หมวดหมู่
ตาสว่าง

ตาสว่าง ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ตอนนี้ขอจบเรื่องซีรีย์เรื่องการเมืองไทยกับสถาบันกษัตริย์ก่อน เขียนไปทั้งหมด 21 ตอนแล้ว และคิดว่าครอบคลุมเกือบทุกประเด็น เอาเป็นว่า ถ้ามีประเด็นเพิ่มเติมจะกลับมาเขียนใหม่ค่ะ

…วันนี้ขอเขียนอีกเรื่อง เป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่อยากเอามาแชร์ ออกตัวก่อนว่านี่ไม่ใช่เป็นงานเขียนมหากาพย์อัตชีวประวัติตัวเอง แต่มันเป็นความพยายามเข้าใจว่า ทำไมตัวดิชั้นเองถึงตาสว่างก่อนใครๆ อะไรมันเป็นปัจจัยที่ทำให้ดิชั้นคิดต่างจากคนอื่นๆ ทั้งๆ ที่โตมาในสิ่งแวดล้อมของความเป็นสลิ่ม นี่คือเขียนไปด้วย ก็พยายามจะเข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วย ในส่วนนี้ หากใครมีเรื่องราวของตัวเอง อาจจะเขียนในช่องคอมเม้นต์ หรือเขียนมาเป็นเรื่อง ก็จะอนุมัติโพสต์ให้ค่ะ ส่วนที่เป็นเรื่องส่วนตัวที่จะเล่านี้ จะขอเล่าข้ามๆ ไปบ้างนะคะ เพราะอยากจะโฟกัสเรื่องการเติบโตของดิชั้นและความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์

…ดิชั้นมาจากครอบครัวไทย-จีนทั่วไป อาจบอกได้ว่าตัวเองเป็นชนชั้นกลาง มีพี่น้องเหมือนครอบครัวอื่นๆ พ่อเป็นฝั่งจีน แม่เป็นฝั่งไทย ดิชั้นเกิดและโตในกรุงเทพ กลางเมืองเลยค่ะ วนเวียนอยู่แถวสี่พระยา คลองสาน สาธร เจริญนคร แล้วก็โตอยู่ในบริเวณนี้ ไม่เคยได้ไปใช้ชีวิตอยู่ชานเมืองเลย ถูกเลี้ยงมาแบบแคทอลิก (อันนี้มันก็เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และอาจอธิบายได้ว่า ทำไมดิชั้นถึงไม่อินกับ “ความเป็นไทย” ตั้งแต่เด็ก เพราะดิชั้นไม่ได้ถูกสอนมาให้เป็นคนพุทธ) เพราะความที่เป็นคริสต์ จึงได้เรียนโรงเรียนเอกชนที่เป็นแคทอลิก-คริสเตียน จริงๆ ก็นับว่าโชคดีกว่าคนอื่นที่ได้เรียนโรงเรียนที่ค่อนข้างไฮโซ ซึ่งมันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการสร้างมุมมองทางการเมืองแบบสลิ่มเหมือนกัน

…ที่บ้านมีโรงงานทำเสื้อผ้า คือโตมากับโรงงานนี่แหละ เราเป็นเจ้าของกิจการ จริงๆ มันก็ไม่ใหญ่มากนะ ขนาดปานกลางถึงเล็กด้วยซ้ำ ลืมตาดูโลกมาก็เห็นงานในโรงงานแล้ว งานของที่บ้านก็คือ รับออเดอร์บริษัทมา แล้วเค้าให้วัตถุดิบทั้งหมด เรามาผลิตตามที่เค้าสั่ง หรือใครจะเรียกง่ายๆ ว่าโรงงานผลิตเสื้อโหลก็ได้ แต่เอาจริงๆ มันก็ไม่โหลนะ เพราะเราเคยได้ออเดอร์จากยี่ห้อแบรน์เนมเหมือนกัน เอาเป็นว่า ที่ครอบครัวอยู่ได้ ที่สามารถส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ เอกชนได้ ก็มาจากไอ้โรงงานเสื้อโหลนี่แหละ พอโตมาในโรงงาน ก็เลยมีความคุ้นเคยกับการทำเสื้อผ้า ก็เลยรักงานด้านนี้ ถ้าไม่ไปเรียนสายอื่น ก็คงได้เป็นเจ้าของโรงงานต่อ ผลิตเสื้อแข่งกับสิริวัณณวรีค่ะ

…แม้จะอยู่กินแบบสบายตามวิถีคนกรุงและชนชั้นกลางกรุงเทพ แต่ทุกอย่างมันก็ไม่ง่าย จำได้ว่า ครอบครัวพูดเสมอว่า เราต้องเหนื่อยเป็นสองเท่า เพื่อให้ได้เพียงเท่าเดียวของคนที่มีอภิสิทธิ์ในสังคม และคนพวกนี้ แม้วันหนึ่งเราจะมีเท่าเค้า เค้าก็ไม่ได้มองว่าเราเป็นพวกเดียวกับเค้า เข้าใจไหมคะ หรืองง 555

…เข้าไปอยู่ในโรงเรียนที่มีลูกคนรวยเยอะก็เป็นปัญหาอันหนึ่ง ปัญหาอันนั้นคือ เรามีไม่เท่าเค้า นี่มันไม่ใช่เรื่องการอิจฉาว่ามีไม่เท่าเค้า แล้วไม่ใช่เรื่องต้องมาภูมิใจว่าชั้นพอเพียง แต่ดิชั้นสังเกตมาตั้งแต่เด็ก และพยายามจะอธิบายว่า อะไรที่ทำให้เราทำแทบตายก็ไม่เท่าเค้า คำตอบที่ได้ต่อมาก็คือ ระบบอุปถัมภ์และการที่คนบางกลุ่มในสังคมมีพรีวิเลจ หรืออภิสิทธิ์ชนเท่านั้น ทีนี้ เงินมันอาจสร้างตัวตนได้ แต่ไอ้อภิสิทธิ์ที่มันติดมากับชาติกำเนิดนั่นเราไม่มีสิทธิได้

…ดังนั้นแม้แต่ในโรงเรียนเอกชน มันก็มีชนชั้น แต่นี่ก็ไม่อยากพูดไปถึงขนาดว่ามันเป็นชนชั้นมหภาคอะไรแบบนั้น คือไอ้พวกลูกคนรวยพรีวิเลจก็ยังคบกันนะ อย่างพี่เจอะไรนี่ แต่อย่างไรเสียมันก็ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านอื่น ตั้งแต่รู้ว่าครูเกรงใจนักเรียนที่มีชาติกำเนิดดีกว่าที่ครูจะเกรงใจเรา อันนี้มันเห็นได้ชัด นี่มันเป็นอะไรที่ติดตัวมาตั้งแต่เล็ก จนเมื่อเริ่มโตอยู่ในช่วง ม ปลาย ก็เริ่มเข้าใจว่า ไอ้ระบบอุปถัมภ์ทั้งหมด มันที่สถาบันกษัตริย์ที่เป็นตัวหนุน แล้วถ้าคุณไม่สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งตรงนั้น คุณจะไม่มีวันได้พรีวิเลจใดๆ ต่อให้คุณทำงานหนักให้ตายอย่างไร มันเหมือนเป็นลู่วิ่งที่คุณวิ่งได้แค่ลู่ที่เค้ากำหนด ต่อให้คุณวิ่งเก่ง วิ่งดี วิ่งเร็ว คุณไม่สามารถเปลี่ยนไปวิ่งลู่อื่นได้ค่ะ

…เดี๋ยวกลับมาเขียนต่อค่ะ
ปล: ดูออกเลยหรอคะว่าเป็นกะเทยยุวชน

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น