หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ชูวิทย์เผย บ่อนเฮียตี้ 4 ศพ

เหตุการณ์ยิงตายคาบ่อนเมื่อคืน เป็นบ่อนของ “เฮียตี้” นี่แหละ ทำมาหากินเปิดบ่อนมายาวนาน ใครๆ ก็รู้จัก โดยเฉพาะคนในวงการ ย่านพระราม 3 บ่อนนี้ผมเคยพูดไปแล้วหลายครั้ง จอดรถที่ซาวน่า แล้วทะลุเข้าบ่อนได้เลยสังคมไทยรับรู้อยู่เต็มอกว่า มีบ่อน ไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเอาจริงๆ บ่อนอยู่ไหนก็สร้างความเจริญให้กับท้องที่ตำรวจ มีเงินจุนเจือเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้วิ่งเอาตำแหน่งรอบหน้า หรือเข้ากองกลางไปจับโจรผู้ร้ายขายยา เพราะเรื่องบ่อนไม่ได้ถือว่าผิดกฎหมายร้ายแรงบ่อนจึงไม่เคยห่างหายไปได้นาน ปิดสักพัก พอเคลียร์จบ ก็เปิดใหม่แต่เที่ยวนี้เกิดเหตุเมื่อคืน ดันมายิงกันในบ่อน ตายโหงถึง 4 ศพ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก แม้ว่าตำรวจอยากให้เล็ก เพราะ1. บ่อนการพนันเปิดกันทั่วก็จริง แต่ยังคงผิดกฎหมายประเทศไทย2. ยิงกันตายในบ่อนถึง 4 ศพอย่างกับยุค 2499 อันธพาลครองเมือง ยังไงอย่างงั้น3. แถมหนึ่งในคนตาย ดันเป็นตำรวจระดับสารวัตรท้องที่แสมดำโน่น ก็คงไปเล่น แล้วทวงหนี้กัน จึงเอาชีวิตไปทิ้งในบ่อนคิดดูเอาแล้วกัน มันประหลาดที่เรื่องเกิดในยุคนี้เมื่อสมัย 30 กว่าปีก่อนที่ผมอยู่เยาวราช ก็เคยมี “ซิตี๋” มือขวาเจ้าพ่อคนดัง แคล้ว ธนิกุล ถูกยิงตายคาบ่อนแถวซอยมังกร เป็นข่าวโด่งดัง เรื่องของเรื่องคือ เล่นได้เอา เล่นเสียไม่จ่าย พอเสียมากๆ ขอเครดิตไม่ได้ เลยโวยวาย จนเจ้าของบ่อนลอดลายมังกรนาม “ก่งก๊ง” ไม่ยอมเสียฟอร์ม ให้มือปืนสอยร่วงคาบ่อนหลังๆ รุ่นเก่าหมดไป แต่ไฉนมาโผล่เอายุคสมัยนี้ในบ่อน หากเล่นเสีย อารมณ์มันเสีย หนี้เก่าไม่จ่าย พูดจากวนตีน ยิ่งพกปืนมาด้วย เลยตายกันหลายศพ เพราะในบ่อน มีปืนอยู่คนเดียวเสียที่ไหน ?สังเวยไป 4 ศพ บ่อนแตกกระเจิงที่อ้างว่าไม่ใช่บ่อน มีโต๊ะการพนันแค่โต๊ะเดียว ก็พูดไปกล้องวงจรปิดไม่มี อื้อหือ ให้มันได้อย่างนี้สิบ่อนนี้ในวงการใครก็รู้จัก คนพาเหรดเข้าออกเป็นร้อย ตามรูปให้ดูสภาพในบ่อนแค่โซนเดียว แต่โดยรวมมีถึง 30 โต๊ะ แบ่งโซนวีไอพี กระเป๋าหนัก แทงได้เสียบาคาร่ากันเป็นแสน เป็นล้าน ยิ่งช่วงหลังโควิดระบาดออกไปบ่อนต่างประเทศไม่ได้ ปอยเปต มาเก๊า ไร้นักพนันไทย เลยเฮโลบ่อนในประเทศรุ่งเรืองวันนี้ บ่อนอื่นก็เตรียมตัวซวย ถูกสั่งปิดชั่วคราวเป็นทิวแถว เพราะข่าวยิงกันในบ่อนหากตำรวจจะแถลง รับไปเลยว่ามีบ่อน และยิงกันตาย ตำรวจที่ตายชอบเล่น ไปเจอเจ้าหนี้ทวงกันไปมาเลยของขึ้น ควักปืนยิงล้างหนี้ อย่างนี้จะเหมาะกว่าไปอ้อมแอ้มคิดๆ แล้ว เปิดถูกกฎหมายให้รู้เรื่องรู้ราวกันไปเลย หมดเรื่องยิงกันตาย

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

DRG ถอดเทปคำปราศรัยของอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมทางการเมือง

ที่มุ่งตรงไปยังบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทย และเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อมิให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องออกไปไกลห่างจากระบอบประชาธิปไตย ในกิจกรรมชุมนุม “เสกคาถาผู้พิทักษ์ ปกป้องประชาธิปไตย” จัดโดยกลุ่มมหานครเพื่อประชาธิปไตย – (MDG) และกลุ่มมอกะเสด (KU Daily) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเนื้อหาดังนี้
____________________

สวัสดีพี่น้องที่มาชุมนุมวันนี้ทุกคนครับ
.
ก่อนอื่นต้องขอเรียนให้ทราบอย่างนี้ว่า ผมได้รับการติดต่อจากน้องๆ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยมหานคร ให้มาพูดปราศรัยกับพี่น้องในวันนี้ในหัวข้อเดียว เป็นหัวข้อที่หลายๆ คนอยากฟัง แต่ไม่มีใครเคยเอ่ยอ้างอย่างเป็นทางการ
.
ด้วยความให้เกียรติและเคารพต่อตัวเอง ให้เกียรติและเคารพต่อพี่น้องที่มาฟัง และเคารพให้เกียรติอย่างสูงสุดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพูดถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวกับการเมืองไทยที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ เราซุกปัญหาเหล่านี้ไว้ใต้พรมหลายปีมาแล้วครับพี่น้อง ไม่มีการเอ่ยอ้างถึงปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งมันนำมาสู่การแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด
.
เราต้องยอมรับความจริงว่าที่นิสิต นักศึกษา และประชาชนลุกขึ้นมาชุมนุมเรียกร้องทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลายคนต้องการจะตั้งคำถามต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรา ในเวทีชุมนุมมีการชูป้ายกล่าวอ้างถึงบุคคลที่อยู่เยอรมัน มีการกล่าวอ้างถึงบุคคลที่เป็นนักบินบินไปบินมา คำกล่าวอ้างเหล่านี้จะหมายถึงใครไปไม่ได้นอกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราครับพี่น้อง แต่การกล่าวอ้างเหล่านั้นมันจะไม่มีน้ำหนักเลยหากพวกเราไม่มีการพูดด้วยเหตุด้วยผลและตรงไปตรงมาตามหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
.
พี่น้องครับ ปัจจุบันนี้เราประสบปัญหาอย่างยิ่งยวดและสำคัญยิ่ง คือมีกระบวนการที่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเราขยับออกไปไกลห่างจากระบอบประชาธิปไตยมากขึ้นทุกทีๆ
.
กระบวนการแรกเกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหารปี 2557 ประยุทธ์ จันทร์โอชารัฐประหารครั้งนี้ สั่งให้เนติบริกรร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกขึ้นมาโดยบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อาจารย์บวรศักดิ์ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา เนื้อหาสาระก็ไม่ได้แตกต่างจากปี 2550 เท่าไหร่ ปรากฏว่าชนชั้นนำไทยไม่ยอม ปัดตกในชั้น สนช. ให้บุคคลที่เป็นเนติบริกร เป็นพ่อมดตัวจริงของประเทศไทยขึ้นมาร่างใหม่ นั่นคือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ด้วยความที่เป็นพ่อมด เขาออกแบบโครงสร้างรัฐธรรมนูญให้เอื้อต่อการขยายพระราชอำนาจออกไปไกลจากระบอบประชาธิปไตย ยิ่งไกลยิ่งดี
.
เขาออกแบบมายังไง 1. คือออกแบบมาตรา 15 วรรคสอง ให้การบริหารราชการแผ่นดิน มีการตั้งหน่วยงานในพระองค์ขึ้นมา แล้วบริหารไปตามพระราชอัธยาศัย การที่บอกว่าบริหารไปตามพระราชอัธยาศัยนั้น แปลเป็นภาษาบ้านเราคือบริหารไปตามใจของพระมหากษัตริย์ เหล่านี้เป็นการออกแบบกฎหมายที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น หลังจากนั้นก็นำไปออกประชามติ แล้วผ่านออกเสียงประชามติมาด้วยความทุลักทุเล และการออกเสียงประชามตินั้นก็ไม่ได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงหรอกครับ มีเพื่อนเราหลายคนโดนจับโดนคุกคาม
.
แต่พอมีการผ่านการออกเสียงประชามติมา เกิดการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญโดยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นครั้งแรก คือเมื่อมีการผ่านประชามติออกมา ประยุทธ์ จันทร์โอชานำรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ พระมหากษัตริย์รับสั่งให้แก้รัฐธรรมนูญในสาระสำคัญอยู่หลายประการ ซึ่งถ้าในประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เหตุการณ์นี้ไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะนี่เป็นการแทรกแซงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ
.
การแก้ไข แก้ไขประเด็นใหญ่ๆ อยู่ 2 ประการคือ 1. แก้ไขกรณีที่มันเกิดวิกฤตของบ้านเมือง รัฐธรรมนูญฉบับมีชัยบอกว่าให้วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครองโดยให้มีคณะกรรมการขึ้นมาวินิจฉัย มีประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครอง ประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คนที่มันยึดโยงกับประชาชนไปวินิจฉัยกรณีที่มันมีวิกฤตบ้านเมือง แต่พระมหากษัตริย์รับสั่งให้แก้ไขประเด็นนี้ ให้ตัดออก เหลือเพียงแค่ให้วินิจฉัยไปตามประเพณีในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นี่คือการแก้ไขประการที่หนึ่ง ซึ่งกระทบกระเทือนต่อสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน
.
ประการที่สองที่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติแล้วนะครับ คือการแก้ไขให้พระมหากษัตริย์กรณีที่ไม่อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เราจึงได้เห็นพระมหากษัตริย์ของเราเสด็จไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ นานๆ ครั้งจึงจะกลับมาที่ประเทศไทย ข้อเท็จจริงนี้พี่น้องทุกคนทราบ ทหารตำรวจทุกคนทราบ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนไม่กล้าพูด ด้วยความเคารพอย่างยิ่งยวดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระผมคิดว่าปัญหานี้จะต้องถูกพูดอย่างเป็นทางการ เพื่อหาวิธีการแก้ปัญหาร่วมกัน
.
เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้เสร็จ รัฐธรรมนูญของมีชัย ฤชุพันธ์ ก็แผลงฤทธิ์ทันที สนช. ซึ่งตั้งจากไอ้พวกเผด็จการประยุทธ์นี่แหละครับ มีการงุบงิบกันออกกฎหมายที่ขยายพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์หลายฉบับ
.
กฎหมายฉบับแรกที่มีการออกคือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการในพระองค์ พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้มีหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามพระราชอัธยาศัย แต่กินเงินเดือนจากพี่น้องประชาชน
.
จากนั้นได้มีการตรากฎหมายฉบับสำคัญอีกหนึ่งฉบับ นั่นก็คือ พ.ร.บ. จัดระเบียบทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2561 ซึ่งเดิมทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์มีองค์กรที่เข้ามาดูแลอยู่แล้ว คือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ โอเค อาจจะมีปัญหาการโต้แย้งกันว่าทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับทรัพย์สินส่วนพระองค์ใครเป็นคนดูแล แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญและออกพระราชบัญญัติครั้งนี้ในปี 2561 เปลี่ยนแปลงการเมืองไทยไปอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน เพราะอะไร เพราะต่อไปนี้ทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่พวกเราเป็นเจ้าของรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นสนามหลวง ไม่ว่าจะเป็นพระราชวัง ไม่ว่้าจะเป็นหุ้นที่เดิมเป็นของพวกเราทุกคนที่เป็นเจ้าของรวมกัน ต่อไปนี้จะตกเป็นของพระมหากษัตริย์ บริหารราชการแผ่นดินไปโดยตามพระราชอัธยาศัยครับพี่น้อง
.
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญแต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง และนั่นคือเหตุจำเป็นที่น้องๆ ให้ผมมาพูดในวันนี้ มันสำคัญยังไง สำคัญตรงที่ว่าทรัพย์สินซึ่งเดิมเมื่อคณะราษฎรได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เขาได้แบ่งทรัพย์สินออกอย่างชัดเจน ส่วนที่เป็นของส่วนพระองค์คณะราษฎรไม่แตะต้อง แต่ส่วนที่เกิดจากภาษีของพวกเราก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรให้รัฐเป็นคนดูแล จากนี้ไปทรัพย์สินหลายอย่างที่พวกเราเคยใช้ร่วมกัน สนามหลวงที่เคยประกอบพระราชพิธี ในช่วงที่ว่างเว้นมีพี่น้องที่เป็นคนไร้บ้านได้ไปพักอาศัย มีเด็กไปเที่ยวสนามหลวง ต่อไปนี้จะไม่มีภาพนั้นอีกแล้ว
.
เท่านั้นยังไม่พอ การที่แปรสภาพให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ตกอยู่ในการบริหารของพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว ส่งผลทำให้เกิดข้อกฎหมายอีกประการหนึ่งคือกรณีที่ในหลวงของพวกเราไปประทับอยู่ที่ประเทศเยอรมัน ตามกำหนดเวลาของแคว้นบาวาเรีย ประเทศเยอรมัน กฎหมายอาจจะบังคับให้จะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนหลายหมื่นล้าน ถามว่าเงินจำนวนหลายหมื่นล้านนั้นเป็นเงินของใคร ก็เงินภาษีของพวกเราทุกคนนี่แหละครับ นี่คือความสุ่มเสี่ยงอย่างถึงที่สุดที่รัฐบาลประยุทธ์ไม่เคยพูดถึง
.
การแก้ไขรัฐธรรมนูญประการต่อมาที่เป็นปัญหา ที่พวกเราทุกคนเห็น พวกเราทุกคนพูดข้างล่างเวที นิสิตนักศึกษาทุกคนพูด แต่หลายคนทำเป็นหูทวนลมไม่ฟัง คือการที่พระมหากษัตริย์ไม่ประทับในประเทศ ถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร ปัจจุบันนี้เราถูกฝรั่งมังฆ้องต่างชาตินำเอากษัตริย์ของเราไปล้อเล่นที่เยอรมัน ไปฉายเลเซอร์ ไปให้เด็กใช้ปืนอัดลมก่อการที่ไม่บังควร เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในประเทศ รวมทั้งกรณีที่จะตั้งรัฐมนตรีเข้าไปถวายสัตย์ปฏิบัติหน้าที่ ทำไม่ได้ ต้องรอให้กษัตริย์กลับมาประเทศก่อน ปัญหานี้ทุกคนรู้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนรู้ แต่ไม่กล้าพูดถึง ทุกคนที่มาชุมนุมเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ที่ชูป้ายเรื่องเหล่านี้ทุกคนรู้ แต่ไม่มีใครพูดถึง วันนี้แฮร์รี่ พอตเตอร์ จึงต้องพูดถึงเรื่องนี้
.
การตรากฎหมายที่ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ขยับออกไปจากระบอบประชาธิปไตยยังไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2562 พี่น้องจำได้มั้ยครับ เมื่อมีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ได้มีการเสนอกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ พ.ร.ก.โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วน ของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 โอนกำลังพลทหาร กรมทหารราบที่ 1 กับกรมทหารราบที่ 11 ไปให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดูแลปกครองไปตามพระราชอัธยาศัย
.
กรณีนี้สำคัญนะครับ ในประเทศที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีที่ไหนให้กษัตริย์มีอำนาจดูแลปกครองทหารจำนวนมากขนาดนี้ ไม่มีครับ การทำเช่นนั้นมันสุ่มเสี่ยง สุ่มเสี่ยงต่อการทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยกลายเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
.
เราโชคดีในโชคร้ายคือมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งกล้าลุกขึ้นมาปราศรัยเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเอ่ยนาม ขณะนั้นท่านดำรงตำแหน่งเป็น ส.ส. ในพรรคอนาคตใหม่ ลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องที่ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่เห็นชอบกับการออกพระราชกำหนดโอนกำลังพลทหารมาสังกัดที่สถาบันพระมหากษัตริย์ คนคนนั้นชื่อว่าปิยบุตร แสงกนกกุล เป็น ส.ส. คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ชาติไทยในหลายสิบปีที่กล้าลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร เขาอภิปรายถึงที่มาที่มันไม่ชอบมาพากล เพราะไปออกเป็นพระราชกำหนด ไม่ปล่อยให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางในสภา นอกจากนั้นการที่เอาทหารหลายกองพันไปสังกัดกับสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง โชคชะตานำพาให้การพูดเรื่องนั้นทำให้พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบครับพี่น้อง
.
ณ วันนี้พวกเรามีระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจล้นเกินไปกว่าที่ระบอบอนุญาตแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดกันอย่างจริงจัง เรื่องนี้ทุกคนจะต้องพูดให้เป็นสาธารณะ และพูดด้วยความเคารพในระบอบ เคารพต่อสถาบันฯ ถ้าไม่พูดถึงเรื่องนี้ ไม่มีทางแก้ปัญหาได้
.
การพูดเช่นนี้ไม่ใช่การล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เป็นการพูดเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ในสังคมไทยอย่างถูกต้องชอบธรรมตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข นักศึกษาที่ออกมาชุมนุมหลังจากปีใหม่มานี้ทุกคนรู้เรื่องนี้ นักศึกษาทุกคนที่ชูป้ายข้อความสองแง่สองง่าม กล่าวถึงบุคคลที่ผมกล่าวมาแล้ว ทุกคนรู้เรื่องนี้ ต่อไปนี้เรื่องนี้จะต้องถูกพูดในที่สาธารณะ และพวกเราทุกคนจะต้องเรียกร้องไปที่สภาผู้แทนราษฎร ให้เขาพูดเรื่องนี้แทนพวกเราทุกคนในสภาผู้แทนราษฎร
.
อย่าปล่อยให้คนตัวเล็กตัวน้อยต้องมาพูดเรื่องเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกคุกคามตามลำพัง อย่าปล่อยให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองออกมาพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกอุ้มฆ่าอย่างโหดร้ายทารุณ ต่อไปนี้จะไม่มีเรื่องนี้อีกแล้ว ต่อไปนี้จะไม่มีบุคคลที่ออกมาพูดเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วถูกกล่าวหาว่าเป็นคนบ้า คนเสียสติ ถูกอุ้มเข้าโรงพยาบาลทั้งๆ ที่เขาพูดความจริง ต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้วครับพี่น้อง
.
นั่นเป็นเพียงฉากแรกของการเปลี่ยนแปลงพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นปัญหากับระบอบ นั่นก็คือการตรากฎหมายโดยสภาที่เป็นเผด็จการ ประการต่อมา สถาบันพระมหากษัตริย์ของพวกเรานิ่งเฉยจนเกินความจำเป็น ปล่อยให้บุคคลก้าวล่วง แอบอ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อมาทำลายคนที่เห็นต่างทางการเมือง
.
คนแรกที่ผมจะเอ่ยถึง ที่ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาสนับสนุนตัวเอง นั่นก็คือคนที่ชื่อประยุทธ์ จันทร์โอชา พี่น้องจำได้มั้ยครับ เมื่อครั้งที่เขาก่อนจะเข้ารับ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 15

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ทำไมวชิราลงกรณ์ถึงไม่อยากอยู่ไทย และใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ อันนี้เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แน่นอน มันคงไม่มีคำตอบใดคำตอบเดียวที่ถูกต้อง และแน่นอน คงไม่มีใครรู้อย่างแน่แท้เพราะเราไม่ได้เข้าไปนั่งในใจของวชิราลงกรณ์ แต่ดิชั้นของประมวลสาเหตุหลักๆ มาดังนี้1. เนื่องมาจากปัญหาสุขภาพ จนถึงวันนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่า วชิราลงกรณ์ป่วยด้วยโรคอะไร ที่เราคาดเดากันนั้น คือการป่วยโรคเลือด แต่เจาะลงไปในรายละเอียดจริงๆ ไม่น่าจะมีใครรู้ นอกจากคนใกล้ชิด เรื่องข่าวลือของการติดเชื้อ HIV จากคนนั้นคนนี้ (หนึ่งในนั้นคือฟ้ารุ่ง) ยังไม่มีข้อพิสูจน์ เพราะเชื้อ HIV มันผ่านสู่พ่อไปสู่ลูกได้ และในช่วงที่เกิดทีปังกร วิวัฒนาการของการสร้างยา PreP น่าจะยังไม่ออกมา (ยา PreP คือยาที่ช่วยยับยั้งการติดเชื้อ HIV แม้ว่าคุณมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ HIV แบบไม่ป้องกันก็ตาม) จะอย่างไรก็ตาม การติด HIV ในปัจจุบัน โดยเฉพาะคนในสถานะแบบวชิราลงกรณ์นั้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องมีการถ่ายเลือดอย่างข่าวลือ ถ้าจะเป็นโรคเลือดอย่างอื่น ก็มีอีกหลายโรคที่คาดเดาได้ ส่วนตัวคิดว่า น่าจะมาจากยีนของวชิราลงกรณ์ ที่เกิดจากการสมสู่ของคนในครอบครัว ทำให้เกิดยีนด้อย อาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคเลือด เอาละค่ะ การต้องทำการตรวจหรือถ่ายเลือดบ่อยๆ วชิราลงกรณ์ต้องการหาคลินิคที่ไว้ใจได้ เค้าสามารถค้นหาแพทย์คนหนึ่งที่สามารถตรวจหรือถ่ายเลือดให้เป็นประจำและพร้อมจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แพทย์คนนี้อยู่ในเมืองมิวนิค (ปล: ในปี 2007 ตอนที่ดิชั้นยังรับราชการที่สถานทูตไทยที่สิงคโปร์ ทูตไทยได้เรียกประชุมด่วนเพื่อแจ้งว่า มีข่าวว่าวชิราลงกรณ์อาจจะเสียชีวิตที่มิวนิค ด้วยโรคเลือด ตอนนั้นเราประชุมกันว่า หากเป็นจริง เราจะแจ้งฝ่ายสิงคโปร์อย่างไร รวมไปถึงจะจัดพิธีระลึกถึงอย่างไร ต้องมีหนังสือลงนามแสดงความอาลัยไหม ฯลฯ)2. วชิราลงกรณ์ไม่อยากถูกจำกัดด้วยความรับผิดชอบจิปาถะที่ไทย และต้องการใช้ชีวิตอิสระ ห่างไกลผู้คน มิวนิคเป็นเมืองขนาดกลาง ไม่ cosmopolitan เหมือนลอนดอน ปารีส (ที่แน่ๆ ไม่เอาอเมริกาเพราะมันเป็นสาธารณรัฐจ๋า) เค้าต้องการเลือกเมืองขนาดปานกลางแบบนี้ ที่ไม่ต้องมีคนรู้จักมาก ที่ต้องมีบรรยากาศธรรมชาติไม่ห่างไกล เพราะเค้าชอบขี่จักรยาน และยังสามารถแต่งตัวพิลึกกึกกือได้ อย่างเสื้อกล้ามตัวจิ๋ว หรือการติดสติ๊กเกอร์แท๊ททู เรื่องการไปอยู่ต่างประเทศเพื่อหนีความวุ่นวายมันเป็นธรรมเนียมของเจ้าไทยบางองค์ เริ่มจากการไปเรียนนอกก่อน เมื่อมีความคุ้นเคย จึงอยากหลบหนีความวุ่นวายจากไทยอย่างที่บอก เริ่มจาก ร 5 ประพาสยุโรป (เป็นกษัตริย์องค์แรกที่ไป) จากนั้น ส่ง ร 6, 7 ไปอังกฤษ ส่งจักรพงษ์ภูวนาถไปรัสเซีย ส่งมหิดลไปอเมริกา (นี่แค่ตัวอย่างเท่านั้น จริงๆ ส่งลูกหลายคนไปเรียนนอก) ตัวในหลวงเองและพี่น้องเกิดต่างประเทศทั้งหมด (กัลยาณีเกิดลอนดอน อานันท์เกิดไฮเดลเบิร์ก ภูมิพลเกิดที่แมชซาชูเซส) และไปโตที่โลซาน์น ส่วนวชิราลงกรณ์ถูกส่งไปเรียนอังกฤษ จากนั้นไปจบวิชาทหารที่ออสเตรเลีย การหนีความวุ่นวายจากไทยไปมิวนิคสะท้อนให้เห็นความขาดความรับผิดชอบของวชิราลงกรณ์ในฐานะกษัตริย์ ซึ่งต่างจากวิธีของภูมิพลมาก ที่จำกัดเวลาการเดินทางต่างประเทศ และเมื่อเยือนประเทศสำคัญหมดแล้ว (แค่ในช่วงทศวรรษที่ 1950-60 เท่านั้น) ก็ยุติการเดินทางทั้งหมดเพื่อโฟกัสการสร้างฐานอำนาจในไทย (ยกเว้นการไปเปิดสะพานไทย-ลาวเมื่อปี 2537)3. การชอบขับเครื่องบินเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อธิบายว่าทำไมถึงชอบไปอยู่ยุโรป จริงอยู่ อยู่ไทยก็ขับเครื่องบินได้ ส่วนตัวคิดว่า มันขาดทัศนียภาพและความหลายหลากของภูมิประเทศแบบยุโรป เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยไม่ต้องทำอะไร วันๆ ได้แต่ร่างจดหมายขออนุญาตประเทศต่างๆ ให้วชิราลงกรณ์บินเหนือน่านฟ้า ซึ่งต้องทำทุกครั้งที่บิน แล้วคิดดูว่า วชิราลงกรณ์บินถี่แค่ไหน มีอยู่ครั้งหนึ่ง วชิราลงกรณ์เปลี่ยนเส้นทางบิน คือบินจากเยอรมันเข้าอิตาลี แล้วไม่ได้ขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้า จนทำให้อิตาลีเกือบยิงเครื่องบินตก เรื่องนี้วชิราลงกรณ์ทำผิดเอง แต่หวยไปลงที่ทูตไทยที่อิตาลี ที่ถูกด่าว่าไม่สามารถประนีประนอมกับฝ่ายอิตาลีได้ ผลคือมีการย้ายทูตกลับไทยภายใน 24 ชั่วโมง

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น