไหนคบใครไม่คบใคร จริงอยู่ ในฐานะนิสิตเหมือนกัน มันก็มีการคุยกันปกติ แต่จะบอกว่าถึงขั้นคบเป็นเพื่อนคงไม่มี จำได้ว่า เวลา 4 ปีผ่านไปเร็วมาก สองปีแรกพอเข้าได้แล้วก็หลงประเด็น คือได้ใช้ชีวิตนักศึกษาจากรั้วมหาลัยที่ดีที่สุด (ในสายตาหลายคนตอนนั้น) เลยกินเที่ยวจนการเรียนแย่ จนมาพลิกฟื้นเอาตอนขึ้นปี 3 แล้วเอาความตั้งใจเดิมกลับมาคือ ต้องยกสถานะของตัวเองให้ได้เท่ากับพวกอภิสิทธิ์ชน เพื่อเราจะสามารถยืนได้เท่ากับพวกมัน เป้าหมายปลายทางคือสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศค่ะ

ปล: เป็นรูปเดียวที่เหลืออยู่ในวัยที่ยังไม่เสียสาว

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น