หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 5

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

หลังจากการสลายผู้ชุมนุมในครั้งนั้น ซึ่งไม่มีหน่วยงานของรัฐมารับผิดชอบ แถมพยายามโยนความผิดให้กับผู้ชุมนุม อาทิ ผู้ชุมนุมเสื้อแดงติดอาวุธ หรือการเผาเซ็นทรัลเวิร์ด อีก 1 ปีต่อมา อภิสิทธิ์ตัดสินใจประกาศให้มีการเลือกตั้ง ตามคาด ทักษิณได้ส่งยิ่งลักษณ์ลงแข่งขันในนามพรรคใหม่ คือพรรคเพื่อไทย ดิชั้นได้มีโอกาสเดียวที่ได้พบกับยิ่งลักษณ์ในระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งยิ่งลักษณ์เองได้บอกกับดิชั้นว่า อยากขอเข้ามาช่วยให้ความเห็นในเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาจากกรณีเขาพระวิหาร จากนั้น เราทราบกันอยู่ว่า พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เป็นสถิติที่ต้องจำว่า ในช่วง 1 ทศวรรษเต็มๆ ที่ตั้งปี คศ 2001-2011 พรรคของทักษิณได้รับชันชนะทุกครั้ง ซึ่งเป็นความหนักใจกับฝ่ายที่ไม่สามารถแข่งขันกับทักษิณได้โดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง ทั้งนี้ เพราะฝ่ายเจ้าไม่เคนสนใจ/ไม่ให้ความไว้วางใจกับการเลือกตั้ง เพราะเป็นสิ่งที่พวกเค้าควบคุมไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา ได้ใช้แต่การทำรัฐประหารอย่างเดียวในการจัดตั้งรัฐบาล นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม การเขียนรัฐธรรมนูฐครั้งล่าสุดได้กลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญต่อพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย เพราะการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตไม่ได้ง่ายเหมือนเดิมอีกแล้ว….เมื่อยิ่งลักษณ์เข้ามาจัดตั้งรัฐบาล ได้กลายมาเป็นผู้หญิงคนแรกของไทยที่ได้รับตำแหน่งนี้ ทูตานุทูตต่างประเทศเรียงคิวกันเข้าพบยิ่งลักษณ์ ฝ่ายเสื้อแดงดีใจว่า นโยบายเดิมของทักษิณจะได้กลับมา แต่การกลับมาของยิ่งลักษณ์ทำให้ฝ่ายเจ้า ที่มีชนชั้นกลางหนุนหลังไม่พอใจ และหาช่องว่างตลอดในการโจมตีรัฐบาล ปลายปีนั้น น้ำท่วมใหญ่ เลยกลายมาเป็นประเด็นทางการเมือง ซึ่งเบื้องต้าน ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถแก้ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะปริมาณน้ำที่มากจนเกินจะรับได้ แต่ยังขาดความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนฝ่ายเจ้า รวมถึงกองทัพ กระทรวงทบวงกรม และกรุงเทพมหานคร เท่ากับว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวเอง….แต่ยิ่งลักษณ์ก็ยังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่รอมชอมกับฝ่ายเจ้า ทั้งการพูดถึงราชวงศ์ด้วยความรักและเคารพ ทั้งความพยายามปรองดองกับกองทัพ เป็นยุทธวิธีใหม่ที่ฝ่ายทักษิณต้องการลองใช้ ในยุคทักษิณ เพราะความที่กลัวว่ากองทัพจะทำรัฐประหาร ทักษิณจึงต้องการทำให้กองทัพขาดเอกภาพ โดยการส่งคนของตัวเองไปนั่งในตำแหน่งสำคัญในกองทัพ ซึ่งเรื่องนี้ ทำให้กองทัพ และสำนักองคมนตรีโกรธมาก เพราะเค้าถือว่า กิจการทหารเป็นภารกิจของเค้าที่รัฐบาลพลเรือนห้ามแทรกแซง ผลก็คือ โดยรัฐประหารซะเลย (ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยต่างๆ ของการทำรัฐประหาร) สมัยยิ่งลักษณ์นั้น มีความเป็นมิตรมากขึ้น แต่ก็หนีไม่พ้นความพยายามของฝ่ายตรงข้ามในการลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาล อาทิ การเสนอนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เป็นผลมาจากการที่ทักษิณได้รับ “สัญญาณที่ผิด” ที่คิดว่าฝ่ายตรงข้ามจะเอาด้วย แต่สุดท้ายก็โดยเท กรณีนี้สร้างความแตกร้าวในหมู่เสื้อแดงมาก โครงการจำนำข้าว กรณ๊โพร์ซีซั่น ทั้งหมดรวมกัน กลายมาเป็นเงื่อนไขจุดชนวนผีพันธมิตรในรูปใหม่ นั่นคือ กปปส…สาเหตุกที่ต้องเกิด กปปส เพราะ ความนิยมของยิ่งลักษณ์มีแต่ขึ้นกับขึ้น อีลีทไทยคนหนึ่งเคยบอกกับดิชั้นว่า ยิ่งลักษณ์มีความอดทนสูง ต่อให้ถูกด่าอย่างไร เป็นกะหรี่ อีโง่ ยิ่งลักษณ์ไม่เคยตอบโต้ เรื่องนี้ทำให้อีลีทไทยยิ่งโกรธ เพราะ “ทำยังไง มันก็ไม่โกรธ” การกลับมาของ กปปส ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ล้มยิ่งลักษณ์ แต่มันมีเงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่านรัชสมัยที่กำลังจะเกิด คนเหล่านี้กลัวว่า ผลประโยชน์ที่พวกเค้าลงทุนในภูมิพล มันจะสูญสลายไปกับความตายของภูมิพล ในใจหนึ่งก็เกลียดวชิราลงกรณ์ แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องรักษาประโยชน์เอาไว้ แล้วเห็นว่า การปล่อยให้การเปลี่ยนผ่านเกิดในสมัยยิ่งลักษณ์ จะทำให้ฝ่ายชินวัตรได้แต้มต่อ โดยเฉพาะข่าวลือถึงความสัมพันธ์ระหว่างวชิราลงกรณ์กับทักษิณ จึงเป็นการออกมาชุมนุมเพื่อสร้างเงื่อนไขการทำรัฐประหาร เพื่อให้กองทัพเป็นผู้ดูแลการเปลี่ยนผ่านรัชสมัย โดยเฉพาะก่อนสิริกิติ์ป่วย ได้มีการตอกย้ำถึงเจตนารมย์ของสิริกิติ์ที่ต้องการให้ลูกชายขึ้นครองราชย์ไม่ว่าจะเกิดอะไรชึ้น บูรพาพยัคฆ์จึงมีหน้าที่สำคัญในการทำให้ภารกิจนี้ลุล่วงด้วยดี….ตอนหน้าจะมาพูดว่า ใครอยู่เบื้องหลัง กปปส เป็นสิรินทรหรือไม่?

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ภูมิพลและสิริกิติ์มอบเงินรักษาพยาบาลให้ผู้ชุมนุม กปปส ปี 2557

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 4

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

อภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นนายก นับเป็นชัยชนะชั่วคราวของฝ่ายเจ้า แต่ก็เกิดปัญหารุมเร้า 2 ประการ เรื่องแรกคือสงครามกับกัมพูชา ในช่วงที่พันธมิตรพยายามเอาเรื่องเขาพระวิหารมาล้มสมัครนั้น พรรคประชาธิปัคย์ถือเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตร ดังนั้น เมื่ออภิสิทธิ์เป็นนายก ทันทีทันใด ก็ได้สร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา นายกฮุนเซนใชคำพูดรุนแรงหลายครั้ง ถากถางเยาะเย้ยอภิสิทธิ์ อาทิ แช่งให้อภิสิทธิ์ตกเครื่องบินตาย หรือการที่ปล่อยให้เมียฮุนเซน ชื่อ บุณรานี ออกมาแสดความใจทักษิณที่ถูกอีลีทไทยกลั่นแกล้ง โดยบอกว่าจะสร้างบ้านให้ทักษิณอยู่ในกัมพูชา นอกจากนี้ มันยังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ คือการที่กัมพูชาท้าทายฝ่ายเจ้าโดยการสนับสนุนกิจกรรมเสื้อแดงอย่างออกหน้า เช่น มีการแข่งฟุตบอลที่ทักษิรเข่าร่วม ฮุนเซนเองก็ลงในทีมเขมรที่ใส่เสื้อแดง แถมเปิดพรมแดนให้คนเสื้อแดงจากอีสานเข้าไปเชียร์บอลในเขมร และจัดงานสงกรานต์ให้ทักษิณเจอคนเสื้อแดงในกัมพูชาด้วย ในที่สุด ก็เกิดสงครามสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2551 และมาพีคในปี 2554 ที่อาเซียนต้องเข้าแทรกแซง…อีกประเด็นหนึ่งก็คือ การท้าทายจากคนเสื้อแดง นับตั้งแต่อภิสิทธิ์ขึ้นตำแหน่งนายก คนเสื้อแดงก็ปฏิเสธมาตลอด เค้าโกรธ เค้าเกลียดอภิสิทธิ์ เพราะรัฐบาลที่เค้าเลือก ถูกกำจัดมาตลอด ตั้งแต่ทักษิณ สมัครและสมชาย จึงเรียกร้องให้อภิสิทธิ์ลงจากตำแหน่งแจะจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่อภิสิทธิ์ไม่ยอม สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น ซึ่งมันไปสัมพันธ์กับสุขภาพของภูมิพลที่แย่ลงทุกวัน ในช่วงที่เป็นขาลงของภูมิพล มันคือขาขึ้นของสิริกิติ์ สิริกิติ์ได้ใช้ฐานพลังของตัวเองใน queen’s guard หรือบูรพาพยัคฆ์ เป็นตัวขับเคลื่อนทางการเมือง ซึ่งผู้ที่ดูแลบูรพาพยัคฆ์ก็คือประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่โตมาในสำนักสิริกิติ์….เมื่อคนเสื้อแดงมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งจากการตั้งเป็นขบวนการภายใต้ นปช และการสนับสนุนจากทักษิณจากต่างประเทศ เลยไปถึงการตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงในอีสานที่มีธงแดงเป็นสัญลักษณ์กำเนิดของเสื้อแดงยิ่งสร้างความตระหนกให้เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ดังนั้นเมื่อมีการรวมตัวประท้วงอภิสิทธิ์ในปี 2553 ทางฝ่ายรัฐบาลและบูรพาพยัคฆ์จึงไม่ลังเลที่จะใช้ความรุนแรงในการสลายชุมนุม ยิงกบาลผู้ประท้วงกลางย่านช้อปปิ้งกรุงเทพ แถมท้ายด้วยการบิดเบือนสถานการณ์โดยการสั่งเผาเซ็นทรัลเวิร์ด เพื่อเป็นข้อกล่าวหาคนเสื้อแดง ที่จะใช้กลบเกลื่อนการสังหารโหด บิดเบือนความสำคัญของการสังหารโหด และการสร้างความชอบธรรมให้การสังคม กลายมาเป็นตราบาปคนเสื้อแดงหลายปี ที่แม้แต่จุฬาภรณ์เองก็เอามาใช้ป้ายสีเสื้อแดงว่าการ “เผาบ้านเผาเมือง” คือต้นตอของการล้มป่วยยิ่งไปอีกของภูมิพล….ถามว่าทำไมรอบนี้ภูมิพลถึงไม่แทรกแซงเพื่อยุติความรุนแรงและความขัดแย้ง ก่อนอื่นขอตั้งข้อสังเกตว่า การเข้าแทรกแซงของภูมิพลในอดีตเพื่อยุติความขัดแย้ง ภูมิพลจะต้องรอให้เกิดการรุนแรงก่อน เพื่อที่จะใช้สร้างภาพของการเป็นผู้เข้ามายุติความรุนแรง (stop the bloodshed) เช่น ในเหตุการณ์เดือนตุลาและเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่รอบนี้ ภูมิพลไม่ออกมาแทรกแซง เป็นเพราะ 1) ป่วยหนัก และสำคัญกว่านั้น 2) สถาบันกษัตริย์สูญเสียภาพลักษณ์ความเป็นกลางไปแล้ว ตั้งแต่ออกมาสนับสนันพันธมิตร ตั้งแต่การที่สิริกิติ์ไปงานศพน้องโบว์ จนเกิดวันตาสว่าง ดังนั้น หากภูมิพลออกมา มีแนวโน้มว่าคนเสื้อแดงจะปฏิเสธภูมิพล ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่าได้ แต่ทั้งนี้ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสังหารคนเสื้อแดงนั้น ทางวังมีส่วนรู้เห็นอย่างแน่นอน เพราะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างกองทัพ บูรพาพยัคฆ์ และสิริกิติ์ อาจกล่าวในว่า ในช่วงเวลานั้น สิริกิติ์คือผู้กุมบังเหียนที่แท้จริง ก่อนที่จะล้มป่วยในปี 2555ในตอนหน้า จะกล่าวถึงบทบาทของสิริกิติ์และประยุทธ์ และการเตรียมพร้อมในการรับมือกับฝ่ายชินวัตร รวมถึงการเตรียมการเปลี่ยนรัชสมัย ที่นำไปสู่การทำรัฐประหารในปี 2557

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 3

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ครอบงำการเมืองไทยอย่างประสบความสำเร็จเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยผ่านทั้งความร่วมมือจากภาครัฐ การใช้การโฆษณาชวนเชื่อทั้งผ่านสื่อและการศึกษา หากผู้นำพลเรือนคนใดต้องการท้าทายเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ ก็มักจะถูกกำจัดโดยการทำรัฐประหาร แต่การเข้าสู่การเมืองของทักษิณมันต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้น โดยอาศัยนโยบายประชานิยมในการเอาใจคนรากหญ้า คนที่ถูกคนกรุงมองข้ามมาตลอด ทำให้คนเหล่านั้น ซึ่งรวมกันแล้วเป็นเสียงข้างมากทางการเมือง ผันความจงรักภักดีจากภูมิพลมาสู่นักการเมือง ทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่เปลี่ยนความศรัทธาทางการเมืองที่ขึ้นกับตัวบุคคล มาสู่การขึ้นกับพรรคการเมือง กล่าวคือ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าคุณลงสมัครในนามพรรคไทยรักไทย เค้าก็จะเลือก เพราะเค้ารู้ว่า เค้าจะได้รับการตอบแทนไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ การได้รับถุงพระราชทานที่มีปลากระป่อง ยาสีฟัน สบู่ มาสู่ถุงประชานิยมของทักษิณที่มีสมารต์โฟน ไอแพ๊ด และอื่นๆ ทำให้ไม่มีใครอยากกลับไปรับถุงพระราชทานอีก นี่เป็นประเด็นหนึ่งในหลายประเด็นที่เครือข่ายสถาบันกษัตริย์ต้องการกำจัดทักษิณ โดยเฉพาะหลังจากพรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งเป็นครั้งสองอย่างถล่มทลาย ทำให้เป็นนักการเมืองคนแรกของไทยที่อยู่ครบเทอม 4 ปี….จากนั้นก็คือการตั้งขบวนการล้มทักษิณ โดยม็อบเสื้อเหลืองที่เรารู้จักกันอยู่ โดยให้เหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ รัฐบาลทักษิณคอร์รัปชั่น และที่สำคัญกว่านั้นคือ ทักษิณล้มเจ้า แค่การล้มเจ้าก็เพียงพอที่จะผลักดันให้รอยัลลิสต์ชนชั้นกลางในกรุงเทพออกมาโจมตีรัฐบาล โดยใช้สัญลักษณ์ของกษัตริย์มาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมในการล้มทักษิณ ทั้งเสื้อเหลือง ทั้งพระบรมฉายาลักษณ์ และการทำป้าย “รักในหลวง ต่อต้านทักษิณ” นี่เป็นการเอาสถาบันกษัตริย์มาสร้างเงื่อนไขทางการเมือง คือคุณต้องเลือก ไม่มีสายกลาง ถ้าคุณเอาทักษิณ นั่นคือคุณล้มเจ้า ถ้าคุณรักเจ้า คุณต้องกำจัดทักษิณ เรื่องทั้งหมดนี้ สถาบันกษัตริย์ไม่ได้ออกมาปฏิเสธ การไม่ออกมาปฏิเสธนั่นคือการยอมรับการให้พันธมิตรใช้ชื่อสถาบันในการล้มทักษิณนั่นเอง….พันธมิตรทำสำเร็จ ล้มทักษิณได้ แต่การล้มทักษิณคือการตบหน้าคนเสื้อแดง มันมีคคำเปรียบเปรยบ่อยๆ คนต่างจังหวัดเลือกนายก แต่ถูกล้มโดยคนกรุง พอกันที เค้าจึงตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐประหาร จนกลายมาเป็นเสื้อแดงอย่างที่เรารู้ หลังรัฐประหาร ฝ่ายเจ้าคิดว่าล้มทักษิณได้แล้ว จึงยอมปล่อยให้มีการเลือกตั้งในปีถัดไป แต่เค้าก็คาดไม่ถึงว่า ถึงตอนนั้น อิทธิพลทางการเมืองของทักษิณมันฝังรากลึก คนเสื้อแดงที่ปรากฏตัวก้เป็นฐานเสียงให้ทักษิณ ผนวกกับภูมิพลเองก็เริ่มป่วย เข้ารักษาตัวที่ศิริราช เข้าๆ ออกๆ ตั้งแต่ปี 2552 ดังนั้น การเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งทักษิณใช้สมัครเป็นนอมินี จึงประสบความสำเร็จอีกแล้ว เหยียบหน้าผู้ดีกรุงเทพผ่านกล่องเลือกตั้ง พอสมัครขึ้นเป็นนายก ก็จุดผีพันธมิตร และใช้ทุกวิถีทางในการล้มสมัคร โดยจุดประเด็นเรื่องเขาพระวิหาร….เราแพ้คดีเขาพระวิหารตั้งแต่ปี 2505 ที่ศาลโลก แต่เราไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไป ยังคงใช้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ทีนี้ กลางปี 2551 กัมพูชาต้องการเอาเขาพระวิหารขึ้นเป็นมรดกโลกของ UNESCO ไทยเองเห็นว่า การให้การสนับสนุนเขมรจะเป็นเรื่องดีหลายประการ ถ้าเขาพระวิหารได้รับสถานะนั้น ก็จะมีนักท่องเที่ยวมามากขึ้น ไทยจะได้รับประโยชน์ด้วย แล้วอย่าลืมว่า ไทยมีเรื่องกับเขมรจนนำไปสู่การเผาสถานทูตไทยที่พนมเปญ เมื่อปี 2546 สมัครจึงเป็นว่า การสนับสนุนเขมรรอบนี้จะช่วยปรับความสัมพันธ์ แต่พันธมิตรตีข่าวเรื่องการสนับสนุนเขมรคือการที่สมัครยกพื้นที่รอบๆ เขาพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ให้เขมรไป เพื่อสร้างกระแสชาตนิยมล้มรัฐบาลสมัคร ตอนนั้น นพดล ปัทมะ ทนายของทักษิณ ที่ดำรงตำแหน่ง รมต ต่างประเทศต้องถูกบังคับให้ลาออก แต่ในที่สุด ก็ไม่สามารถเอาสมัครออกได้ จึงหันไปใช้ข้อกล่าวหาอื่น นั่นคือ การที่สมัครยังมีรายการทำอาหารเป็นของตัวเองในระหว่างดำรงตำแหน่งนายก ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ศาลรัฐธรรมนูญเข้าแทรกแซง และวินิจฉัยให้สมัครลงจากตำแหน่ง ถือเป็นกรณีแรกๆ ของตุลาการภิวัฒน์ หรือ judicial coup ซึ่งสะท้อนอีกครั้งว่า ศาลไม่เป็นกลางทางการเมือง แต่เป็นส่วนหนึ่งและเป็นเครื่องมือของสถาบันกษัตริย์ เมื่อสมัครลงจากตำแหน่ง ทักษิณไม่ยอมแพ้ ส่งสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ผัวเจ๊แดง น้องเขย เป็นนายกแทน ยิ่งทำให้พันธมิตรเกรี้ยวกราด เลยใช้การปิดสนามบินเพื่อกดดันรัฐบาล จนเกิดวาทกรรม อาหารดี ดนตรีเพราะโดยนายกษิต ภิรมย์ แต่แล้ว ก็ไม่สามารถกำจัดสมชายได้ จนศาลรัฐธรรมนูญต้องออกมาทำตุลาการภิวัฒน์รอบสอง สั่งยุบพรรคพลังประชาชน กล่าวหาว่ากรรมการพรรคท่านนึงโกงเลือกตั้ง การยุบพรรคครั้งนั้นทำให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง ซึ่งกองทัพและวัง ได้ร่วมมือกับพรรคประชาธิปัตย์ จัดตั้งรัฐบาลจากเสียงข้างน้อย (แทนที่จะจัดให้มีการเลือกตั้ง) ซึ่งการเข้ามาของอภิสิทธิ์คือจุดด่างสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งในแง่การทำสงครามกับเขมรเรื่องเขาพระวิหาร และการสังหารคนเสื้อแดงเกือบ 100 คน ที่จะกล่าวในตอนต่อไป

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น