ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
แต่กลุ่มที่สนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์ยังคงปฏิเสธอาณัติทางการเมืองของประชาชนในชนบท ขณะเดียวกัน แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสถาปนาตัวเองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นล่างที่มีคนเสื้อแดงเป็นฐานเสียงใหญ่ แต่ยิ่งลักษณ์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะประนีประนอม จนนำไปสู่ความเชื่อในกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลส่วนหนึ่งว่า ยิ่งลักษณ์กำลังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่จะสามารถร่วมมือทำงานกันได้ (working relationship) กับกองทัพ ซึ่งอาจมีข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนความต้องการของกลุ่มเครือข่ายพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่ต้องการให้ทักษิณ “กลับบ้าน” เพื่อแลกกับความอยู่รอดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไรก็ดี ณ ตอนนั้น หลายคนเชื่อว่า “เวลา” ยังอยู่ข้างทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ทักษิณยังคงได้แต้มต่อทางการเมืองเพราะมีฐานเสียงกว้าง ส่วนกลุ่มรักเจ้า/รอยัลลิสต์และกลุ่มที่โหยหาต่อระบอบราชาธิปไตยได้ “ลงทุน” ทางด้านการเมืองไว้กับกษัตริย์ภูมิพลอย่างล้นเอ่อ ทั้งในรูปของความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบันกษัตริย์ จนมองข้ามไปว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถส่งผ่านต่อไปยังกษัตริย์องค์ใหม่ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป หรือพูดง่ายๆ คือ ความจงรักภักดีเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้แต่บุคคลรอบข้างสถาบันกษัตริย์ก็เข้าใจถึงสภาพที่เกิดขึ้นนี้ ทว่ากลับเลือกที่จะใช้มาตราการแตกหักที่โง่เขลาในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามเพื่อซ่อนเร้นความกังวลใจของตัวสถาบันเอง มาตรการที่เด่นชัดที่สุดคือ การใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ในการกำจัดกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือนับรวมถึงมาตรการใช้กำลังทหารปราบปราบกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย ณ แยกราชประสงค์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553การใช้ความรุนแรงสลายผู้ชุมนุมในครั้งนั้น แม้จะนำไปสู่การสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนไทยทั่วๆ ไปได้บ้าง แต่กลับสร้างผลกระทบในทางลบอย่างมหาศาลต่อกลุ่มรอยัลลิสต์เอง อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า กลุ่มรอยัลลิสต์จะยังไม่ลดละท่าทีและความคิดในการใช้ความรุนแรงต่อสู้กับผู้เห็นต่างเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะทางการเมืองและสังคมของตนเอง ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่การใช้ความรุนแรงอาจจะยังคงเกิดขึ้นอีก (โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีการชุมนุมอย่างกว้างขวาง) ทั้งนี้ เพราะบารมีของกษัตริย์ภูมิพล ผนวกกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องของรัฐไทยถึงคุณสมบัติพิเศษของกษัตริย์ภูมิพลที่ไม่อาจมีผู้เทียบเคียงได้ในจักรวาลแห่งนี้ ยิ่งจะทำให้โอกาสของความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ลดน้อยลงมากยิ่งขึ้นไปอีก วชิราลงกรณ์กำลังประสบกับปัญหา “ความขาดแคลน” ของอำนาจที่ตั้งบนความชอบธรรมของกษัตริย์ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างเดียวของสถาบันกษัตริย์คือต้องร่วมมือกับประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ตามที่ปรากฏ นั่นไม่ใช่สิ่งที่วชิราลงกรณ์ต้องการ กระนั้นก็ตาม สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อสังคมไทยยังไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลและอารยะ ถึงอนาคตการเมืองไทยและสถาบันกษัตริย์ในยุคที่ไม่มีกษัตริย์ภูมิพลต่อไปอีกแล้วทั้งหมดนี้นำไปสู่สภาวะของความวิตกกังวลและเสียจริตของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรอยัลลิสต์ ถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในยุคหลังรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล แต่สำหรับตัวทักษิณเอง คงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะคาดเดาอย่างเชื่อมั่นได้ว่า อิทธิพลทางการเมืองของทั้งสถาบันกษัตริย์และกลุ่มชนชั้นนำรอยัลลิสต์กำลังถูกท้าทาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสูญญากาศทางอำนาจที่ทักษิณหรือบริวารปรารถนาที่จะเติมให้เต็มด้วยการเมืองแบบใหม่ที่ตั้งบนหลักสปิริตของการเลือกตั้ง บั้นปลายจึงน่าจะมีอยู่ 2 ทาง คือ การล่มสลายของระเบียบทางการเมืองที่กำหนดโดยสถาบันกษัตริย์มาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หรือการปะทะกันด้วยความรุนแรงจากกลุ่มรอยัลลิสต์และกองทัพที่บดขยี้กลุ่มส่งเสริมประชาธิปไตยและกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างมิอาจพรรณาได้แต่ทั้งหมดนี้ มันดันเกิดตัวแปรใหม่ๆ ขึ้นมาก การทำรัฐประหารล้มยิ่งลักษณ์ การกลับมาของรัฐบาลทหาร การสวรรคตของภมิพล ลัทธิการสร้างความหวาดกลัวภายใต้วชิราลงกรณ์ กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ การระบาดของโควิด และการฟื้นตัวของพลังนักศึกษาทั่วประเทศ เราจะค่อยๆ ไปทีละประเด็นหลังจากนี้…..

