หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 13

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ไม่มีใครไม่รู้ว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่เอาเจ้า ดิชั้นขอไม่วิจารณ์ไปมากกว่านี้ เพราะอยากให้โฟกัสเรื่องวชิราลงกรณ์มากกว่า เพียงแต่จะบอกว่า มันเกิดความลักลั่นระหว่างอุดมการณ์ของคนในพรรคและนโยบายของพรรค ที่ในที่สุด ต้องยอมผ่อนปรนเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง แต่วชิราลงกรณ์อ่านเกมออกแต่แรก โดยเฉพาะการไม่เอาเจ้าของอนาคตใหม่ และมองว่าปิยบุตรคือภัยที่ร้ายแรงกว่าธนาธร เพราะเป็นตัวแพร่อุดมการณ์ไม่เอาเจ้า ความนิยมที่พรรคอนาคตใหม่ได้รับ ผสมกับนโยบายพรรคที่แม้ไม่ได้ชนกับเจ้าโดยตรง แต่ก็กระทบเจ้า อาทิ การลดบทบาททหารทางการเมือง….ข่าววงในออกอยู่เสมอว่า วชิราลงกรณ์ไม่พอใจพรรคอนาคตใหม่ และเมื่อผลการเลือกตั้งปรากฏ ยิ่งทำให้ทางวังรู้สึกว่า จะต้องกำจัดพรรคนี้อย่างเร็ว เอาจริงๆ แล้ว วชิราลงกรณ์หวั่นใจในตัวธนาธร/ปิยบุตรมากกว่าที่หวั่นใจในตัวทักษิณ เพราะรู้ว่าทักษิณต้องการไกล่เกลี่ยเสมอ เอาจริงๆ ทางพรรคเองก็รู้ว่าพรรคจะจบแบบไหน ถึงขนาดมีการคิดไว้ล่วงหน้าว่า ถ้าวันนั้นมาถึง แกนนำพรรคจะต้องทำดีลกับสถานการณ์อย่างไรบ้าง หลังจากพยายามหลายครั้ง ในที่สุด อนาคตใหม่ก็ลงเอยแบบพรรคการเมืองที่ผ่านมา โดยการใช้ตุลาการณ์ภิวัฒน์ ที่ใช้ข้อกล่าวหาของการที่ธนาธรให้พรรคกู้ยืมเงิน ที่ถูกมองว่าเป็นการบริจาค ซึ่งผิดต่อกฎหมายการเลือกตั้ง…หลังจากการยุบพรรคอนาคตใหม่ และจำกัดสิทธิของกรรมการพรรคทางการเมืองอีก 10 ปี ในความเป็นจริง ธนาธรยังต้องการผลักดันหลายเรื่องให้เลยไปกว่าการจัดตั้งพรรคก้าวไกล แต่ดันเกิดปัญหาโควิดขึ้น เลยทำให้การยุบพรรคอนาคตใหม่ “ฝ่อ” มิเช่นนั้น อาจจะช่วยจุดกระแสชุมนุมได้ มาบัดนี้ กระแสชุมนุมมันเลยพรรคอนาคตใหม่ไปแล้ว และโอกาสที่ธนาธรจะกลับมาเป็นแกนนำการชุมนุมตอนนี้ก็ยาก เพราะฝ่ายตรงข้ามได้สร้างเรื่องไว้แล้วว่าธนาธรอยู่เบื้องหลังการชุมนุมล้มเจ้า…ในส่วนนี้ขอพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าสองพรรคนี้ แม้จะมีนโยบายหลายอย่างใกล้เคียงกัน และอยู่ “ฝั่งประชาธิปไตย” เหมือนกัน แต่มันมีเซ้นของการแข่งขันกัน จากมุมมองของคนเชียร์อนาคตใหม่ พวกเค้าอยากก้าวข้ามทักษิณ อยากก้าวข้ามการปรองดอง แม้ในความเป็นจริง เค้าก็ไม่อาจยอมรับได้ว่า พรรคอนาคตใหม่ก็ไปไม่ไกลกว่าที่ทักษิณเคยทำ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น คนเชียร์ไม่เอาอนาคตใหม่เพราะมองว่าเป็นคู่แข่งทางการเมือง มองว่า คนของอนาคตใหม่คอยค่อนแคะพรรคเพื่อไทย ไอ้ประเด็นปลีกย่อยเหล่านี้ที่ทำให้คนเชียร์ของแต่ละพรรคต้องห้ำหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย…ต่อหน้าสื่อ ทักษิณชื่นชมอนาคตใหม่ว่าเป็นพลังสำคัญของประชาธิปไตย ลับหลังสื่อ (ตามที่ดิชั้นได้สัมภาษณ์นักการเมืองท่านหนึ่ง) ทักษิณออกจะรำคาญอนาคตใหม่ในความเชื่อมันที่สูงเว่อร์ over-confidence และการไม่ให้เกียรติพรรคที่มาก่อนอย่างเพื่อไทย แต่ทักษิณก็เล่นเกมการเมืองนี้ได้ดี โดยเปิดทางให้ธนาธรเข้าชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฟากของประชาธิปไตย (ซึ่งอนาคตใหม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากเพื่อไทยในฐานะที่เป็นพรรคที่ได้คะแนนเสียงมากกว่า)…ขอจบความเกี่ยวข้องของวชิราลงกรณ์กับพรรคการเมืองไว้เท่านี้ ตอนหน้าเรามาพูดถึงกลยุทธสุดท้ายของวชิราลงกรณ์ในการเข้าสู่สังเวียนทางการเมือง นั่นคือ การกำจัดผู้ลี้ภัยข้ามชาติ

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 12

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เรื่องนี้ อุบลรัตน์เป็นคน approach ทักษิณก่อน คือหลังจากลองมาหลายบทบาท ทั้งทำงานชาริตี้ ทั้งเล่นหนัง ร้องเพลง เป็นสาวสังคม ล่าสุด อุบลรัตน์อยากเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัว สำหรับดิชั้น การเสนอตัวของอุบลรัตน์นี่ทุเรศมาก อยากจะเป็นนายก แต่ตัวเองยังตัดไม่ขาดกับราชวงศ์ อยากจะส่งเสริมประชาธิปไตย แต่ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของรากเหง้าระบอบกษัตริย์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ บอกตรงๆ เหม็นเบื่อ อันนี้ต้องประนามทักษิณในจุดหนึ่งที่ตบหน้าคนดู โดยการส่งชื่ออุบลรัตน์เข้าประกวด เอาละ ถ้าจะอ้างว่าต้องการลากสถาบันกษัตริย์มาสู่การเมืองเพื่อให้พังมากไปอีก แต่ทักษิณก็ไม่อาจหนีข้อวิจารณ์เรื่องการเอาสมาชิกราชวงศ์ที่ไม่เคยมี commitment ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย มาเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักษาชาติ ที่สำคัญ คนในพรรครักษาชาติเองไม่รู้เรื่องนี้จนมีการประกาศชื่ออุบลรัตน์อย่างเป็นทางการ…อุบลรัตน์มาขอทักษิณ ทักษิณบอกให้ไปถามวชิราลงกรณ์ก่อน เพราะมิบังอาจทำการอะไรเช่นนี้โดยไม่ได้รับไฟเขียวจากวชิราลงกรณ์ หลายอาทิตย์ต่อมา อุบลรัตน์กลับมาบอกทักษิณว่า ไปขอน้องชายแล้ว น้องชายบอกว่าได้ (อันนี้มีการตีความหลังจากเหตุการณ์นี้ว่า วชิราลงกรณ์คิดว่าพี่สาวพูดเล่น ไม่ซีเรียส เลยให้อนุญาตไปอย่างนั้น เท็จจริงประการใด ไม่อาจรู้ได้) เมื่ออุบลรัตน์เคลมว่า น้องชายยอมแล้ว ทักษิณจึงเดินหน้าประกาศให้อุบลรัตน์เป็นผู้แทนพรรคชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คิดดูว่ามันป่วยแค่ไหน หากเป็นจริง เรามีวชิราลงกรณ์เป็นกษัตริย์ มีอุบลรัตน์เป็นนายก มาจากครอบครัวเดียวกัน แค่ฟังก็ป่วยแล้ว….หลังจากข่าวสะพัดออกไป มีปฏิกิริยาตอบสนองสองแบบ ฝ่ายเสื้อแดงดีใจ อาจจะดีใจแบบสะใจ ที่เอาอุบลรัตน์มาเป็นพวกได้ ยิ่งทำให้ราชวงศ์แปดเปื้อนมากไปอีก หรือดีใจแบบไร้เดียงสาว่า อุบลรัตน์คือนารีขี่มาขาว จะอย่างไรก็ตาม ฝ่ายแดงเตรียมฉลองกันแล้ว แต่ฝ่ายเหลืองหรือสลิ่มนี่สิ ที่เป็นตัวแปรสำคัญ ออกมาต่อต้านเต็มที่ ด่าทออุบลรัตน์ ประหนึ่งว่าอุบลรัตน์ไม่ใช่ลูกภูมิพล ส่วนคนเสื้อแดงก็สวนกลับแบบบ้าคลั่ง บอกว่าจะฟ้อง 112 คนด่าอุบลรัตน์ เน่ามากค่ะ….วชิราลงกรณ์มองเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด และตระหนักว่า อุบลรัตน์คือมันร้อน (hot potato) ที่ต้องกำจัด เรื่องนี้วชิราลงกรณ์คิดอย่างแยบยลมาก รู้ตัวว่า เสื้อเหลืองสลิ่มไม่ได้ชอบตัวเองมากนัก หากตัวเองไม่ทำอะไรเลย ยิ่งทำให้พวกนั้นไม่ชอบตัวเองมากขึ้น เพราะพวกนั้นยังเป็นฐานเสียงของเจ้าที่สำคัญ ทั้งยังมีอำนาจ เป็นอีลีทและชนชั้นกลางกรุงเทพ เรื่องอะไรจะยอมเสียฐานเสียงตรงนี้ไป ในทางตรงข้าม หากตัวเองออกมาด่าทักษิณและพี่สาว ก็จะได้ใจสลิ่มเสื้อเหลือง “ดูสิ วชิราลงกรณ์อยู่ข้างเรานะ” และการตีความแบบนี้ก็นำไปสู่การที่วชิราลงกรณ์ตัดสินใจแทรกแซงโดยการสั่งห้ามการลงรับตำแหน่งใดๆ ทางการเมืองของอุบลรัตน์ แถมออกแถลงการณ์ที่ด่าทักษิณอย่างรุนแรงว่าลากสถาบันกษัตริย์มาสู่การเมือง ดิชั้นอ่านแล้วขำ เพราะสถาบันกษัตริย์มันยุ่งการเมืองมานานแล้ว….การลงโทษทักษิณและพี่สาวนำไปสู่คำสั่งยุบพรรค อีกครั้งหนึ่งที่เห็นความร่วมมือระหว่างสถาบันกษัตริย์-ศาล-และชนชั้นกลางกรุงเทพในการกำจัดคู่แข่งทางการเมือง ผลนำไปสู่การยุบพรรค การสั่งห้ามกรรมการบริหารพรรคเล่นการเมือง 10 ปี แม้ว่าทักษิณจะมีส่วนสร้างความรำคาญใจต่อวชิราลงกรณ์ แต่ผลกระทบมันก็รุนแรงมาก เพราะทักษิณเสียฐานเสียงไปมากพอสมควร ส่งผลต่อการต่อสู้ของพรรคเพื่อไทย และอาจเป็นเหตุผลอธิบายว่าทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึงได้เสียงมากกว่าที่หลายคนคาดไว้….แต่ไทยรักษาชาติไม่ใช่แค่เหยื่อพรรคเดียว แผนของวชิราลงกรณ์ในจัดการกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านยังรวมไปถึงพรรคอนาคตใหม่ด้วย ตอนหน้ามาเล่าต่อว่า ฝ่ายเจ้าทำอะไรบ้างกับพรรคผัวเก่าดิชั้นบ้าง

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

#สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

การจัดโครงสร้างอำนาจใหม่ในวัง การทำความสะอาดบ้าน การสร้างความสัมพันธ์กับกองทัพ และการโอนกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เป็นส่วนหนึ่งของความต้องการคงไว้ซึ่งพระราชอำนาจนำ (royal hegemony) ของวชิราลงกรณ์ ในส่วนต่อไปที่วชิราลงกรณ์ทำนั้น คือการเข้าแทรกแซงทางการเมือง และการเริ่ม “ลงทุน” ในระบอบการเลือกตั้ง เพราะอย่างที่กล่าวไว้แล้ว ฝ่ายเจ้าและทหารไทยไม่เคยให้ความสำคัญต่อการเลือกตั้ง เพราะรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ควบคุมลำบาก และแข่งทีไรก็แพ้ แพ้ทั้งทักษิณและธนาธร เพราะตัวเองไม่สามารถสร้างนโยบายที่ดึงดูดประชาชน และเพราะในความเป็นจริง ก็ไม่ได้ต้องการสร้างการพัฒนาที่แท้จริงให้ชาวบ้าน….วิธีที่วชิราลงกรณ์ใช้ก็คือ การให้การสนับสนุนการตั้งพรรคใหม่ นั่นคือพรรคพลังประชารัฐ จริงอยู่ แม้ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าวชิราลงกรณ์อยู่เบื้องหลังจากจัดตั้งพรรคนี้ แต่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า วชิราลงกรณ์ให้การสนับสนุน เพราะบุคลากรในพรรคนั้นเกือบทั้งหมดคือรอยัลลิสต์ที่มีผลประโยชน์ในการทำนุบำรุงสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ เมื่อพรรคนี้ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาล แน่นอน วชิราลงกรณ์มีส่วนในการเห็นชอบ/รับรอง ให้ประยุทธ์กลับเข้ามาเป็นนายกอีกครั้งหนึ่ง เราจะเห็นได้ว่า ประยุทธ์ยังใช้นโยบายรอยัลลิสต์เสมอ อาทิ การพูดก่อนหน้านี้ว่า ในรัฐสมัยใหม่ต้องไม่มีการประท้วง การสนับสนุนพรรคการเมืองแบบนี้คือนิมิตรหมายใหม่ (แม้จะไม่ใหม่มาก เพราะเจ้าก็เคยหนุนพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน) เพราะมันเกิดในช่วงที่ประชาชนโหยหาประชาธิปไตยในระบอบการเลือกตั้ง และมันเกิดในช่วงที่คู่แข่งทางการเมือง ทั้งทักษิณและพรรคเกิดใหม่อย่างอนาคตใหม่ หาประโยชน์จากการเลือกตั้งเพื่อเข้ามาเป็นตัวแทนประชาชนช่วงชิงอำนาจการเมือง…กระบวนการสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่นี้มันเกิดหลังจากที่วชิราลงกรณ์แทรกแซงการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องการขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติไปแล้ว นี่มันคือการทำผิดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ วชิราลงกรณ์ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชอำนาจ โดยเฉพาะในเรื่องการให้กษัตริย์เดินทางไปพำนักต่างประเทศนานๆ โดยไม่จำเป็นต้องแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ โดยปกติ การเดินทางของกษัตริย์ไปต่างประเทศจำเป็นต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ ซึ่งปกติก็จะเป็นประธานองคมนตรี (เปรม) แต่แล้วก็ขอให้มีการแก้ไข ให้สามารถไปอยู่เยอรมันได้โดยไม่ต้องแต่งตั้งใคร โดยยังสามารถ “ปกครองไทย” โดยใช้ “รีโมทคอนโทรล” คือไม่ว่าวชิราลงกรณ์จะอยู่ไหน ก็ยังปกครองไทยได้เสมอ นอกจากนี้ ยังเป็นการจำกัดอำนาจของประธานองคมนตรี ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็นการล้างแค้นเปรม (ให้อยู่ในตำแหน่งแต่ไม่ให้อำนาจ)….เมื่อร่วมมือกับพรรครัฐบาลแล้ว ภารกิจต่อไปคือการกำจัดพรรคฝ่ายค้าน เริ่มจากพรรคไทยรักษาชาติ เรื่องนี้พิลึกกึกกือมาก คือในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ทักษิณเองก็รู้ถึงโอกาสที่จะถูกฝ่ายตรงข้ามเล่นงาน แม้จะมั่นใจว่า พรรคยังสามารถชนะการเลือกตั้งได้ เลยคิดว่าจะมีการแยกพรรคของเป็นสองส่วน เผื่อว่าหากมีการยุบพรรคแล้ว ตัวแทนของทักษิณยังสามารถอยู่ในการเลือกตั้งได้ จึงเป็นการถือกำเนิดพรรคไทยรักษาชาติ ข้อมูลที่ได้จากนี้ ดิชั้นได้จากการสัมภาษณ์นักการเมืองสำคัญคนหนึ่ง แต่ขอไม่ระบุว่าเป็นใครค่ะ….อุบลรัตน์มีความสนิทสนมกับทักษิณอย่างมาก hang out กันบ่อย และจะคอยรับรองอำนวยความสะดวกทุกครั้งที่อุบลรัตน์เดินทางมาเที่ยวที่ยุโรป ความสนิมสนมนี้ตีความได้ 2 แบบ คือ 1) ความต้องการใช้อุบลรัตน์เป็นสะพานไปสู่ราชวงศ์ เพราะอย่าลืมว่า ชินวัตรต้องการที่จะปรองดองเสมอไม่ว่าอย่างไรก็ตาม และ 2) อาจใช้ความสนิทกับอุบลรัตน์เป็นการตบหน้าราชวงศ์ในเวลาเดียวกัน สร้างความแตกแยกให้กับฝ่ายเจ้า ซึ่งคิดว่าประการที่ 2 สำเร็จได้ดีกว่า (การเสนอชื่ออุบลรัตน์เป็นนายก ดิชั้นเห็นว่าเป็นแผนที่เยี่ยมยอดชองทักษิณในการชี้ถึงการยุ่งเกี่ยวทางการเมืองของเจ้า ซึ่งมีผลในการทำลายความศรัทธาของเจ้าในระยะยาว) แต่ทั้งนี้ ไม่แน่ใจว่าทักษิณจะเข้าใจหรือไม่ว่า อุบลรัตน์ไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลใดๆ ในกระบวนการตัดสินใจของวังทั้งสิ้น นอกจากนี้ ตัวอุบลรัตน์เองก็ยังไม่สามารถหลุดออกมาเป็นสามัญชนได้อย่างที่ปากพูด เพราะทุกวันนี้ ยังได้รับการดูแลจากรัฐบาล อยู่บนเงินภาษีประชาชน และยังต้องการการปฏิบัติเยี่ยงเจ้าหญิง…ตอนหน้าเรามาดูว่า ทักษิณและอุบลรัตน์พลาดได้อย่างไรในกรณีไทยรักษาชาติ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น