ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
ทำไมวชิราลงกรณ์ถึงไม่อยากอยู่ไทย และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ อันนี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แน่นอน มันคงไม่มีคำตอบใดคำตอบเดียวที่ถูกต้อง และแน่นอน คงไม่มีใครรู้อย่างแน่แท้เพราะเราไม่ได้เข้าไปนั่งในใจของวชิราลงกรณ์ แต่ดิชั้นของประมวลสาเหตุหลักๆ มาดังนี้1. เนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ จนถึงวันนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่า วชิราลงกรณ์ป่วยด้วยโรคอะไร ที่เราคาดเดากันนั้น คือการป่วยโรคเลือด แต่เจาะลงไปในรายละเอียดจริงๆ ไม่น่าจะมีใครรู้ นอกจากคนใกล้ชิด เรื่องข่าวลือของการติดเชื้อ HIV จากคนนั้นคนนี้ (หนึ่งในนั้นคือฟ้ารุ่ง) ยังไม่มีข้อพิสูจน์ เพราะเชื้อ HIV มันผ่านสู่พ่อไปสู่ลูกได้ และในช่วงที่เกิดทีปังกร วิวัฒนาการของการสร้างยา PreP น่าจะยังไม่ออกมา (ยา PreP คือยาที่ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ HIV แม้ว่าคุณมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HIV แบบไม่ป้องกันก็ตาม) จะอย่างไรก็ตาม การติด HIV ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนในสถานะแบบวชิราลงกรณ์นั้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องมีการถ่ายเลือดอย่างข่าวลือ ถ้าจะเป็นโรคเลือดอย่างอื่น ก็มีอีกหลายโรคที่คาดเดาได้ ส่วนตัวคิดว่า น่าจะมาจากยีนของวชิราลงกรณ์ ที่เกิดจากการสมสู่ของคนในครอบครัว ทำให้เกิดยีนด้อย อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเลือด เอาละค่ะ การต้องทำการตรวจหรือถ่ายเลือดบ่อยๆ วชิราลงกรณ์ต้องการหาคลินิคที่ไว้ใจได้ เค้าสามารถค้นหาแพทย์คนหนึ่งที่สามารถตรวจหรือถ่ายเลือดให้เป็นประจำและพร้อมจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แพทย์คนนี้อยู่ในเมืองมิวนิค (ปล: ในปี 2007 ตอนที่ดิชั้นยังรับราชการที่สถานทูตไทยที่สิงคโปร์ ทูตไทยได้เรียกประชุมด่วนเพื่อแจ้งว่า มีข่าวว่าวชิราลงกรณ์อาจจะเสียชีวิตที่มิวนิค ด้วยโรคเลือด ตอนนั้นเราประชุมกันว่า หากเป็นจริง เราจะแจ้งฝ่ายสิงคโปร์อย่างไร รวมไปถึงจะจัดพิธีระลึกถึงอย่างไร ต้องมีหนังสือลงนามแสดงความอาลัยไหม ฯลฯ)2. วชิราลงกรณ์ไม่อยากถูกจำกัดด้วยความรับผิดชอบจิปาถะที่ไทย และต้องการใช้ชีวิตอิสระ ห่างไกลผู้คน มิวนิคเป็นเมืองขนาดกลาง ไม่ cosmopolitan เหมือนลอนดอน ปารีส (ที่แน่ๆ ไม่เอาอเมริกาเพราะมันเป็นสาธารณรัฐจ๋า) เค้าต้องการเลือกเมืองขนาดปานกลางแบบนี้ ที่ไม่ต้องมีคนรู้จักมาก ที่ต้องมีบรรยากาศธรรมชาติไม่ห่างไกล เพราะเค้าชอบขี่จักรยาน และยังสามารถแต่งตัวพิลึกกึกกือได้ อย่างเสื้อกล้ามตัวจิ๋ว หรือการติดสติ๊กเกอร์แท๊ททู เรื่องการไปอยู่ต่างประเทศเพื่อหนีความวุ่นวายมันเป็นธรรมเนียมของเจ้าไทยบางองค์ เริ่มจากการไปเรียนนอกก่อน เมื่อมีความคุ้นเคย จึงอยากหลบหนีความวุ่นวายจากไทยอย่างที่บอก เริ่มจาก ร 5 ประพาสยุโรป (เป็นกษัตริย์องค์แรกที่ไป) จากนั้น ส่ง ร 6, 7 ไปอังกฤษ ส่งจักรพงษ์ภูวนาถไปรัสเซีย ส่งมหิดลไปอเมริกา (นี่แค่ตัวอย่างเท่านั้น จริงๆ ส่งลูกหลายคนไปเรียนนอก) ตัวในหลวงเองและพี่น้องเกิดต่างประเทศทั้งหมด (กัลยาณีเกิดลอนดอน อานันท์เกิดไฮเดลเบิร์ก ภูมิพลเกิดที่แมชซาชูเซส) และไปโตที่โลซาน์น ส่วนวชิราลงกรณ์ถูกส่งไปเรียนอังกฤษ จากนั้นไปจบวิชาทหารที่ออสเตรเลีย การหนีความวุ่นวายจากไทยไปมิวนิคสะท้อนให้เห็นความขาดความรับผิดชอบของวชิราลงกรณ์ในฐานะกษัตริย์ ซึ่งต่างจากวิธีของภูมิพลมาก ที่จำกัดเวลาการเดินทางต่างประเทศ และเมื่อเยือนประเทศสำคัญหมดแล้ว (แค่ในช่วงทศวรรษที่ 1950-60 เท่านั้น) ก็ยุติการเดินทางทั้งหมดเพื่อโฟกัสการสร้างฐานอำนาจในไทย (ยกเว้นการไปเปิดสะพานไทย-ลาวเมื่อปี 2537)3. การชอบขับเครื่องบินเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมถึงชอบไปอยู่ยุโรป จริงอยู่ อยู่ไทยก็ขับเครื่องบินได้ ส่วนตัวคิดว่า มันขาดทัศนียภาพและความหลายหลากของภูมิประเทศแบบยุโรป เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยไม่ต้องทำอะไร วันๆ ได้แต่ร่างจดหมายขออนุญาตประเทศต่างๆ ให้วชิราลงกรณ์บินเหนือน่านฟ้า ซึ่งต้องทำทุกครั้งที่บิน แล้วคิดดูว่า วชิราลงกรณ์บินถี่แค่ไหน มีอยู่ครั้งหนึ่ง วชิราลงกรณ์เปลี่ยนเส้นทางบิน คือบินจากเยอรมันเข้าอิตาลี แล้วไม่ได้ขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้า จนทำให้อิตาลีเกือบยิงเครื่องบินตก เรื่องนี้วชิราลงกรณ์ทำผิดเอง แต่หวยไปลงที่ทูตไทยที่อิตาลี ที่ถูกด่าว่าไม่สามารถประนีประนอมกับฝ่ายอิตาลีได้ ผลคือมีการย้ายทูตกลับไทยภายใน 24 ชั่วโมง
