หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ครอบงำการเมืองไทยอย่างประสบความสำเร็จเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยผ่านทั้งความร่วมมือจากภาครัฐ การใช้การโฆษณาชวนเชื่อทั้งผ่านสื่อและการศึกษา หากผู้นำพลเรือนคนใดต้องการท้าทายเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ก็มักจะถูกกำจัดโดยการทำรัฐประหาร แต่การเข้าสู่การเมืองของทักษิณมันต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น โดยอาศัยนโยบายประชานิยมในการเอาใจคนรากหญ้า คนที่ถูกคนกรุงมองข้ามมาตลอด ทำให้คนเหล่านั้น ซึ่งรวมกันแล้วเป็นเสียงข้างมากทางการเมือง ผันความจงรักภักดีจากภูมิพลมาสู่นักการเมือง ทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่เปลี่ยนความศรัทธาทางการเมืองที่ขึ้นกับตัวบุคคล มาสู่การขึ้นกับพรรคการเมือง กล่าวคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าคุณลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย เค้าก็จะเลือก เพราะเค้ารู้ว่า เค้าจะได้รับการตอบแทนไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ การได้รับถุงพระราชทานที่มีปลากระป่อง ยาสีฟัน สบู่ มาสู่ถุงประชานิยมของทักษิณที่มีสมารต์โฟน ไอแพ๊ด และอื่นๆ ทำให้ไม่มีใครอยากกลับไปรับถุงพระราชทานอีก นี่เป็นประเด็นหนึ่งในหลายประเด็นที่เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ต้องการกำจัดทักษิณ โดยเฉพาะหลังจากพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งสองอย่างถล่มทลาย ทำให้เป็นนักการเมืองคนแรกของไทยที่อยู่ครบเทอม 4 ปี….จากนั้นก็คือการตั้งขบวนการล้มทักษิณ โดยม็อบเสื้อเหลืองที่เรารู้จักกันอยู่ โดยให้เหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทักษิณล้มเจ้า แค่การล้มเจ้าก็เพียงพอที่จะผลักดันให้รอยัลลิสต์ชนชั้นกลางในกรุงเทพออกมาโจมตีรัฐบาล โดยใช้สัญลักษณ์ของกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการล้มทักษิณ ทั้งเสื้อเหลือง ทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ และการทำป้าย “รักในหลวง ต่อต้านทักษิณ” นี่เป็นการเอาสถาบันกษัตริย์มาสร้างเงื่อนไขทางการเมือง คือคุณต้องเลือก ไม่มีสายกลาง ถ้าคุณเอาทักษิณ นั่นคือคุณล้มเจ้า ถ้าคุณรักเจ้า คุณต้องกำจัดทักษิณ เรื่องทั้งหมดนี้ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ การไม่ออกมาปฏิเสธนั่นคือการยอมรับการให้พันธมิตรใช้ชื่อสถาบันในการล้มทักษิณนั่นเอง….พันธมิตรทำสำเร็จ ล้มทักษิณได้ แต่การล้มทักษิณคือการตบหน้าคนเสื้อแดง มันมีคคำเปรียบเปรยบ่อยๆ คนต่างจังหวัดเลือกนายก แต่ถูกล้มโดยคนกรุง พอกันที เค้าจึงตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร จนกลายมาเป็นเสื้อแดงอย่างที่เรารู้ หลังรัฐประหาร ฝ่ายเจ้าคิดว่าล้มทักษิณได้แล้ว จึงยอมปล่อยให้มีการเลือกตั้งในปีถัดไป แต่เค้าก็คาดไม่ถึงว่า ถึงตอนนั้น อิทธิพลทางการเมืองของทักษิณมันฝังรากลึก คนเสื้อแดงที่ปรากฏตัวก้เป็นฐานเสียงให้ทักษิณ ผนวกกับภูมิพลเองก็เริ่มป่วย เข้ารักษาตัวที่ศิริราช เข้าๆ ออกๆ ตั้งแต่ปี 2552 ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งทักษิณใช้สมัครเป็นนอมินี จึงประสบความสำเร็จอีกแล้ว เหยียบหน้าผู้ดีกรุงเทพผ่านกล่องเลือกตั้ง พอสมัครขึ้นเป็นนายก ก็จุดผีพันธมิตร และใช้ทุกวิถีทางในการล้มสมัคร โดยจุดประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร….เราแพ้คดีเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 ที่ศาลโลก แต่เราไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป ยังคงใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ทีนี้ กลางปี 2551 กัมพูชาต้องการเอาเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกของ UNESCO ไทยเองเห็นว่า การให้การสนับสนุนเขมรจะเป็นเรื่องดีหลายประการ ถ้าเขาพระวิหารได้รับสถานะนั้น ก็จะมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น ไทยจะได้รับประโยชน์ด้วย แล้วอย่าลืมว่า ไทยมีเรื่องกับเขมรจนนำไปสู่การเผาสถานทูตไทยที่พนมเปญ เมื่อปี 2546 สมัครจึงเป็นว่า การสนับสนุนเขมรรอบนี้จะช่วยปรับความสัมพันธ์ แต่พันธมิตรตีข่าวเรื่องการสนับสนุนเขมรคือการที่สมัครยกพื้นที่รอบๆ เขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ให้เขมรไป เพื่อสร้างกระแสชาตนิยมล้มรัฐบาลสมัคร ตอนนั้น นพดล ปัทมะ ทนายของทักษิณ ที่ดำรงตำแหน่ง รมต ต่างประเทศต้องถูกบังคับให้ลาออก แต่ในที่สุด ก็ไม่สามารถเอาสมัครออกได้ จึงหันไปใช้ข้อกล่าวหาอื่น นั่นคือ การที่สมัครยังมีรายการทำอาหารเป็นของตัวเองในระหว่างดำรงตำแหน่งนายก ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ศาลรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซง และวินิจฉัยให้สมัครลงจากตำแหน่ง ถือเป็นกรณีแรกๆ ของตุลาการภิวัฒน์ หรือ judicial coup ซึ่งสะท้อนอีกครั้งว่า ศาลไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเครื่องมือของสถาบันกษัตริย์ เมื่อสมัครลงจากตำแหน่ง ทักษิณไม่ยอมแพ้ ส่งสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผัวเจ๊แดง น้องเขย เป็นนายกแทน ยิ่งทำให้พันธมิตรเกรี้ยวกราด เลยใช้การปิดสนามบินเพื่อกดดันรัฐบาล จนเกิดวาทกรรม อาหารดี ดนตรีเพราะโดยนายกษิต ภิรมย์ แต่แล้ว ก็ไม่สามารถกำจัดสมชายได้ จนศาลรัฐธรรมนูญต้องออกมาทำตุลาการภิวัฒน์รอบสอง สั่งยุบพรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่ากรรมการพรรคท่านนึงโกงเลือกตั้ง การยุบพรรคครั้งนั้นทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง ซึ่งกองทัพและวัง ได้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย (แทนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง) ซึ่งการเข้ามาของอภิสิทธิ์คือจุดด่างสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การทำสงครามกับเขมรเรื่องเขาพระวิหาร และการสังหารคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน ที่จะกล่าวในตอนต่อไป

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น