ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ปัญหาหนึ่งของการไม่เข้าใจการปกครองของวชิราลงกรณ์คือ การเข้าไม่ถึงข้อมูลส่วนตัว ในสมัยภูมิพล เรื่องส่วนตัวเจ้าส่วนหนึ่งมันปรากฏในข่าวในพระราชสำนัก แม้มันจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ แต่มันก็ทำให้เราเห็นภาพบางอย่าง ที่สามารถนำไปใช้ตีความต่อได้ ส่วนหนึ่ง ภูมิพลมีความมั่นในใจการเปิดเผยเรื่องส่วนตัวบางอย่าง สาเหตุหนึ่งก็เพราะ ภูมิพลมีทีมงานที่ปรึกษาที่ดี ในความเป็นจริง เค้ามีที่ปรึกษาในเกือบจะทุกด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเกษตร หรือแม้แต่ด้านสื่อ บุคคลที่เคยอยู่ในการประชุมกับภูมิพลจะรู้ว่า ภูมิพลไม่มีไอเดียอะไรมาก คอยแต่จะเอาไอเดียจากคนอื่น แต่นั่นก็ถือว่าเป็นความสามารถอย่างหนึ่งการในเอาไอเดียคนอื่นมาปรับใช้และเคลมว่าเป็นของตัวเอง….ในตอนนี้ นี่คือสิ่งที่ต้องการพูด ใครคือที่ปรึกษาวชิราลงกรณ์ คำตอบง่ายๆ เลย ไม่มีใครรู้เป็นที่แน่แท้ ก็เดาๆ ไปบ้าง เพราะเราจะไม่เห็นบุคคลรอบข้างวชิราลงกรณ์นอกจากเมีย นอกจากนี้ วชิราลงกรณ์ไม่มี “พระราชกรณียกิจ” จึงทำให้ไม่มีความจำเป็น (มั้ง) ในการแสวงหาที่ปรึกษา ทั้งนี้ทั้งนั้น วชิราลงกรณ์มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เห็นการทำงานของพ่อมาทั้งชีวิต ต่างจากพ่อที่เริ่มงานนี้เมื่อยังเป็นเด็กเลยต้องมีคนประคับประคอง แต่วชิราลงกรณ์เห็นว่าพ่อทำอย่างไรบ้าง รู้กลไกอำนาจรัฐ และสามารถใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง…วชิราลงกรณ์อาจมีคนสนิทรู้ใจอยู่บ้าง มีกระแสข่าวเรื่องอำพน กิตติอำพน ที่ตอนนี้เป็นกรรมการ สนง ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์และที่ปรึกษาโครงการจิตอาสา มีพลากร สุวรรณรัฐ ที่เป็นองคมตรีอยู่ แต่ก็แค่นั้น ต้องขอย้ำอีกทีว่า ในความเป็นจริง วชิราลงกรณ์อาจจะมีคณะที่ปรึกษาก็ได้ ที่เราไม่รู้ แต่ดูจากรูปการณ์แล้ว ดิชั้นไม่เชื่อ ส่วนหนึ่งเพราะนิสัยส่วนตัวของวชิราลงกรณ์ ที่คิดว่าตัวเองถูกเสมอ ไม่มีใครอยากเป็นที่ปรึกษา เพราะไม่ชอบฟังสิ่งที่ตัวเองไม่เชื่อ จะฟังแต่ที่ตัวเองจะเชื่อ ข้อมูลภายในแจ้งว่า ทุกวันนี้ พวกประยุทธ์ยังต้องรายงานข่าวการเมืองแบบที่วชิราลงกรณ์อยากฟัง ไม่ได้มาจากความเป็นจริง อาทิ การรายงานว่าการเคลื่อนไหวของนักศึกษามีทักษิณและธนาธรอยู่เบื้องหลัง วชิราลงกรณ์ชอบอ่านแนวหน้า ไทยโพสต์ สยามรัฐ แต่จะไม่อ่านมติชนหรือช่าวสด เอาจริงๆ วชิราลงกรณ์ก็คือสลิ่มตัวพ่อนั่นเอง…วชิราลงกรณ์ไม่ชอบคนประจบสอพลอ แต่ก็ไม่อยากฟังอะไรที่มันบาดหู มีกรณีทูตไทย รัฐกิจ มานะทัต พยายามวิ่งเต้นหลังจากถูกย้ายจากการเป็นทูตที่เบิรน์ (สวิตเซอร์แลนด์) เพื่อจะกลับไปปักกิ่ง มาวุ่นวายกับวชิราลงกรณ์ เลยถูกส่งไปอังการา ตุรกี แทน นอกจากนี้ คนที่กระทรวงต่างประเทศเล่าด้วยว่า วชิราลงกรณ์เกลียดคนผมหงอก (55555 อันนี้จริง คงเกลียดเพราะ สศจ) เลยบังคับให้ทูตไทยที่ต้องเข้าเฝ้าก่อนไปประจำการต่างประเทศทุกคนต้องย้อมผมเป็นสีดำ คือรัฐกิจหัวหงอกทั้งหัว เลยต้องไปรีบย้อมผมเพื่อเข้าเฝ้า ก่อนที่วชิราลงกรณ์จะโกรธไปมากกว่านี้ เรื่องนี้ถาม คน กต ได้ รู้กันทั่ว….แต่มีที่ปรึกษาคนหนึ่งที่วชิราลงกรณ์จะฟัง นั่นคือที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยส่วนตัว นั่นคือ จักรภพ ภูริเดช มันเป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด มีทั้งรักทั้งเกลียด เอาจริงๆ เหมือนผัวเมียด้วยซ้ำ ตระกูลภูริเดชรับใช้วชิราลงกรณ์มานาน เลยได้การปูนบำเหน็ดทั้งครอบครัว รวมถึงการแต่งตั้งน้องไอ้ค้อก จิรภพ เป็นผู้บังคับการกองปราบ ไอ้ค้อกได้กลายมาเป็น security guard ให้วชิราลงกรณ์ อย่างที่เรารู้ เป็นมือสังหารให้เสี่ย อยู่เบื้องหลังการกำจัดศัตรูทางการเมือง (กลุ่มหมอหยอง ปรากรมและพิสิษฐ์ศักดิ์) และการกำจัดผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ เคยร่วมมือกับก้อยวางแผนการตัดกำลังผู้ลี้ภัยในต่างประเทศด้วย…แต่ค้อกก็ทำให้วชิราลงกรณ์กริ้วหลายครั้ง ครั้งที่ถูกเด็กเยอรมันลอบยิงด้วยปืนลม อันนั้นทำให้การรักษาความปลอดภัยของวชิราลงกรณ์ต้องบกพร่อง แต่อันที่วชิราลงกรณ์โกรธมากก็คือ การปล่อยให้ปาปารัสซี่เข้าถึงตัว และถ่ายภาพที่วชิราลงกรณ์กับก้อยใส่เสื้อกล้ามตัวจิ๋วยืนบนยอดเขาสกี แถมดิชั้นเป็นคนแรกที่ได้ภาพนั้นมา ทำให้วชิราลงกรณ์โกรธค้อกมาก เลยสั่งให้มีการปลดค้อกแบบฟ้าผ่าเพราะควบคุมความโกรธไม่ได้ แต่สายดิชั้นแจ้งล่วงหน้าว่า การปลดแบบนี้เป็นแค่ชั่วคราว พออารมณ์ดี ก็คืนตำแหน่งให้ แล้วมันก็เป็นจริง มีการคืนตำแหน่งจริงๆ อาจสรุปได้ว่า ในบรรดาคนใกล้ชิดวชิราลงกรณ์ทั้งหมด จักรภพ ภูริเดชคือคนใกล้ชิดที่สุด
