หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 15

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ก่อนที่จะเล่าเรื่องพระเทพต่อไปนั้น ยังไม่อยากเล่าข้ามว่าทำไมถึงลาออกจากราชการ ดิชั้นประจำการที่สถานทูตตั้งแต่ปี 2004-2007 เต็ม 4 ปี ในช่วงเวลานี้ ได้ทำงานเต็มที่ ได้รับเจ้าอย่างที่เล่าให้ฟัง ได้เห็นการเมืองภายในสถานทูต พอคนน้อย อีพวกข้าราชการที่ระดับสูงกว่าก็ข่มข้าราชการระดับล่าง ดิชั้นก็สู้ ดิชั้นไม่ยอม ยศใหญ่ยังไง ถ้าจะมาบูลลี่กัน ก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด มีการแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ใครใกล้ชิดทูต ก็ได้ดี ได้โปรโมท ใครที่ทูตเกลียดก็ซวยไป ไม่ได้เลื่อนขึ้นอะไรแบบนี้ อยู่แล้วเบื่อหน่ายมาก ดิชั้นไม่ได้สนิทกับทูตเท่าไหร่ แต่ด้วยความที่ทูตมันต้องพึ่งดิชั้นเขียนรายงานต่างๆ มันจึงต้องทำดีกับดิชั้น แม้ว่ามันจะเกลียดในความกระด้างกระเดื่องของดิชั้น แต่จนป่านนี้หลายคนคงรู้ว่าดิชั้นแสบ ดิชั้นก็ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น ไม่ต้องมายุ่งกับชีวิตดิชั้น การไปโพสต์แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็ได้ประสบการณ์การทำงานในต่างประเทศ แต่อีกส่วนก็ต้องมานั่งเสียประสาทกับการเมืองภายในแบบนี้ ในจุดที่เครียดมาก มีคนแนะนำว่า ให้ดิชั้นเอาหมามาเลี้ยง ดิชั้นก็ฟังไปอย่างงั้นแหละ เมื่อมีคนชวนไปฟาร์มหมาที่สิงคโปร์ ก็ไปอย่างงั้นแหละ จนกระทั่งไปเจอน้องหยอง ตอนนั้นแค่ 3 เดือนเอง เห็นหยองแล้วตกหลุมรัก เลยเอามาเลี้ยง เมื่อวันที่ 23 ตค 2005 ตอนนั้นหยอง 3 เดือน มาวันนี้ เราอยู่ด้วยกันมา 15 ปีแล้ว….การเมืองในสถานทูตหรือจะร้อนแรงเท่าการเมืองไทย ดิชั้นดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการชุมนุมของพันธมิตรตั้งแต่ช่วงปี 2005 เพื่อต้องการล้มทักษิณ แม้ในใจเห็นว่า ทักษิณมีนโยบายผิดหลายอย่าง และมีข่าวการคอร์รัปชั่น รวมถึงประเด็นที่พลาด อาทิ สงครามปราบปรามยาเสพติด และการที่ชาวไทยมุสลิมเสียชีวิตที่กรือแซะ และตากใบ ในสายตาดิชั้น ทักษิณสูญสิ้นความชอบธรรม แต่ดิชั้นก็คิดว่า การไล่รัฐบาลโดยกลุ่มพันธมิตรนั้นไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะเมื่อเริ่มมีการใช้สีเหลืองมาเป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่ มีการชูรูปในหลวง ราชินี ในการชุมนุมของพันธมิตร มีการพูดถึง “ผ้าฟันคอสีฟ้า” เพื่อที่จะบอกว่าสิริกิติ์ให้การสนับสนุนผู้ชุมนุม นอกจากนี้ ยังมีการชูป้ายต่างๆ ที่มีข้อความการสนับสนุนจากเจ้า อาทิ รักในหลวง ร่วมกันต้านทักษิณ เท่ากับเป็นการปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเจ้า และใครที่ไม่เห็นด้วยก็จะถูกกล่าวหาว่าเป็นศัตรูกับสถาบันกษัตริย์…ช่วงนั้นวุ่นวายมาก เพราะทักษิณสนิทกับสิงคโปร์ และการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เตมาเส็กของสิงคโปร์ กลายมาเป็นประเด็นที่พันธมิตรโจมตี มีการประท้วงหน้าสถานทูตสิงคโปร์ในไทย มีการเผารูปปั้นเมอร์ไลอ้อน และเครื่องบินจำลองของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ นักการทูตอย่างเราต้องเป็นหนังหน้าไฟ คอยแก้ต่างให้กลุ่มพันธมิตรตามที่กระทรวงการต่างประเทศสั่งมา….จนกระทั้งเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2006 ดิชั้นนั่งดูข่าวจากสิงคโปร์ เห็นการทำรัฐประหาร ในใจโกรธมากว่า ทำไมต้องอาศัยวิธีนี้ในการกำจัดทักษิณ ทักษิณสามารถถูกกำจัดได้ด้วยวิธีที่มีความชอบธรรมอื่นๆ ที่มันเลวร้ายกว่านั้น เราได้รับคำสั่งจากกระทรวงการต่างประเทศให้แจ้ง (ตอแหล) ฝ่ายสิงคโปร์ว่า 1) การทำรัฐประหารเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มีความชอบธรรม เพราะเป็นการระงับความรุนแรงที่อาจจะบานปลาย 2) รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น สมควรโดนกำจัดไป 3) กองทัพเค้ามาปลดล็อคการเมือง ไม่ต้องการอยู่ในอำนาจ และจะรีบจัดการเลือกตั้งให้มีระบอบประชาธิปไตยต่อไป และ 4) สถาบันกษัตริย์ไม่เกี่ยวข้องกับการทำรัฐประหาร (แม้เมื่อตอนประกาศการทำรัฐประหาร จะมีการแขวนรูปภูมิพลและสิริกิติ์ไว้หลังคณะทำรัฐประหารก็ตาม และมีรูปของการเข้าเฝ้าช่วงรัฐประหาร)….ดิชั้นรับไม่ได้บอกตรงๆ รับไม่ได้จริงๆ และโกรธ โกรธเพราะสิ่งที่กระทรวงพูดไม่เป็นความจริง เราสามารถหลีกเลี่ยงรัฐประหารได้ ทักษิณต้องถูกกำจัดด้วยวิธีอื่น ทหารเป็นองค์กรที่ไม่เคยออกจากการเมือง และเรื่องนี้ภูมิพลมีส่วนรู้เห็น เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องโกหก แล้วยังบังคับให้เราไปโกหกต่อ ดิชั้นรับไม่ได้ เสียเกียรติภูมิของนักการทูต ที่สำคัญเกียรติภูมิของตัวเอง สิงคโปร์มันก็รู้ว่าเราโกหก มันเป็นอะไรที่ขัดใจมากๆ นี่มันคือประเด็นที่สำคัญที่ทำให้ดิชั้นตัดสินใจลาออกจากราชการ คือตาสว่างฉิบหายที่รู้ว่า เราไม่สามารถทำงานราชการได้เลยถ้าเราต้องโกหกต่อตัวเอง…ดิชั้นอดรนทนอยู่ในสถานทูตอีก 1 ปีจนจะหมดวาระ ตลอดเวลานั้น ดิชั้นเห็นมือที่มองไม่เห็นเข้ามาวุ่นวายการเมือง ตั้งแต่การตั้งนายกคนใหม่ สุรยุทธ์ จุลานนท์ ที่เป็นคนที่ภูมิพลแต่งตั้ง ยิ่งรู้ว่า กษัตริย์แทรกแซงการเมืองตลอดเวลา มันทำให้ดิชั้นเขียนบทความที่ตั้งคำถามมากขึ้นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าดิชั้นจะยังเป็นข้าราชการอยู่ เรื่องหนึ่งที่ต้องโกหกเสมอมาต่อฝ่ายสิงคโปร์คือเรื่องทรัพย์สินของภูมิพลในสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ต้องโกหกคือ เราต้องอธิบายให้เค้าฟังว่า กษัตริย์เราไม่ได้รวยจริง การจัดอันดับของ Forbes ผิดพลาด กษัตริย์เรายึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ทีนี้รู้ยัง ดิชั้นได้สันดานตอแหลมาอย่างไร….จบปี 2007 หมดวาระที่สถานทูต อยากลาออก แต่ทางบ้านถามว่าแน่ใจแล้วหรือว่าอาชีพนักวิชาการคือสิ่งที่อยากทำ เลยตัดสินใจปรึกษาผู้ใหญ่ในกระทรวง คือคุณเตช บุนนาค ที่ให้ความเห็นว่า อย่าเพิ่งลาออก ให้ลาไปทำวิจัยที่สิงคโปร์ต่อ 2 ปี เพื่อถามใจตัวเองอีกทีว่าเอาอย่างไร ดิชั้นเลยลาทำวิจัย (มค 2008-ธค 2009) 2 ปีเต็มที่สิงคโปร์ จบ 2 ปีปุ๊ปรู้แล้วว่า อาชีพนักการทูตมันไม่ใช่ของเราจริงๆ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 14

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในบรรดาเจ้าทั้งหมด ดิชั้นรับเสด็จพระเทพมากที่สุด บอกเลยว่า เป็นเจ้าที่เรื่องมากน้อยที่สุด อ่านไปอ่านไป คุณๆ อาจจะคิดว่าดิชั้นเป็นรอยัลลิสต์ก็ได้ ตลอดเวลาที่อยู่สิงคโปร์ ดิชั้นรับพระเทพมากกว่า 5 ครั้ง จึงทำให้ได้มีโอกาสใกล้ชิด และพระเทพก็รู้จักดิชั้นในที่สุด เผอิญคนที่รับใช้พระเทพที่เป็นคนของกระทรวงต่างประเทศ เค้าสนิทกันดิชั้น เมื่อเค้ารู้ว่าดิชั้นเรียนจบเอกจาก SOAS ซึ่งพระเทพเองก็มีกิจกรรมที่ SOAS มากมาย โดยเฉพาะด้านดนตรีไทย รวมถึงดิชั้นเพิ่งออกหนังสือภาษาอังกฤษเล่มแรกใรปี 2015 (A Plastic Nation) นางก็เลยเอาไปบอกว่าพระเทพว่า ข้าราชการคนนี้ชื่อปวิน จบ SOAS และเขียนหนังสือเรื่องความเป็นไทย พระเทพเลยสนใจ และอนุญาตให้ดิชั้นมอบหนังสือให้เป็นการส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเลย คือในระหว่างการเยือนสิงคโปร์ ดิชั้นก็แค่มีโอกาสไม่กี่นาทีที่ได้พบพระเทพเป็นการส่วนตัว มอบหนังสือ และพระเทพก็ถามว่าจบมากี่ปีแล้ว เรียนเรื่องอะไรมา อะไรแค่นั้นเท่านั้น….ในเรื่องการรับเสด็จ มันไม่เรื่องมากเหมือนทีมงานของเจ้าคนอื่น นี่คือ ทีมงานของพระเทพส่วนใหญ่เป็นคนโอเค เอาละ ก็เจ้ายศเจ้าอย่าง แต่มันยังอยู่ในวิสัยของการพูดคุยกันได้ ไม่ถือตัวขนาดนั้น จึงทำให้การจัดงานรับเสด็จไม่ได้วุ่นวาย งานส่วนใหญ่ของพระเทพก็เป็นงานวิชาการ อันนี้ต้องบอกตรงๆ ว่า พระเทพไม่เคยมาเที่ยวเล่นแบบเจ้าองค์อื่นๆ คือถ้ามีเวลาว่างก็จะขอให้พาไปร้านหนังสือเพื่อไปซื้อหนังสือ แค่นั้น…ส่วนดีของการรับพระเทพที่ดิชั้นต้องยอมรับ นั่นคือ หากเป็นเจ้าคนอื่น เราแทบไม่มีโอกาสเข้าใกล้ เราจะได้แต่อยู่ห่างๆ ดูความเรียบร้อยแบบห่างๆ คือไปเสนอหน้าไมาได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ถาม ห้ามพูดอะไรเด็ดขาด แต่ของพระเทพไม่ได้เป็นอย่างนั้น ทุกเช้า พระเทพจะให้ข้าราชการสลับกันมาร่วมทานอาหารเช้า นี่รวมถึงข้าราชการระดับล่างที่ได้ร่วมโต๊ะเสวยด้วย บนโต๊ะก็จะมีไม่กี่คน ความต้องการของพระเทพเพื่อต้องการให้ข้าราชการระดับล่างรู้ว่าตัวเองได้รับความสำคัญ และส่วนหนึ่งก็อยากสอบถามเรื่องทั่วไป การทำงานอะไรแบบนี้ เอาเป็นว่า เป็นการสร้างภาพของเจ้าติดดินได้ดีทีเดียว…ตอนนั้นดิชั้นได้รับหน้าที่ด้านพิธีการทูตด้วย และได้ทำงานพลาดอย่างหนึ่ง คือมีเวลาเหลือ แล้วพระเทพอยากไปซื้อหนังสือที่ร้านแห่งหนึ่งโดยกระทันหัน คือเราไม่ได้ไปเตรียมการล่วงหน้าที่ร้าน ที่นี้ ความซวยก็คือ ดิชั้นจำตึกผิด คือจำสับสนระหว่าง Tanglin Mall กับ Tanglin Shopping Center เมื่อรถมาจอดหน้าตึก พระเทพลงจากรถ แล้วรถก็แล่นไปเลยเพราะจอดรอริมถนนไม่ได้ สรุปว่าผิดตึกจริงๆ และตึกที่ถูกต้องมันอยู่ถัดไป ใช้เวลาเดินประมาณ 10 นาที ณ ตอนนั้น รู้เลยว่าซวยแน่ๆ เจ้าเอาตาย ทูตต้องเอาตาย แต่สรุปว่าพระเทพก็ชิว ผิดตึกก็ผิด ก็เดินต่อไปตึกถัดไป แบบไม่มีคนกางร่มให้ และก็ไม่คิดว่ามันเป็นความผิดร้ายแรงอะไร นี่คือถ้าเป็นวชิราลงกรณ์ ป่านนั้นดิชั้นคงถูกลงโทษไปแล้ว….มาสิงคโปร์หลายครั้ง จนคุ้นเคยกับดิชั้น แม้แต่วันที่ดิชั้นลาออกไปแล้ว ดิชั้นก็ยังได้พบเจอพระเทพ เรื่องเป็นอย่างนี้ ช่วงนั้นสิงคโปร์ทะเลาะกับเจ้าไทย หลังจากที่บริษัทชินขายหุ้นให้กับบริษัทเตมาเซ็กของสิงคโปร์ จนถูกมองว่า สิงคโปร์เป็นเพื่อนทักษิณ ตอนนั้นดิชั้นไปทำงานกับสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสิงคโปร์แล้ว วันหนึ่ง ก็ถูกเรียกโดยผู้อำนวยการ เค้าบอกว่า สิงคโปร์อยากคืนดีกับเจ้าไทย ทำยังไงดี จากนั้นก็มีคนหนึ่งในห้องเสนอว่า ให้เอาพระเทพมาเป็นพวก โดยการมอบ fellowship ให้พระเทพมาทำวิจัยที่สิงคโปร์ได้แบบไม่จำกัดระยะเวลา และจะมากี่ครั้งก็ได้ นี่มาจากไอเดียที่รัชกาลที่ 4 เคยคิดว่าจะส่งรัชกาลที่ 5 หนีมาสิงคโปร์หากการเปลี่ยนผ่านมันไม่เป็นไปตามที่คิด สิงคโปร์คิดแบบนี้ คิดว่าพระเทพทะเลาะกับพี่ชาย และถ้าเปลี่ยนผ่านแล้วเกิดปัญหา พระเทพไม่ต้องหนีไปไกลที่จีน แต่สามารถมาสิงคโปร์ได้ และเป็นการคืนดีกับเจ้าไทยด้วย จึงให้ดิชั้นประสานไปที่คุณเตช บุนนาค ทางกรุงเทพดีใจที่สิงคโปร์อยากคืนดี พระเทพเลยตอบตกลงรับ fellowship ทันที…ตอนหน้าจะมาเล่าว่า จากนั้นไม่นาน พระเทพก็มาเยือนที่ที่ทำงานดิชั้นที่สิงคโปร์ และขอให้ดิชั้นบรรยายเรื่องอาเซียนให้ฟัง นำไปสู่ความใกล้ชิดที่มากขึ้น

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่างตอนที่ 13

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ในช่วงรับราชการที่สถานทูตไทยที่สิงคโปร์นั้น ไดมีโอกาสรับเจ้า 4 คน เล่าไปแล้วเรื่องรับองค์ภาและสิริวัณณวรี บอกตรงๆ แม้กระทรวงจะเป็นลูกเจ้าขุนมูลนาย มีความใกล้ชิด ทุกคนอยากใกล้ชิตเจ้า เพราะมันจะเป็นสะพานไปสู่ความสำเร็จในชีวิตราชการ มีการยอมรับโดยทั่วไปเลยในกระทรวงการต่างประเทศว่า ถ้ารับราชการถูกใจเจ้า โอกาสการเลื่อนขั้น/ตำแหน่ง มีสูง รวมถึงการได้โพสต์ประจำการดีๆ ในยุโรปหรืออเมริกาก็มีมากเช่นกัน อันนั้นมันเป็นความตาสว่างแลัสว่างอีกว่า ต้องใช้ระบบอุปถัมภ์ การประจบสอพลอ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตัว คือยิ่งเห็นระบบแบบนี้ ยิ่งเอียน ยิ่งเกลียด ยิ่งรู้ว่าการรับใช้เจ้าแบบนี้มันคือความฉิบหายของสังคมไทย

….ขอเล่าเรื่องการรับวชิราลงกรณ์ก่อน เค้ามาแค่ไม่กี่ชั่วโมง ขับเครื่องบินมาเอาชั่วโมงบิน มาถึงสนามบินชางงี และก็พักอยู่ 2-3 ชั่วโมงในห้อง VIP ก่อนจะบินกลับ แค่นั้น พวกเราก็เตรียมงานกันเป็นเดือน ต้องมีกำหนดการที่เรียกว่านาทีต่อนาที ต้องคุยกับทางฝ่ายสิงคโปร์เป็นเดือนๆ ต้องไปดูแลความเรียนร้อยของสถานที่ ต้องมีการเตรียมของทุกอย่าง ของใช้ของกิน คือมันจะมีลิสต์มาจากในวังว่าต้องการอะไร ของหลายอย่างเป็นเรื่องปกติ เช่น ไวน์ แชมเปญ อาหารที่เค้าชอบ ขนมนมเนย ผลไม้ไฮโซ เออ ที่แปลกใจคือ มีการขอน้ำเก๊กฮวยมาด้วย

…พอเครื่องมาถึง ประตูเครื่องบินเปิด พวกเราเข้าแถวรอรับเสด็จ ทางฝ่ายสิงคโปร์ก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงมารับ ตั้งแต่รองนายก อธิบดีกรมพิธีการทูต กรมต่างๆ ของกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ ทางฝ่ายเราก็มีอีทูต เมียทูต ทูตทหาร เมียทูตทหาร ทูตพาณิชย์ เมียทูต ทูตแรงงาย เมียทูต ทูต ททท ผัวทูต และข้าราชการตัวเล็กตัวน้อย เรียงคิวกันรับเสด็จ พอเปิดประตูมาปุ๊ป คุณผู้ชมคะ อีหมาค่ะ อีหมา 2 ตัว ฟูฟู่ กับ ฟีฟี่ วิ่งออกมา ใส่ชุดนักบิน มีชื่อปักหน้าอกด้วยตำแหน่งพลอากาศโท ตายแล้ว ทางฝ่ายสิงคโปร์ตกใจตาแทบหลุดจากเบ้า ทั้งนี้นอกจากเพราะไม่ได้แจ้งว่าจะเอาหมามา จริงๆ มันต้องการการ quarantine ด้วยซ้ำ แต่ความตกใจยังเกิดมาจากการไม่เคยเห็นอะไรที่แปลกแบบนี้ แต่งตัวหมาในชุดนักบิน แถมให้ยศทางทหาร ลึกๆ สิงคโปร์มันก็คิดว่าวชิราลงกรณ์บ้าฉิบหาย

…วชิราลงกรณ์มาถึงก็เข้าห้องไปพัก พวกเรา ขรก เด็กๆ ก็รอข้างนอก ข้าราชการของเจ้า ตัดผมขาวสามด้าน ยศน้อยฉิบหาย แต่โครตเบ่ง แม่งถามหาน้ำเก๊กฮวย ก็เพิ่งอ๋อว่าอีหมา 2 ตัวไม่ดื่มน้ำเปล่าค่ะ แม่งดื่มน้ำเก๊กฮวย ดัดจริต แต่อีหมา 2 ตัวนี้มันคือทหารจริงๆ พี่เลี้ยงสั่งมันหันซ้ายหันขวามันก็ทำ จนทางฝ่ายสิงค์โปร์ช้อคแล้วช้อคอีก มองด้วยความงงงวย ส่วนข้าราชการฝ่ายเราเห็นเป็นเรื่องน่าเอ็นดู ถ่ายรูปอีฟูฟู่ ฟีฟี่กันใหญ่

….สักครู่ พวกเราถูกเรียกมาถ่ายรูปร่วมกับเจ้า ซึ่งเป็นธรรมเนียมของการเยือนของเข้าในต่างประเทศ ข้าราชการกระทรวงจะชอบกระบวนการนี้ เพราะเมื่อได้ถ่ายกับเจ้า ก็เอารูปไปตั้งโต๊ะในที่ทำงาน เพื่อให้รู้ส่าตัวเองเคยรับใช้เจ้าองค์ไหนมาก่อน เช่นเดียวกัน มันกลายมาเป็นใบเบิกทางของข้าราชการเหล่านั้น และมันจะลงท้ายด้วยการมอบของจากเจ้าให้ ก็ต้องมีการซ้อมท่ารับของ ของจากเจ้าแม่งก็กะโหลกะลา เป็นของโชว์ห่วย จากเสิ่นเจิ้น เช่นปากกาที่แม่งเขียนไม่ติด ที่ทับกระดาษ มีดพก เข็มทิศ หรือบางทีก็สมุดโน๊ตที่มีรูปหน้าปกเป็นรูปเจ้า

…ที่นี้ เราถูกเรียกไปถ่ายรูป เราถูกสั่งให้ยืนเข้าแถวหน้าห้อง เรียงลำดับอาวุโส จากทูต ไปถึงคนระดับล่างสุด พอประตูเปิดปุ๊ป อีทูตก็เขาทรุด คือลงไปคลานเพื่อเข้าไปในห้อง ที่ไหนได้ พอเงยหน้ามาดู เป็นอีหมาสองตัวนั่งบบโต๊ะ คือเซ็ตแรกของรูปถ่ายคือการถ่ายกับอีหมา 2 ตัว ส่วนพวกเรานั่งบนพื้น กลายเป็นว่า หมาสองตัวเป็นเจ้า มีไพร่เป็นมนุษย์นั่งพับเพียบกับพื้น ก่อนจะมีการถ่ายอีกเซ็ทกับวชิราลงกรณ์ ซึ่งเข้าไม่มีปฏิสันถารอะไรกับเราเลย เค้าไม่คุยกับข้าราชการ เราไม่ได้มีโอกาสอยู่ในห้องนานกับเค้า และเอาจริงๆ ไม่ได้มีการแจกของด้วย คือการซ้อมท่ารับของก็ซ้อมฟรี

….บอกเลย เป็นประสบการณ์ลืมไม่ลง หงุดหงิด เพราะกระบวนการมันเวิ่นเว้อ ทำดีก็เสมอตัว แต่ถ้าพลาด อาจถูกลงโทษได้หนัก คิดในใจ เราเป็นข้าราชการ แตาต้องมาทำอะไรแบบนี้ แทนที่จะทำงานให้ประชาชน เสียเวลามากๆ เสียดาย หารูปที่ถ่ายกับอีหมา 2 ตัวไม่เจอ ถ้าเจอ จะเอามาลงค่ะ ไม่รู้ไปเก็บไว้ไหน

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 12

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แม้หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากสถานทูตคืองานวิชาการเป็นหลัก หมายถึงการไปนั่งฟังงานสัมมนาต่างๆ แล้วก็เขียนรายงานส่งกระทรวง เพื่อให้รู้ความเป็นไปในสิงคโปร์และภูมิภาค แต่งงานหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการรับการเสด็จของเจ้าในต่างประเทศ เอาจริงๆ สำหรับบางสถานทูต/กงสุล งานรับเจ้าคือเรื่องใหญ่ที่สุด อาทิ ที่ลอนดอน หรือตอนนี้คึอเบอร์ลิน และสถานกงสุลที่มิวนิค เนื่องจากเจ้าเสด็จต่างประเทศบ่อย มันเลยทำให้เกิดความสนิทสนมระหว่างราชวงศ์กับเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่นับว่า คนในกระทรวงที่เป็นลูกท่านหลานเธอก็มาก เอาง่ายๆ มันคือกระทรวงเจ้าขุนมูลนายว่างั้น ดังนั้น หากมีใครบอกว่าได้ข่าวลือมาจากคนกระทรวงต่างประเทศ ขอให้เชื่อในชั้นต้นได้เลยว่าจริง…ในการเยือนชองเจ้าแต่ละครั้งสถานทูตจะเหนื่อยมา เพราะต้องเตรียมตัวรับทุกอย่างแบบไม่มีข้อบกพร่อง บางทีมาเยือนแค่วันเดียว เตรียมตัวเป็นเดือนก็มี เมื่อเจ้ามาเยือน เรียกง่ายๆ ว่า สถานทูตแทบจะต้องปิดทำการไปเลย เพราะเราต้องทุ่มแรง กำลัง เจ้าหน้าที่ และงบประมาณสำหรับการรับเจ้านั้น พูดเรื่องงบประมาณ บอกเลยว่าการรับเจ้ามาจากภาษีประชาชน สถานทูตต้องทำเรื่องของบประมาณจากกระทรวงเพื่อนำมาใชจ่ายในการต้อนรับเจ้าแต่ละครั้ง เจ้าไม่ค้องขวักกระเป๋าเองแม้แต่บาทเดียว…การเตรียมการมีอะไรบ้าง เราต้องทำหมายกำหนดการ เมื่อทำเสร็จ เราจะรู้ว่าเจ้าอยากไปไหน ไปทำอะไรและไปพบใคร เราก็จะต้องไปเตรียมการนัดพบล่วงหน้า เช่น จะเสด็จไปห้องสมุดของมหาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เราก็ต้องไปคุยกับอธิการบดี ไปคุยกับบรรณารักษ์ เพื่อเตรียมเรื่องการอำนวยความสะดวก หากจะต้องมีการปิดห้องสมุดวันนั้นก็ต้องทำ หรือการไปพบแขกสำคัญที่ไหน เราต้องไปตรวจสอบสถานที่ ไปดูทางหนีทีไล่ ไปดูว่ามีที่จอดรถไหม จะจอดยังไง เมื่อขบวนรถมาส่งแล้วจะให้จอดตรงไป แล้วรถจะไปจอดรอที่ไหน โอ๊ย จิปาถะ มันต้องมีการสื่อสารระหว่างกับคนขับรถตลอดเวลา….นอกเหนือจากกำหนดการที่เป็นทางการเแล้ว เราก็ต้องปรึกษาเลขาเจ้า ว่าเจ้าอยากทำอะไร อยากกินอะไร เราต้องจัดให้ตามนั้น ในส่วนนี้ ก็มีการกินเงินหลวงกันค่อนข้างเยอะ เพราะมันจะมีการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ทูตใช้เงินสถานทูตไปลองกินร้านอาหารต่างๆ ล่วงหน้า เพื่อดูว่าอร่อยไหม สถานที่ดีหรือเปล่า ถ้าเราคิดว่าดีแล้ว เราก็เสนอทางวังไปว่า ร้านนี้อยากไปไหม อะไรแบบนั้น รายละเอียดมีมากจริงๆ และในการเขียนกำหนดการทางการ เราต้องมีตารางที่เรียกว่า เป็นนาทีต่อนาทีว่าเจ้าจะทำอะไรในหนึ่งวัน เราต้องรู้ว่า เสร็จจากงานนี้ เจ้าไปไหนต่อ เวลาเท่าไหน ออกจากที่นี่กี่โมง ไปถึงที่นั่นกี่โมง อะไรแบบนี้…ในตลอดเวลาที่ดิชั้นอยู่สิงคโปร์ ดิชั้นรับเจ้าทั้งหมด 4 คน ได้แก่ วชิราลงกรณ์ สิรินทร องค์ภา และสิริวัณณวรี ในจำนวนนี้ ดิชั้นรับพระเทพมากที่สุด รองลงมาคือสิริวัณณวรี ส่วนที่เหลือ รับเพียงครั้งเดียว พูดก่อนเลยว่า การรับวชิราลงกรณ์ยากที่สุด รองลงมาคือสิริวัณณวรี ที่ง่ายที่สุดคือพระเทพ ไม่เรื่องมาก ตรงนี้ขอยืนยันดังที่หลายคนบอกเรื่องพระเทพว่าจริง นางไม่เรื่องมาก…ขอเล่าเรียงไปจากความสั้นและยาวของเรื่อง เอาเรื่ององค์ภาก่อน นางมาดูงานด้านความยุติธรรมในสิงคโปร์ เผอิญดิชั้นเพิ่งไปถึงสิงคโปร์ไม่นาน และไม่ถนัดงานพิธีการทูต เราเป็นฝ่ายกองหลังดูแลเรื่องการอำนวยความสะดวกทั่วไป นางมาแป๊ปๆ แล้วก็กลับ จำได้ว่าไม่ได้มีดราม่าอะไร แล้วเราก็เป็นข้าราชการระดับล่าง ไม่ได้เข้าไปเสนอหน้ามานัก…แต่ที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องมากกว่านั้นคือเมื่อสิริวัณณวรีมาเยือน ตอนที่ดิชั้นรับราชการที่นั่น นางมาเยือน 2 ครั้ง มาแข่งแบดมินตัน และตกรอบแรกทุกครั้ง แต่ทีนี้ การมาแข่งแบบนี้ ไม่สามารถมีการกำหนดการที่ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับว่า จะผ่านรอบแรกหรือไม่ ไอ้ที่ไม่มีการกำหนดแบบตายตัว ยิ่งทำให้เราทำงานยาก เพราะมันกลายเป็นโปรแกรมเปิด หากนางต้องการอะไรทันที เราอาจหาให้ไม่ทัน เพราะไม่ได้เตรียมพร้อมไว้ล่วงหน้า แบบนี้ทำให้ทูตและเจ้าหน้าที่เครียดมาก ตอนที่นางมานั้น นางยังไม่ไม่โตเท่าไหร่ แต่จริตจก้านแล้ว โวยวาย วุ่นวาย น่ารำคาญ เราต้องคอยอยู่ใกล้เพื่อนางเรียกใช้ พอใกล้เกินไปนางก็ตวาดให้ถอยห่างออกไป อย่างนางด่าทูตว่า ไม่มีอะไรทำรอ ต้องมาเดินตามอย่างนี้ อีทูตวิ่งหางชี้เลย ดิชั้นได้มีโอกาสต้อนรับนาง แต่ไม่ได้คุยด้วย และก็เห็นว่า นางไม่ได้เป็นมิตรอะไร ก็เท่านั้น…ตอนหน้ามาเขียนเรื่องการรับวชิราลงกรณ์และสิรินทรค่ะ
…ปล: รูปตอนอยู่สิงคโปร์

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

รวมบทสัมภาษณ์พิเศษอ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ จากสำนักข่าวทั่วโลก

BBC World
https://www.bbc.com/news/world-asia-53899816

Asia Sentinel
https://www.asiasentinel.com/p/facebook-blocks-access-to-popular

รอยเตอร์
https://www.reuters.com/article/us-thailand-facebook/after-block-new-facebook-group-criticising-thai-king-gains-500000-members-idUSKBN25L1I5

KrAsia
https://kr-asia.com/facebook-to-launch-legal-action-against-thai-government-after-request-to-block-group-critical-of-monarchy?fbclid=IwAR3FjA9H2pMjSUAj5roXJxGBvi2QhYTZeflV1XuOz5nCO5Bn2q_wVvAs3Ts

NHK ญี่ปุ่น
https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/live/?fbclid=IwAR1qbHnwfUlZNYu5Pe9SnQalWgJTNOMARLAPAfT3jpMuyf_sqci-lFZ0PxA

New York Times

Channel News Asia
https://www.channelnewsasia.com/news/livetv

Al Jazeera

Live

Financial Times
https://www.ft.com/content/8636ea38-2f85-4188-9378-590fabf04e24?accessToken=–sanitized–&sharetype=gift?token=–sanitized–

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 11

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เดินทางถึงสิงคโปร์ปลายเดือนธันวาคมปี 2003 เริ่มอาชีพนักการทูตในสถานทูตเป็นครั้งแรก สถานทูตไทยที่สิงคโปร์นับว่าเป็นสถานทูตที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของเราในต่างประเทศ ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนที่แพงที่สุดของสิงคโปร์ นั่นคือออชาร์ด Orchard Road หรือถนนช้อปปิ้งที่สำคัญที่สุดในของประเทศ ต้นสายของถนนเส้นนี้เริ่มที่ตรอง Fort Canning คือสมัยก่อน เรือผู้โดยสารจะเข้ามาถึง Fort Canning ได้ พอออกมา ก็เจอถนนเส้นนี้ เป็นเส้นที่ปลูกพืชผักผลไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เลยกลายเป็นถนนที่พลุกพล่าน เมื่อสิงคโปร์เจริญมากขึ้น ถนนเส้นนี้เลยถูกพัฒนามาเป็นเส้นทางหลักของการพาณิชย์ และเริ่มมีอาคารต่างๆ เกิดขึ้น ในขณะสวน แปลงผักต่างๆ ก็หดหายไปตามกาลเวลา

….ช่วงรัชกาลที่ 4 เป็นยุคอาณานิคม เป็นครั้งแรกที่สยามติดต่อกับฝรั่งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และอาจเรียกได้ว่าตกอยู่ในอันตราย มองไปรอบข้าง อาณาจักรที่เคยรุ่งเรือง มีกษัตริย์และราชินี ต่างสูญหายเพราะถูกฝรั่งกลืนกิน รัชกาลที่ 4 กังวลใจตรงนี้ เลยมีดำริในการสร้างสถานทูตที่สิงคโปร์ เพราะแม้จะเป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่ก็เป็นเมืองท่าทีสำคัญ และคิดว่า หากเกิดอะไรขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชสมัยไปสู่จุฬาลงกรณ์แล้วต้องหนีฉุกเฉิน จุฬาลงกรณ์สามารถหนีไปสิงคโปร์เพื่อต่อเรือไปที่อื่น นั่นจึงเป็นที่มาของการซื้อที่เพื่อสร้างสถานทูตบนถนนออชาร์ด

…ช่วงนั้นสิงคโปร์บูมแล้ว นอกจากจะคิดว่าเป็นทางหนีทีไล่ รัชกาลที่ 4 ยังมองว่า มันเป็นเมืองของการรับรู้ข่าวสารจากเมืองฝรั่ง สิงคโปร์โชคดีมากที่มีท่าเรือน้ำลึก หมายความว่า เรือขนาดใหญ่สามารถเข้าเทียบท่าได้ชายฝั่งอย่างไม่มีปัญหา ทำให้กลายมาเป็นแหล่งการค้าสำคัญที่นำสินค้าจากทั่วโลกมาขาย เอาจริงๆ อังกฤษก็ใช้ท่าเรือตรงนี้ ส่งเครื่องเทศกลับอังกฤษ นอกเหนือไปจากท่าเรือในอินเดีย หรือในพม่า ความที่สิงคโปร์เป็นท่าเรือระหว่างประเทศ จึงมีความเป็นสากล มีการเข้าออกมากมายของชาวยุโรป หนังสือพิมพ์ของสิงคโปร์ที่มีตั้งแต่สมัยนั้นคือ The Straits Times ซึ่งรัชกาลที่ 4 สั่งมาอ่านในสยามบ่อยๆ

…เราสร้างสถานทูตโก้หรูบนออชาร์ด ตอนที่ดิชั้นไปถึงสิงคโปร์ในปี 2003 ตอนนั้น ออชาร์ดกำลังอยู่ในกระบวนการอัพเกรดให้ถนนเส้นนี้ไฮโซขึ้นไปอีก เพื่อเทียบเท่า Oxford Street/Bond Street ของลอนดอน และ 5th Avenue ของนิวยอร์ค จึงมีการเริ่มซื้อที่คืนจากอาคารร้านค้าหรือออฟฟิซต่างๆ เพื่อสร้างเมก้ามอลล์ ตอนนั้น สถานทูตอินโดนีเซียยังตั้งอยู่ตรงที่ปัจจุบันคือ ION ดิชั้นยังทันสถานทูตอินโดตอนนั้น และในที่สุดก็ขาย ได้เงินมหาศาลเพื่อเอาไปสร้างสถานทูตที่อื่น และก็มีความพยายามที่จะซื้อสถานทูตไทย ส่วนตัวดิชั้นเห็นว่าขายก็ดี เพราะกำไรที่ได้จากตรงนั้นมันมาก เอาไปใช้ประโยชน์เพื่อประเทศด้านอื่นก็ได้ และบอกตรงๆ ตั้งสถานทูตตรงนั้นมันจอเจ แต่เราก็ไม่ขาย อ้างว่าขายไม่ได้เพราะเป็นพื้นที่ของรัชกาลที่ 4 ในปัจจุบัน บนถนนออชาร์ดเส้นนี้ มีเพียงทำเนียบ (หรือเรียกว่ายๆ ว่าบ้านคน) อยู่เพียง 2 หลัง หลังแรกคือทำเนียบทูตไทยที่อยู่ในสถานทูตนั่นแหละ และทำเนียบประธานาธิบดีสิงคโปร์หรือที่เรียกว่า Istana นั่นเอง

…เริ่มงานครั้งแรก ก็ตามที่กระทรวงต้องการให้ดิชั้นทำ คืองานวิชาการ สิงคโปร์มีสถาบันการศึกษาและวิจัยมากจริงๆ เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรสมัยนั้นเพียง 4 ล้านคน (ในจำนวนนี้ 1 ล้านเป็น expat) และสถาบันเหล่านี้ก็มีคุณภาพมาก งานก็คือ ตื่นเช้า ดิชั้นก็นั่งรถไปตามสถาบันต่างๆ นั่งฟังงานสัมมนา บางวันมี 2-3 งาน นั่งฟังเสร็จปุ๊ป ก็กลับมาเขียนรายงาน เผอิญดิชั้นเป็นคนทำงานเร็ว รายงานจริงเสร็จแบบวันต่อวันทันสถานการณ์ ตอนนั้นทำมากๆๆๆ และทูตก็เห็นว่า รายงายของเราที่จะส่งไปเป็นโทรเลขเข้ากระทรวง ควรส่งไปสถานทูตต่างๆ ทั่วโลกด้วยเพื่อให้รู้ความเคลื่อนไหวในภูมิภาคนี้ นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้คนในกระทรวงหลายคนรู้จักดิชั้น ทั้งๆ ที่เราไม่เคยพบกันมาก่อน

…สิงคโปร์มันเป็นประเทศฉลาด ใครๆ ก็ต้องตกหลุมรักมัน มันมีการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ แต่มันก็เป็นกึ่งประชาธิปไตยที่มีการปกครองโดยพรรคเดียวคือ PAP (People’s Action Party) การติดต่อราชการนี่มันรวดเร็ว เยี่ยมยอม ต่อบัตรทำงานไม่ถึง 5 นาที ไม่มีคิว ติดต่อธนาคารตอนนั้นก็ I-Banking แล้ว ชีวิตทั่วไปมีคุณภาพ รถไม่ติด การคมนาคมสาธารณะเป็นเลิศ รถเมล์ทันสมัย รถไฟใต้ดินตรงเวลา คือคิดว่าอยู่ๆ ไป เอ้ย มันก็สบายกว่าอยู่ไทยมาก แต่มันก็มีเรื่องโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่แพ้ชาติใด ใครที่อ่าน The Straits Times ก็จะรู้ว่า ชอบเอาข่าวเลวๆ ของเพื่อนบ้านมาลง เพื่อให้คนสิงคโปร์ตระหนักว่า “มึงโชคดีแค่ไหนที่มึงไม่ได้อยู่ในประเทสเหล่านั้น” ความรู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศและการทูตของดิชั้นก็ได้จากตรงนั้นมามากทีเดียว

ปล: ร้านนี้มีหลายสาขาในสิงคโปร์ เจ้าของเป็นติ่งแม้ว เป็นคนสิงคโปร์ ดิชั้นไปทานบ่อยจนบวม

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 10

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เรียนจบแล้วกลับไปทำงานต่อที่กระทรวงเลย กองการเจ้าหน้าที่รู้ว่าทำวิทยานิพนธ์เรื่องความเป็นไทย และไทยกับพม่า เลยจับให้ไปอยู่กรมเดิมคือเอเชียตะวันออก แต่โต๊ะพม่าเต็มแล้ว เลยให้ไปทำโต๊ะกัมพูชาแทน ไปเจอหัวหน้ากองที่ชื่อพิษณุ สุวรรณชฏ (ทูตลอนดอนคนปัจจุบัน) ขี้อิจฉาเด็ก กลับไปทำงานวันแรก รู้ว่าเราจบเอก ก็บอกว่าเรา เอาหินโยนขึ้นไปบนฟ้า ตกลงมาใส่หัวปริญญาเอกเยอะแยะ คือกำลังบอกดิชั้นว่า อย่าทนงตัวว่าเรียนสูง เพราะคนกระทรวงเรียนสูงมีเยอะแยะ เออ งง มาทำงานวันแรกก็เจอแบบนี้ ไม่มีสอนงาน ไม่ให้งาน ขัดขวางทุกอย่าง งานดีเอาเข้าตัว งานห่วยก็โบ้ยมา ไอ้งานที่โบ๊ยมาส่วนหนึ่งมันก็เปลี่ยนชีวิตเรา

…เคยเล่าไปแล้ว เดือนมกราคม 2003 เพิ่งกลับมาทำงานที่กระทรวงไม่กี่เดือน ถูกส่งให้ไปพนมเปญไปช่วยร่างเอกสารเรื่องความร่วมมือทางการค้า ระหว่างที่ไป เผอิญเกิดเรื่องคนเขมรไม่พอใจคนไทย โดยฮุนเซนอ้างว่า กบ สุวนันท์ พูดว่า นครวัดเป็นของไทย เท่านั้นแหละ ชาตินิยมเขมรพุ่งปี๊ด สาเหตุจริงๆ มาจากการที่ฮุนเซนกลัวจะแพ้การเลือกตั้งด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น เลยสร้างเรื่องความขัดแย้งกับไทยเพื่อเบี่ยงประเด็น ดิชั้นไปถึงกัมพูชา ก็เริ่มเห็นคนออกมาต่อต้านไทยมากขึ้นหน้าสถานทูตเรา ไม่อยากเชื่อ ภายใน 2 วัน เกิดการเผาสถานทูตจนเละ โชคดีที่ดิชั้นไม่ได้อยู่ในสถานทูตตอนนั้น ต้องระหกเร่รอน ไปเช่าโรงแรมฝรั่งนอนเพื่อหลบหนีคนคลั่งชาติเขมร เพราะมันโจมตีธุรกิจของไทยทั้งหมด รวมถึงโรงแรม จึงต้องไปพักโรงแรมฝรั่ง แล้วมันยังโจมตีคนไทยด้วย ทีนี้ อีรัฐมนตรีพาณิชย์ตอนนั้น อดิศัย โพธารามิก กำลังบินมาเขมรเพื่อมาลงนามในข้อกตลงการค้าที่เราช่วยกันร่างไว้ล่างหน้า เมื่อเครื่องลงที่สนามบิน ตอนนั้นเขมรประกาศสภาวะฉุกเฉินแล้ว นางโทรมาบอกให้เรารีบมาสนามบิน เพราะจะเอาเรากลับบ้าน ไม่อย่างนั้นเราอาจตกค้างในเขมร เราเลยรีบนั่งรถไปสนามบินผ่านม็อบคลั่ง เชื่อไหม พอไปถึงสนามบิน อีอดิศัยกับคณะบินกลับไปแล้ว รับกลับจนไม่รอเอากระเป๋ากลับไปด้วย นอกจากจะทิ้งให้เราอยู่ในสนามบิน ยังขอให้เราดูแลกระเป๋าของพวกเค้าด้วย เย็ดแม่มากค่ะ

…เราเลยต้องนั่งรถกลับโรงแรม น่ากลัวมาก เพราะม็อบมันตรวจรถทุกคันว่ามีคนไทยไหม โชคดีดิชั้นสวยแบบหมวยๆ เลยบอกว่ามาจากสิงคโปร์หล่ะ เลยรอดตัว สุดท้าย ทักษิณส่ง C130 มารับกลับบ้าน เราถูกอพยพเช้ามืด มีรถถึงมานำหน้ารถเรา เพื่อไปขึ้นเครื่องบิน บินกลับกรุงเทพ ครั้งนั้นก็ติดหนี้ทักษิณเหมือนกัน พอกลับกรุงเทพ ก็รีบตรงไปกระทรวง เค้ากำลังวุ่นวายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในเขมร แม้ว่าเราอยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็พยายามปิดปากเรา กระทรวงขอไม่ให้ดิชั้นบอกสื่อว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เฮ้ย มันไม่แฟร์เลย ประชาชนควรต้องรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น บอกตรงๆ ผิดหวังกับกระทรวงมากจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

…ทำงานได้ประมาณปีนิดๆ คือเรียนจบกลับมาทำงานเดือน ตค 2002 พอคริสต์มาส 2003 ดิชั้นก็ถูกส่งไปประจำการต่างประเทศ กระทรวงให้ดิชั้นเลือก 3 อันดับ (สำหรับข้าราชการที่ออกประจำการครั้งแรก ในยุคนั้น เราต้องเลือกในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ห้ามเลือกประเทศพัฒนาแล้ว อย่างยุโรปหรืออเมริกา) ดิชั้นเลยเลือกปักกิ่ง ฮ่องกง และสิงคโปร์ (ค่ะ ทั้งฮ่องกงและสิงคโปร์อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา) ในที่สุด ดิชั้นได้สิงคโปร์ ตามคำแนะนำของปลัดกระทรวงตอนนั้นคือคุณเตช บุนนาค ให้เหตุผลว่า ดิชั้นมีความเชี่ยวชาญงานวิชาการ ให้ไปสิงคโปร์ เพราะสิงคโปร์มีงานวิชาการมาก และถูกจัดให้เป็น listen post คือทีประจำการที่ต้องไปฟังว่าคนต่างชาติเค้าพูดอะไรบ้าง หน้าที่หลักก็คือ ไปนั่งฟังงานสัมมนาทั้งหลาย และรายงานกลับกระทรวงค่ะ

….ตอนแรกไม่ตื่นเต้นเลยที่ต้องไปสิงคโปร์ จึงเลือกเมืองนี้เป็นอันดับ 3 เพราะคิดว่าน่าเบื่อ และในช่วง 2 ปีแรกก็คิดว่าน่าเบื่อจริงๆ จนต่อมาเปลี่ยนใจ จากเบื่อ กลายเป็นรักสิงคโปร์ การได้มาเป็นนักการทูตในสถานทูตไทยที่สิงคโปร์มันคือจุดเปลี่ยนชีวิต ตาสว่างแล้วสว่างอีก ตอนหน้ามาเล่าให้ฟังว่า ชีวิตนักการทูตในสถานทูตเป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงลาออกค่ะ

…ปล: รูปนักการทูตหญิง

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 9

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

จะอยู่ชนชั้นไหน ในร้านอาหารไทยในเมืองนอก ทุกคนเท่ากัน มึงจะเป็นลูกคุณหนู แต่ถ้ามาทำงานหาเงินในร้านอาหาร มึงมีศักดิ์เท่ากับอีเย็น แม่ครัวที่ยืนผัดก๋วยเตี๋ยวหลังร้าน เอาจริงๆ อีเย็นมีอำนาจมากนะ เพราะแม่ครัวแม่งคือหัวเรือใหญ่ ถ้าเค้ารัก เค้าจะทำอาหารอร่อยๆ ดีๆ ให้เรากิน ถ้าเค้าเกลียด มึงก็กินอาหารห่วยๆ ไป (เราได้กินอาหารฟรีก่อนทำงานค่ะ) อันเรื่องศักดิ์เท่ากันนี่บอกตรงๆ ชอบมาก ดิชั้นไม่ได้เป็นลูกผู้รากมากดี มาจากชนชั้นกลาง อาจจะมีชีวิตที่สบายหน่อย แต่ดิชั้นก็นับถืออีเย็นมาก กลายเป็นคนที่สนิทที่สุดในร้านเลยมั้ง มันเป็นสภาพความเป็นอยู่ที่เซอเรียลมาก เพราะเรารู้ว่า เมื่อเรากลับไปอยู่ไทย เราจะกลับไปวังวนเดิมๆ คือสังคมที่ถูกกำหนดค่าด้วยชนชั้น ความรู้ หน้าตา ฐานะ จิปาถะ แต่ในสังคมร้านอาหาร ทุกคนเท่ากัน (ในจุดหนึ่ง) ในแง่ที่ว่า มึงจะไฮโซหรือไถนามาก่อน เนื้องานเท่ากันและความรับผิดชอบเท่ากัน
….ทำไมดิชั้นถึงรักอีเย็น เพราะอีเย็นแม่งมองทะลุความตอแหลของสังคม เพราะอีเย็นมันผ่านความอยุติธรรมทางเศรษฐกิจจากบ้านเกิดเมืองนอน จนต้องหนีตายมาทำงานต่างประเทศแบบหลบๆ ซ่อนๆ ได้คุยกับอีเย็นเยอะมาก อีเย็นเล่าให้ฟังว่า ตอนเป็นเด็ก ที่บ้านอีเย็นก็รักเจ้า มีรูปเจ้าติดเต็มบ้าน แต่อีเย็นเป็นลูกสาวคนโต ที่บ้านจน เรียนไม่จบชั้นมัธยม ต้องออกมาทำนา โอ้โห ตอนนั้นเราฟังแล้ว ทำไมมันเหมือนในหนังเลย แต่มันยังมีอยู่จริง พ่อแม่ของอีเย็นเป็นรอยัลลิสต์ แต่อีเย็นตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมถ้าเจ้ารักประชาชนแล้วเรายังลำบาก นี่มันก็เป็นคำถามที่ naïve นะ แต่อีเย็นบอกดิชั้นว่า เค้ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
…จนเมื่ออีเย็นได้ไปเที่ยวกรุงเทพเมื่อตอนวัยรุ่น ก็ได้เห็นความแตกต่าง เห็นความรวยกระจุก จนกระจาย เห็นรูปในหลวงอันใหญ่ติดบนอาคารสูงตระหง่าน แต่พอนั่งรถออกมาจากนครที่สวยงามไม่กี่ชั่วโมง ความสวยงามไม่มี มีแต่ความแร้นแค้นเข้ามาแทน ทีนี้ ฟังอีเย็นเล่ามาเยอะ ดิชั้นเลยแกล้งแหย่นางโดยถามว่า อ้าว พี่ พี่จะไปโทษเจ้าได้ยังไง พี่ต้องโทษรัฐบาลที่สิ เพราะเจ้าไม่มีหน้าที่บริหารประเทศนะ อีเย็นร้องกรี๊ดใส่หน้านักศึกษาปริญญาเอก อีเย็นบอกว่า รัฐบาลก็เป็นแค่หุ่นเชิด ทำดีก็ได้อยู่ในอำนาจ ทำไม่ดี ก็ถูกเจ้าเอาทหารไล่ โอ้มายก๊อด นี่อีเย็นคิดทฤษฏี network monarchy มาก่อนแม็คคาโกด้วยซ้ำ
….มันเป็นกลายมาเป็นการศึกษานอกเวลา จากในตำรา เราก็อ่านอยู่แล้ว จากนอกตำรา ก็ได้จากร้านอาหาร โดยมีอีพี่เย็นเป็นดาราแสดงนำ นำไปสู่การเขียนวิทยานิพนธ์ของดิชั้นเรื่องความตอแหลของความเป็นไทย ที่มีเรื่องราวของอีเย็นสอดแทรกอยู่ในวิทยานิพนธ์นั้นด้วย ดิชั้นจึงรักและนับถืออีเย็นอย่างยิ่ง
….แต่อีเย็นเป็นผี แล้วเมื่อมีการทะเลาะกับลูกจ้างคนอื่นๆ ก็มักจะถูกขู่ว่าจะเอาโฮมมาลง จริงๆ มันก็มีลง 2-3 ครั้ง โอ้ยวิ่งหนีออกหลังร้านกันใหญ่ ดิชั้นต้องคอยสะกัดเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจอยู่หน้าร้านเพื่อถ่วงเวลาให้อีเย็นหนีทัน สรุป ก็หนีทันทุกครั้ง แต่ความอึดอัดมันมีจุดอิ่มตัว ในที่สุด เพียงไม่กี่เดือนก่อนดิชั้นจะเรียนจบ อีเย็นกับผัวตัดสินใจเดินทางกลับไทยโดยสมัครใจ แม้รู้ว่าจะไม่ได้กลับมาอังกฤษอีก ดิชั้นยังติดต่อกับอีเย็นในช่วงแรกๆ แต่จากนั้นก็ขาดการติดต่อกัน ทุกวันนี้ยังระลึกถึง และติดหนี้ความรู้ที่ได้มาจากก้นครัวจริงๆ
….เรื่องที่เหลือของการทำงานในร้านอาหารคือการสร้างความแกร่ง คือกลายมาเป็นกะเทยแกร่ง เหมือนที่เคยบอก สังคมมันบังคับให้ดิชั้นร้าย ลูกค้าที่ร้านไม่ใช่ไฮเอน มันจึงมีความกักขฬะ ดิชั้นต้องดีลกับความกักขฬะนั้น ตั้งแต่เมา โวยวาย โกง เอาผมตัวเองใส่ในอาหารเพื่อกินฟรี ไม่พอใจอาหารแล้ววีน ดิชั้นถูกไวน์สาดหน้า แล้วดิชั้นก็สาดแม่งกลับด้วยโถน้ำที่ไว้แช่วาย บางรายไปจุดไฟเผาห้องน้ำ (ที่อยู่ชั้นสองของร้าน) บางรายกินเสร็จแล้ววิ่งออกร้าน ดิชั้นต้องวิ่งตามแม้ว่าใส่ส้นสูง โอ้ยสารพัด นี่ไม่นับว่ามีลูกค้ามาจีบแล้วก็เดทกันต่อมา นึกๆ ดู เอ๊ะ นี่เราทำงานร้านอาหารหรือซ่อง?
…ส่วนลูกน้องก็ร้อยพ่อพันแม่ ไอ้ตัวที่ขี้เกียจที่สุดคือลูกผู้ดีกรุงเทพ กินแรงเพื่อนฉิบหาย รู้เลยว่าคนพวกนี้เลือกทำงานเบา เช่นเสิร์ฟดริ้งค์ เสิร์ฟอาหาร แต่ไม่ชอบเก็บจานหรือเคลียร์โต๊ะ เพราะหนักกว่าและสกปรก อะไรแบบนี้ ดิชั้นผ่านมาหมด จนคิดว่า ถ้าเปิดร้านอาหารเองในอนาคต ก็รู้วิธีรันร้านแล้ว
…เงินที่ได้จากการทำร้านอาหารแม้ไม่มาก แต่มันเป็นส่วนช่วยทุนที่ได้จากมหาลัย และทำให้ดิชั้นจบการศึกษา ดิชั้นเดินทางกลับกรุงเทพ (ไม่รับปริญญาค่ะ ส่งทางไปรษณีย์เอา) เดือนกันยายน ปี 2002 และเริ่มงานที่กระทรวงการต่างประเทศอีกครั้งในเดือนตุลาคมปีนั้นค่ะ
….ปล: รูปตอนช่วงสุดท้ายที่อังกฤษหน้าร้านอาหารที่ทำ ตอนนี้ ร้านนี้ขายกิจการไปแล้วค่ะ เสียดาย

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 8

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เมื่อไปถึงลอนดอน และเริ่มเรียนอย่างแท้จริง ผ่านวิธีการเรียนการสอนแบบใหม่ วิธีการโต้เถียงในชั้น การต้องอ่านหนังสือในเชิงวิเคราะห์ เมื่อนั้น มันมีข้อมูลที่ไหลพร่างพรูมามาก จนเราไม่คิดว่า อะไรเราจะโง่ขนาดนั้น ทำไมตอนอยู่เมืองไทยเราไม่เห็นอะไรแบบนี้ อย่าลืมว่า ยุคนั้นยังไม่มีโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่อินเตอร์เน็ต รุ่นดิชั้นนี่คือถูกครอบอยู่ใต้กะลาอย่างแท้จริง พออ่านมาก ก็รู้ว่าเราถูกหลอกมาก แม้แต่อาจารย์ที่ปรึกษายังงงว่า ทำไมดิชั้นถูกหลอกมากขนาดนั้น คือไอ้ที่เราคิดว่า สังคมมันมีชนชั้น มันมีอภิสิทธิ์ ใครเข้าถึงสถาบันกษัตริย์ได้ คือได้ประโยชน์ อันนั้นรู้อยู่แล้ว แต่อาการตาสว่างในต่างประเทศมันคือการได้ข้อมูลมาสนับสนุนความเชื่อของเราเหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์

….พอขึ้นเรียนปริญญาเอก ก็ได้มีเวลาว่างเป็นของตัวเองบ้าง ช่วงนี้เลยเจียดเวลาไปทำงานร้านอาหารไทย คืออยากได้รายได้เพิ่ม เอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายจิปาถะ อาทิ ซื้อเสื้อผ้า ซื้อซีดีเพลง ไปเที่ยวในยุโรป เพราะเงินทุนที่ได้มันไม่ได้มาก ส่วนงานอะไรนั้น ตอนแรกก็คิดว่าไปทำงานในห้องสมุด แต่ดีมานด์มันมากกว่าซัพพลาย โอกาสได้งานน้อยมาก พอดีได้รู้จักกันน้องคนไทยคนหนึ่งที่เค้าทำร้านอาหารไทยอยู่ Richmond ทางตะวันตกของลอนดอน เค้าชักชวนให้ไปทำ ก็ไปทำได้สักพัก คือ Richmond มันเป็นย่านไฮโซ ขอแพง อาหารแพง แต่ลูกค้าก็ดี มีเกรด ไม่เสิ่นเจิ้น แต่ไอ้ที่เสิ่นเจิ้นจริงๆ คือเจ้าของร้านที่เป็นผู้ชายไทย มีเมียเป็นฟิลิปปินส์ แม่ของเจ้าของร้านเป็นป้าอ้วนๆ ร้ายฉิบหาย ด่าลูกน้องกราด คือตอนไปลอนดอน ดิชั้นก็ยังด่าใครไม่เป็น พอไปทำงานร้านนี้ เจออีป้าอ้วนด่า เลยติดสันดานด่ามา กลายเป็นดิชั้นเป็นคนปากจัดไปเลย ฮาฮา ไอ้ที่ว่าแย่คือ นี่มัน typical คนไทยจริงๆ คือร้านเลิกงาน ก็ชวนลูกน้องไปเล่นคาซิโน บางคนทำงานทั้งอาทิตย์แทบตาย เล่นพนันหมดเลยคืนเดียว มีเจ้าของร้านที่ส่งเสริมลูกน้องแบบนี้ ไม่ไหว ดิชั้นทำได้สักพักก็ออก เพราะทนกับไอ้ทัศนคติแบบนี้ไม่ได้จริงๆ

…ย้ายไปทำร้านที่สอง คนละมุมมองเมือง แต่ไม่ไกลจากบ้านมาก เผอิญนั่งรถเมล์ผ่าน เห็นร้านเปิดใหม่ที่กำลังรับพนักงาน เลยเดินเข้าไปสมัคร ด้วยความที่ดิชั้นหน้าตาสวย จิ้มลิ้ม เค้าเลยรับทันที เริ่มงานในไม่อีกกี่วัน เพราะร้านเพิ่งเปิดใหม่ ร้านนี้อยู่ในดงแขก ใครอยู่ลอนดอนจะรู้ว่า Ealing เป็นอย่างไร ดังนั้น ลูกค้าจะเป็นอีกแบบ ไม่แกรนด์เหมือนที่เก่า ราคาอาหารก็ปานกลาง ไม่สูง คือร้านไม่ไฮโซว่างั้น แต่เผอิญเจ้าของร้านมีเทสดี เลยแต่งร้านสวย ดูดี

…เพราะร้านเพิ่งเปิด ดิชั้นเลยกลายเป็นรุ่นบุกเบิกของร้าน ดิชั้นเริ่มทำร้านนี้วันฮัลโลวีนปี 1998 แล้วดิชั้นไม่เคยเปลี่ยนร้านเลยจนกระทั่งการทำงานวันสุดท้ายและการอยู่วันสุดท้ายที่ลอนดอนในปี 2002 คือ 4 ปีเต็ม ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการร้านคู่ไปกับผู้จัดการอีกคนที่เค้าทำฟูลไทม์ การมาทำที่นี่มันสนุก แล้วมันได้เรียนรู้อะไรมากๆๆๆ

….ทำมา 4 ปี ผ่านลูกน้องมาหลายรูปแบบ ตั้งแต่ลูกคุณหนูมาเรียนอังกฤษ แล้วอยากหารายได้เพิ่ม เลยมาเป็นสาวเสริฟ์ บางคนทำงานเต็มที่เพื่อให้คุ้มค่าจ้าง บางคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ มีลูกคุณหนู แล้วก็มีลูกอีเย็นที่ผ่าฟันอุปสรรคมาอยู่ถึงอังกฤษได้ พวกนี้ก็แบ่งเป็นคนที่ตั้งใจทำงานเหมือนกัน เพราะแบ็คกราวน์ก็เป็นคนสู้งานมาก่อน กับอีกพวกที่ขี้เกียจไปเลย เพราะรู้มาก เพราะความเป็นลูกอีเย็น แล้วต้องการกบฏต่อระเบียบและกฎ พวกนี้ก็จะดื้อด้านหน่อยๆ ก็มี รวมไปถึงพวกที่อยู่อย่างผิดกฏหมาย คือที่อังกฤษเค้าไม่ใช่คำว่าโรบินฮู้ดนะ เค้าเรียกพวกผี คำว่าผี มันมีคำแสลงที่เป็นคำตรงข้าม นั่นคือคำว่าโฮม ที่มาจาก Home Office ถ้าแปลก็เหมือนกระทรวงมหาดไทย แต่เจาะลงไปคือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการหลบนี้การอาศัยอยู่และทำงานอย่างผิดกฏหมาย ดังนั้น พวกผีจึงกลัว “โฮมลง” เป็นพิเศษ

…อยู่ไปเรื่อยๆ ดิชั้นก็สร้างชื่อเสียงในความโหดร้ายของดิชั้น จนลูกน้องมันกลัว แต่ในความกลัว ดิชั้นก็มีความเอ็นดูน้องๆ ที่คิดว่าพวกเค้าคงรู้ บอกเลยว่า ร้านอาหารมันก็คือ mini-Thailand ไทยเป็นยังไง ร้านอาหารก็เป็นอย่างนั้น แบ่งกลุ่ม ซุบซิบ นินทา ขโมยเงิน ขโมยทิปส์ ขโมยอาหาร ขโมยไวน์ แย่งผัว เป็นชู้ ลอบกัด แทงลับหลัง แย่งงาน แย่งชิป ประจบ สอพลอ ตอแหล โอ้ย แม่งคือหนังบ้านทรายทองปนกับมารยาริษยาของจริง

….แต่ที่บอกว่ามันเป็นเรื่องของความตาสว่าง มันก็เป็นจริงเช่นกัน เรามีช่วงพักเบรคระหว่างเปิดตอนเช้ากับตอนเย็น เราจะมีเวลาร้านปิดตอน 3-5 โมง ช่วงนั้น บางทีดิชั้นก็งีบเอาแรง บางวันก็ช่วยแม่ครัวเตรียมอาหาร ทีนี้ ดิชั้นก็ไปสนิทกับแม่ครัวใหญ่ แกเป็นคนน่ารักมาก เป็นอีเย็นมาจากบ้านนอก มาอังกฤษเพราะได้วีซ่านักท่องเที่ยวแล้วโดด นางมากับสามี จากนั้นก็แยกกันทำงานในร้านอาหาร นางมาเป็นแม่ครัวใหญที่นี่ ใจดี วันไหนที่จะช่วยนางเตรียมอาหาร เราก็ได้นั่งคุยกันยาวๆ อย่างเวลาเอาป๊อเป๊ยะมาห่อ ก็ช่วยนางห่อ แล้วก็เม้าท์ไป

…เราได้ถามชีวิตเค้าว่าเป็นมายังไง นางบอกว่า บ้านนางยากจน เก็บเงินได้ก้อนนึง ก็ซื้อทัวร์มาอังกฤษ เพราะขอวีซ่าผ่านบริษัททัวร์มันง่ายกว่า พอมาถึงก็โดดเลย สาเหตุที่โดดเพราะไม่มีความหวังที่จะทำมาหากินอะไรที่บ้านนอก จากนั้นนางก็เล่าว่า ครอบครัวนางเป็นชาวนา ยากจนมาสมัยรุ่นปู่ย่าตายาย ต้องเช่าที่ทำนา ถูกโขกสับสารพัด ทำได้เท่าไหร่ ก็ต้องไปจ่ายค่าเช่า ที่เหลือก็ไม่มาก พออยู่กินได้แต่ไม่สบาย ทุกครั้งที่นางเข้ากรุงเทพ นางจะเห็นความเหลื่อมล้ำตรงนี้ และไม่มีความพยายามจากนักการเมืองที่จะพัฒนาพื้นที่แห้งแล้งให้ดีขึ้น จากนั้น นางก็เล่าเป็นเรื่องเป็นราวว่า นักการเมืองเหล่านี้ได้ประโยชน์จากระบอบอภิสิทธิ์ชน ทำเพื่อตัวเอง หลังเลือกตั้ง ก็ไม่ได้ทำงานพัฒนาใดๆ พูดเรื่องการพัฒนา นางก็เล่าต่อไปอย่างมีรสชาติว่า ไอ้โครงการหลวงต่างๆ มันก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในทุกกรณี มันอาจจะออกลูกออกดอก แต่ก็ชั่วคราวและไม่ยั่งยืน แต่กลับเป็นโอกาสให้มีการคอร์รัปชั่น คือพอนักการเมืองมาบอกว่า นี่คือโครงการพัฒนาตามพระราชดำริ ชาวบ้านรู้เลยว่าต้องมีการคอร์รัปชั่น เพราะมันไม่เปิดให้ใครตรวจสอบใดๆ เลย

…เออ เราฟังก็กึ่งช้อค กึ่งเข้าใจ ไอ้เรื่องเข้าใจนี่เข้าใจมาสักพักว่ามันมีกรณีโกงอย่างนั้นจริงๆ แต่ไอ้เรื่องช้อคก็คือ คนอย่างอีเย็นยังสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้เป็นฉากๆ ในแง่โครงสร้าง นี่คือไม่ได้ดูถูกความไม่มีการศึกษาของอีเย็น แต่กำลังจะบอกว่า คนแบบอีเย็น แม่งคือคนที่มีประสบการณ์โดยตรงกับประเด็นแบบนี้ ขณะที่นักเรียนคุณหนูที่มาทำงานในร้าน นั่งห่อป๊อเปี๊ยะด้วยกัน ไม่รู้เรื่องห่าอะไรแบบนี้เลย ทั้งๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีแล้วมาเรียนต่ออังกฤษ กลายมาเป็นปัญญาชนที่มองไม่เห็นปัญหาของประเทศตัวเอง

…ปล: รูปสมัยช่วงเป็นสาวเสิร์ฟ

หมวดหมู่
ตาสว่าง

#ตาสว่าง ตอนที่ 7

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ช่วงเวลาที่อยู่กระทรวงก่อนเดินทางไปญี่ปุ่นนั้น มันผ่านไปเร็วมาก แม้จะเมีเพื่อนหลายคนที่คุยกันเข้าใจ แต่อย่างว่าไอ้ระบบสายบังคับบัญชามันก็มีอยู่มาก คือเราจะไม่กล้าที่จะเดินไปคุยกับรองปลัด หรือปลัดเลย แม้กระทรวงนี้จะเป็นกระทรวงที่เล็กก็ตาม แต่กับดอน อันนี้ต้องบอกว่า มีความสนิทสนมในจุดหนึ่ง ขอเล่าเรื่องดอนนิดหน่อย

…เค้าเป็นเจ้านายที่ใจดีนะ พูดตรงๆ และรักลูกน้อง เป็นคนที่ดิชั้นไม่คิดกลัวที่จะเข้าไปคุย หรือจะประหม่าอะไรก็ตาม ส่วนหนึ่งเพราะเค้าอาจจะเอ็นดูดิชั้น แต่เราเป็นข้าราชการระดับล่าง ไอ้ถึงขั้นที่เค้าไปคุยเรื่องงาน เรื่องการทูต บลา บลา บลา มันไม่มีหรอก เค้ายังมองว่าเราเป็นเด็กอยู่ดี ไปราชการต่างประเทศ เราก็เป็นเบ้ทุกคน ตั้งแต่เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องการเขียนรายงาน เรื่องการดูแลความเรียบร้อบของคณะ อะไรแบบนั้น

….ดอนเป็นคนสุขภาพไม่ดีนะ ป่วยบ่อยๆ เคยมีตอนยืนคุยกันแล้วเค้าเป็นลมก็มี ไอ้ความป่วยบ่อย กระทรวงเลยส่งเค้าไปเป็นทูตที่กรุงเบิร์น สวิตเซอร์แลนด์จากนั้น จำได้ว่าเมื่อตอนดิชั้นไปเรียนที่อังกฤษแล้ว ดอนยังชวนดิชั้นไปแวะหาที่เบิร์น ซึ่งดิชั้นก็เดินทางไปหาจริงๆ (แต่ไม่ได้ไปพักในสถานทูตหรือทำเนียบทูตนะคะ เดี๋ยวจะหาว่าอมของหลวง) แต่นั่นเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย

….ผ่านไปได้ปีกว่า ดิชั้นเก็บกระเป๋าเดินทางไปโตเกียว เป็นการเดินทางครั้งแรกไปญี่ปุ่น แม้จะทำงานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นมาปีกว่า แต่ไม่เคยได้เดินทางมาที่นี่เลย ถามว่าประทับใจญี่ปุ่นไหม ไม่ถึงขนาดนั้น คือไปลงเรียนปริญญาโทที่ GRIPS สาขานโยบายต่างประเทศ แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อะไรเลย คือไม่ได้โทษมหาลัย แต่รู้สึกว่า ที่เราเรียนมาแล้ว และประสบการณ์ทำงานมาเกือบ 2 ปี มันเลยสิ่งที่มหาลัยสอนไปแล้ว โปรแกรมเป็นภาษาอังกฤษ แต่มันเป็นภาษาอังกฤษแบบญี่ปุ่นที่กระแทะกระแทะ ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ เพราะเรียนด้วยภาษาอังกฤษ ความเป็นญี่ปุ่นสมัยนั้นก็ป่าเถื่อนนะ เรากำลังพูดถึงปี 1995-1997 ที่ญี่ปุ่นยังไม่เปิดเหมือนตอนนี้ ตอนนั้นยังแอนตี้ต่างชาติอยู่เลย จำได้ว่าแวะไปเที่ยวเล่นในชุมชนเกย์ที่ชินจูกุ ที่รู้จักกันว่ ni-chome คือเขต 2 ดิชั้นเข้าไปในหลายๆ บาร์ไม่ได้เพราะห้ามคนต่างชาติเข้า ติดป้ายหราว่า “Foreigners not Welcome” เลยรู้สึกว่าไม่ประทับใจ

…เอาจริงๆ มันเป็นสองปีที่ทรมานมาก ได้เข้าไปช่วยงานที่สถานทูต เค้าก็มองว่าเราเป็นเด็ก เป็นนักเรียน แม้จะเป็นนักการทูตแล้ว ก็ะเรียกให้เราไปช่วยงานแบบรับแขก ดูแลเรื่องอาหาร ดูแลงานเลี้ยง คือไอ้งานที่เป็นสาระไม่เคยได้ทำ เหมือนเรียกไปเป็นบริกรก็ว่าได้ สองปีนี้ผ่านไปแบบน่าเสียดาย ไม่ได้ผูกพันกับญี่ปุ่นเลย ภาษาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ อังกฤษก็ไม่ดี แถมใกล้จบ ดันมาเกิดเหตุการณ์วิกฤตเศษฐกิจต้มยำกุ้ง คือปี 1997 พอรู้ว่าไอ้ที่เรียนมามันไม่ตอบสนองอะไรเลย เลยตัดสินใจขอกระทรวงไปเรียนโทซ้ำใหม่ที่ประเทศอังกฤษ ความโชคดีของดิชั้นที่ได้รับการตอบเข้าจากมหาวิทยาลัยที่นั่น (SOAS) และได้รับทุนการศึกษาที่มาจากเงินภาษีของคนอังกฤษนะคะ ดังนั้น อย่ามามโนหรือทวงคุณว่าดิชั้นได้ทุนหลวง จริงๆ ทุนหลวงเหมือนกันค่ะ แต่เป็นทุนของควีนเอลิซาเบ็ทค่ะ

…ออกจากญี่ปุ่นกันยายน 1997 ตรงไปลอนดอนเลย เริ่มเรียนตุลาคมปีนั้น เศรษฐกิจโลกพังยวบ ทุนที่ได้จากอังกฤษ ก็แค่พอเพียงเท่านั้น เอาไว้จ่ายค่าเทอม (สมัยนั้นคือ 8000 ปอนด์ต่อปี) และก็มีเงินเหลือบ้างไว้เป็นค่ากิน ค่าเสื้อผ้า ค่าอุปกรณ์การเรียน ตอนนั้นเงินบาทลอยตัวเหมือนฟองสบู่จริงๆ จากเดิมที่ 1 ปอนด์เท่ากับ 40 บาท ช่วงที่เลวร้ายสุดคือ กุมภาพันธ์ 1998 ที่มันพุ่งไปถึง 92 บาท ดิชั้นจะใช้แต่ละปอนด์ต้องคิดแล้วคิดอีก โชคดีได้ทุน และมีผัวผู้ดีอังกฤษที่สนับสนุนเรื่องที่พัก ดิชั้นได้อยู่ในอพารต์เม้นต์เรียกว่าเกือบจะอยู่ใจกลางลอนดอน สะดวกสบายมากตลอดที่อยู่อังกฤษ 5 ปี

….อาการตาสว่างมันมาเกิดมาที่สุดที่นี่ ด้วยสองสาเหตุ สาเหตุแรกมาจากการเล่าเรียนที่นี่ คือที่ผ่านมา ญี่ปุ่นไม่ได้ให้อะไรกับเราใหม่เลย พอมาที่นี่ ต้องปรับตัวมาก ทั้งเรื่องภาษา เรื่องการเข้าชั้นเรียนแบบผู้ใหญ่ที่ไม่เหมือนที่เราผ่านมาที่จุฬา ที่นักศึกษามันห้ำหั่นกันด้วยความรู้ ช่วงเดือนแรกๆ แย่มาก เพราะต้องปรับตัวหลายอย่าง ไอ้การเรียนแบบ critical thinking ก็มาได้ที่นี้ อย่าหวังว่าครูจะยัดอะไรใส่ปากให้เรา มันเลยเกิด culture shock ในจุดนึง อย่าลืมว่าตอนนั้นไม่มีโซเชี่ยลมีเดีย ที่ทำให้เด็กกล้ามากขึ้น คุณขา สมัยนั้นเพิ่งมี Hotmail แล้วอินเตอร์เน็ตก็ยังเห่ยมาก ไม่มี Grindr ให้หาผู้ชาย ยังต้องไปอ่อยที่บาร์กันอยู่เลยค่ะ

…เรียนไปสักพัก เริ่มสงสัยว่า เอ๊ะ อีดอก ที่เราเรียนมาจากกะลามันไม่ใช่อย่างนี้นี่หว่า ไม่เราผิด มันก็ผิด แต่ก็มารู้ต่อมาว่า กูผิดเอง ระบบการศึกษาของเราที่ผิดเอง โอ้โห มันไม่ใช่แค่องค์ความรู้ที่ผิด มันผิดไปถึงกระบวนความคิด การตีตวาม การวิเคาะห์ ฉิบหาย เราถูกหลอกหรือเนี่ย ไม่ใช่แค่นั้น จำได้ว่า การเขียนรายงานฉบับแรกๆ ส่งครู คือแบบ โดยครูฝรั่งด่ากลับว่า นี่ไม่ใช่บทความทางวิชาการ แต่เป็นสุนทรพจน์ของนักการเมือง 5555 อีห่า ก็ต้องปรับตัวมากเลยทีเดียว ที่เราเคยเรียนเรื่องเจ้าที่ไทย เรื่องกำเนิดประเทศ เรื่องการสร้างชาติ เรื่องคณะราษฎร มันไม่ใช่เลย มันผิดไปหมด กลายเป็นว่า เรามาเอาความรู้ที่แท้จริงเกี่ยวกับไทยจากที่อังกฤษ เศร้าแค่ไหน

…หนังสือที่เบิกเนตรตอนนั้นคือ Siam Mapped ของ อ ธงขัย ที่เพิ่งออกไม่นาน (ออกปี 1994 ดิชั้นได้อ่านปี 1997) อ่านแล้วช้อค ตายแร้ว ทำไมดิชั้นพลาดอย่างนี้ เมื่อก่อนแม้เราจะคิดต่างจากคนอื่น เรายังมีความเป็นยุวชนกะเทยรักชาติ เหมือนน้องไนท์ ที่บอกว่า ไทยมีทะเลสวย ทรายขาว ส้มตำอร่อย 55555 ธงชัยฟาดสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดว่าเป็นมายาคติ นั่นคือจุดเริ่มของอาการตาสว่าง แล้วถามตัวเองว่า ไอ้ความไม่เท่าเทียมกันที่ผ่านมาตลอดนั้น วันนี้ยืนยันได้แน่แท้ว่า มันมีต้นตอมาจากสถาบันกษัตริย์ทั้งหมด

…ตาสว่างอีกสาเหตุหนึ่งมาจากไหน? มาจากร้านอาหารไทยค่ะ พอขึ้นเรียนปริญญาเอก ไม่ต้องเข้า coursework แล้ว และพอมีเวลาว่าง เลยไปทำงานเป็นบริกรหญิงที่ร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งในย่าน Ealing ของลอนดอน เพื่อเอาเงินมาเป็นค่าขนม ทำแค่ 2 วันค่ะ แต่ทั้งรอบเช้าและค่ำ คือทุกศุกร์และเสาร์ ที่นั่นคือแหล่งความรู้เรื่องตาสว่าง เพราะได้พบคนไทยหลายจำพวก ล่างสุดถึงสูงสุด มันส์ฉิบหาย ตอนต่อไปจะมาเล่าชีวิตสาวเสิร์ฟของดิชั้นตลอดเวลาที่อยู่ที่ลอนดอน บอกเลย ถูกลูกค้าลวนลามเยอะมาก

….รูปนี้ตอนเป็นตุ๊ดเบญจเพศที่ลอนดอนค่ะ

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น