หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 2

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

แต่กลุ่มที่สนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์ยังคงปฏิเสธอาณัติทางการเมืองของประชาชนในชนบท ขณะเดียวกัน แม้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะสถาปนาตัวเองว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มชนชั้นล่างที่มีคนเสื้อแดงเป็นฐานเสียงใหญ่ แต่ยิ่งลักษณ์ก็เริ่มเรียนรู้ที่จะประนีประนอม จนนำไปสู่ความเชื่อในกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลส่วนหนึ่งว่า ยิ่งลักษณ์กำลังพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่จะสามารถร่วมมือทำงานกันได้ (working relationship) กับกองทัพ ซึ่งอาจมีข้อตกลงที่ตั้งอยู่บนความต้องการของกลุ่มเครือข่ายพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่ต้องการให้ทักษิณ “กลับบ้าน” เพื่อแลกกับความอยู่รอดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์อย่างไรก็ดี ณ ตอนนั้น หลายคนเชื่อว่า “เวลา” ยังอยู่ข้างทักษิณ/ยิ่งลักษณ์ หรืออีกนัยหนึ่ง ทักษิณยังคงได้แต้มต่อทางการเมืองเพราะมีฐานเสียงกว้าง ส่วนกลุ่มรักเจ้า/รอยัลลิสต์และกลุ่มที่โหยหาต่อระบอบราชาธิปไตยได้ “ลงทุน” ทางด้านการเมืองไว้กับกษัตริย์ภูมิพลอย่างล้นเอ่อ ทั้งในรูปของความจงรักภักดีและการปกป้องสถาบันกษัตริย์ จนมองข้ามไปว่า สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถส่งผ่านต่อไปยังกษัตริย์องค์ใหม่ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป หรือพูดง่ายๆ คือ ความจงรักภักดีเป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่ใช่เรื่องของสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งแม้แต่บุคคลรอบข้างสถาบันกษัตริย์ก็เข้าใจถึงสภาพที่เกิดขึ้นนี้ ทว่ากลับเลือกที่จะใช้มาตราการแตกหักที่โง่เขลาในการปราบปรามฝ่ายตรงข้ามเพื่อซ่อนเร้นความกังวลใจของตัวสถาบันเอง มาตรการที่เด่นชัดที่สุดคือ การใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มาตรา 112 ในการกำจัดกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง หรือนับรวมถึงมาตรการใช้กำลังทหารปราบปราบกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย ณ แยกราชประสงค์ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2553การใช้ความรุนแรงสลายผู้ชุมนุมในครั้งนั้น แม้จะนำไปสู่การสร้างความหวาดกลัวให้แก่คนไทยทั่วๆ ไปได้บ้าง แต่กลับสร้างผลกระทบในทางลบอย่างมหาศาลต่อกลุ่มรอยัลลิสต์เอง อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่า กลุ่มรอยัลลิสต์จะยังไม่ลดละท่าทีและความคิดในการใช้ความรุนแรงต่อสู้กับผู้เห็นต่างเพื่อคงไว้ซึ่งสถานะทางการเมืองและสังคมของตนเอง ดังนั้น มีความเป็นไปได้ที่การใช้ความรุนแรงอาจจะยังคงเกิดขึ้นอีก (โดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีการชุมนุมอย่างกว้างขวาง) ทั้งนี้ เพราะบารมีของกษัตริย์ภูมิพล ผนวกกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างต่อเนื่องของรัฐไทยถึงคุณสมบัติพิเศษของกษัตริย์ภูมิพลที่ไม่อาจมีผู้เทียบเคียงได้ในจักรวาลแห่งนี้ ยิ่งจะทำให้โอกาสของความอยู่รอดของสถาบันกษัตริย์ลดน้อยลงมากยิ่งขึ้นไปอีก วชิราลงกรณ์กำลังประสบกับปัญหา “ความขาดแคลน” ของอำนาจที่ตั้งบนความชอบธรรมของกษัตริย์ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอดอย่างเดียวของสถาบันกษัตริย์คือต้องร่วมมือกับประชาธิปไตยเท่านั้น แต่ตามที่ปรากฏ นั่นไม่ใช่สิ่งที่วชิราลงกรณ์ต้องการ กระนั้นก็ตาม สถานการณ์มีความซับซ้อนมากขึ้นเมื่อสังคมไทยยังไม่เปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันอย่างมีเหตุผลและอารยะ ถึงอนาคตการเมืองไทยและสถาบันกษัตริย์ในยุคที่ไม่มีกษัตริย์ภูมิพลต่อไปอีกแล้วทั้งหมดนี้นำไปสู่สภาวะของความวิตกกังวลและเสียจริตของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มรอยัลลิสต์ ถึงความไม่แน่นอนต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในยุคหลังรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล แต่สำหรับตัวทักษิณเอง คงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะคาดเดาอย่างเชื่อมั่นได้ว่า อิทธิพลทางการเมืองของทั้งสถาบันกษัตริย์และกลุ่มชนชั้นนำรอยัลลิสต์กำลังถูกท้าทาย ซึ่งอาจนำไปสู่การเกิดสูญญากาศทางอำนาจที่ทักษิณหรือบริวารปรารถนาที่จะเติมให้เต็มด้วยการเมืองแบบใหม่ที่ตั้งบนหลักสปิริตของการเลือกตั้ง บั้นปลายจึงน่าจะมีอยู่ 2 ทาง คือ การล่มสลายของระเบียบทางการเมืองที่กำหนดโดยสถาบันกษัตริย์มาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา หรือการปะทะกันด้วยความรุนแรงจากกลุ่มรอยัลลิสต์และกองทัพที่บดขยี้กลุ่มส่งเสริมประชาธิปไตยและกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอย่างมิอาจพรรณาได้แต่ทั้งหมดนี้ มันดันเกิดตัวแปรใหม่ๆ ขึ้นมาก การทำรัฐประหารล้มยิ่งลักษณ์ การกลับมาของรัฐบาลทหาร การสวรรคตของภมิพล ลัทธิการสร้างความหวาดกลัวภายใต้วชิราลงกรณ์ กำเนิดพรรคอนาคตใหม่ การระบาดของโควิด และการฟื้นตัวของพลังนักศึกษาทั่วประเทศ เราจะค่อยๆ ไปทีละประเด็นหลังจากนี้…..

หมวดหมู่
สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน

สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในปัจจุบัน ตอนที่ 1

ข้อมูล อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า กษัตริย์ภูมิพลนับเป็นกษัตริย์ที่โดดเด่นที่สุดในบรรดากษัตริย์จากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในบริบทการเมืองไทย กษัตริย์ภูมิพลมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหรือรัชกาลที่ 5 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำความเจริญ ทันสมัย ศิวิไลซ์มาสู่สยาม หรือตามที่นักประวัติศาสตร์อนุรักษนิยมได้กล่าวว่า มีส่วนทำให้สยามสามารถรักษาเอกราชไว้ได้ในยุคอาณานิคมกษัตริย์ภูมิพลก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แบบ “อุบัติเหตุ” เมื่อปี 2489ในยุคที่สถาบันกษัตริย์ตกต่ำอย่างมาก กษัตริย์ภูมิพลสามารถปรับสถานะของสถาบันกษัตริย์จากที่อยู่ในสภาพเกือบจะ “สูญพันธุ์” พลิกไปสู่การเป็นสถาบันที่มีความสำคัญต่อการเมืองไทยมากที่สุดในยุคสมัยใหม่ โดยผ่านการสร้างบารมีส่วนตัว ไหวพริบ และการใช้เครือข่ายในการคงสถานะสำคัญทางการเมืองไว้ จนอาจกล่าวได้ว่า สถาบันกษัตริย์ในยุคนี้สามารถครอบงำระบอบและผู้นำทางการเมืองไว้ได้อย่างทรงพลังและมีประสิทธิภาพแต่เมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ต้องการปรับโครงสร้างและภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ ทำให้นำไปสู่การท้าทายเครือข่ายพระมหากษัตริย์[1] ที่ดำรงอยู่มาหลายทศวรรษก่อนหน้านี้ โดยทักษิณใช้ประโยชน์จากผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยในชนบทผ่านนโยบายประชานิยมที่ประสบความสำเร็จและระบบการเลือกตั้ง เปลี่ยนความภักดีที่ประชาชนมีต่อสถาบันกษัตริย์ไปสู่ความภักดีต่อระบบการเมืองที่ตั้งอยู่บนสิทธิการเลือกผู้แทนฯ ทักษิณได้อาศัยระบบอุปถัมภ์สร้างเครือข่ายอำนาจของตัวเองเฉกเช่นเดียวกับเครือข่ายสถาบันกษัตริย์ เมื่อความนิยมในตัวทักษิณสูงมากขึ้น และไทยรักไทยได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งติดต่อกันถึงสองครั้ง ทักษิณกลายเป็นผู้นำจากการเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จสูงสุดนับตั้งแต่ไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ทำให้สถาบันกษัตริย์เริ่มรู้สึกหวาดหวั่น (insecure) ต่อเกมการเมืองแบบใหม่ที่อาณัติของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีความสำคัญอย่างยิ่ง สถานการณ์ของความหวาดหวั่นเช่นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่การก่อรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งสาธารณชนไทยเชื่อว่า มีบุคคลสำคัญในเครือข่ายพระมหากษัตริย์เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังหลังจากรัฐประหาร การเมืองไร้เสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง เกิดการต่อสู้ทางการเมืองที่รุนแรงระหว่างฝ่ายสนับสนุนเครือข่ายพระมหากษัตริย์กับกลุ่มที่สนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตย (ในกลุ่มหลังมีกลุ่มที่ยังคงให้การสนับสนุนต่อทักษิณประกอบอยู่ด้วย) กลุ่มเคลื่อนไหวเสื้อเหลืองไม่เพียงแต่ได้รับการสนับสนันจากชนชั้นนำชาวกรุงเทพฯ แต่พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าการเคลื่อนไหวของตนยังได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกบางคนของราชวงศ์จักรี [2] ทว่าในความเป็นจริง คนเสื้อแดงและฝ่ายทักษิณยังคงสามารถควบคุมการเมืองที่ตั้งอยู่บนความสำคัญของการเลือกตั้ง และนี่คือเหตุผลที่อธิบายว่า ทำไมยิ่งลักษณ์ ชินวัตร (น้องสาวทักษิณ) และพรรคพวก ยังคงได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเหนือพรรคการเมืองที่สนับสนุนอุดมการณ์กษัตริย์นิยมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2554[1] “เครือข่ายพระมหากษัตริย์” (network monarchy) ในที่นี้มีความหมายกว้างกว่าองค์พระมหากษัตริย์ ดู Duncan McCargo, “Network Monarchy and Legitimacy Crises in Thailand,” The Pacific Review Vol. 18,No. 4 (December 2005): 499–519.
[2] ระหว่างการชุมนุมก่อนหน้าการรัฐประหาร 19 กันยาไม่นาน แกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ใส่ “ผ้าพันคอสีฟ้า” ที่มีข้อความ “902…74…12 สิงหาคม 2549…แม่ของแผ่นดิน” ซึ่งภายหลังคำนูญ สิทธิสมานได้บันทึกเล่าว่า “ท่านผู้ปรารถนาดี” คนหนึ่งมอบให้ นอกจากนี้ยังมี “สุภาพสตรีสูงศักดิ์” และ “ผู้ใหญ่ที่ท่าน [สุภาพสตรีสูงศักดิ์] เคารพ” มอบเงินจำนวน 2.5 แสนบาทให้แก่พันธมิตรฯ ด้วย ต่อมาในเดือน ส.ค. 2550 สนธิ ลิ้มทองกุลได้กล่าวที่สหรัฐฯ ว่า เขาเคยได้รับ “ของขวัญชิ้นหนึ่งมาจากราชสำนัก ผ่านมาทางท่านผู้หญิงบุษบา ซึ่งเป็นน้องสาวพระราชินี” และได้กล่าวบนเวทีชุมนุมขับไล่รัฐบาลพรรคพลังประชาชนของพันธมิตรฯ ในเดือน มิ.ย. 2551 ว่า “ผ้าพันคอ [สีฟ้า] นี้ ข้าราชบริพารในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้เอามาให้พวกเราคืน [ก่อนเกิดรัฐประหาร] นั้น แล้วบอกว่า พระองค์ท่านพระราชทานมา เป็นผ้าพันคอพระราชทาน” หลังจากนั้นในการชุมนุมของพันธมิตรฯ เดือนต่อมา สนธิได้นำเทปบันทึกเสียงส่วนพระองค์ของพระราชินีมาเปิดให้ผู้ชุมนุมฟัง แล้วตีความในลักษณะที่สนับสนุนการชุมนุมขับไล่รัฐบาล และต่อมาในวันที่ 13 ต.ค. ปีเดียวกัน พระราชินีได้เสด็จไปพระราชทานเพลิงศพให้ “น้องโบว์” ซึ่งบิดาของน้องโบว์ได้เปิดเผยแกสื่อมวลชนว่าพระองค์มีรับสั่งว่า “[น้องโบว์] เป็นคนดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์… ยังไงก็ต้องมางานนี้ เพราะทำเพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระองค์ด้วย… เป็นห่วงพันธมิตรฯ ทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตรฯ” ดู หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ,กรุงเทพธุรกิจ, มติชน, และอีกหลายฉบับของวันที่ 14 ต.ค. 2551; คำนูญ สิทธิสมาน, ปรากฏการณ์สนธิ:จากเสื้อสีเหลืองถึงผ้าพันคอสีฟ้า (กรุงเทพฯ: บ้านพระอาทิตย์, 2549); และดูเพิ่มเติมบทความของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล 2 ชิ้น เรื่อง “พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร,” ประชาไท, 12 สิงหาคม2551, http://www.prachatai.com/journal/2008/08/17688; และ “ปัจฉิมลิขิต บทความ ‘พระบารมีปกเกล้า: พระสุรเสียงราชินีบนเวทีพันธมิตร’,” ประชาไท, 12 สิงหาคม 2553, http://prachatai.com/journal/2010/08/30680.

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น