หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 21

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์และแล้วความขัดแย้งระหว่างวิกตอเรียกับลูกชายคนเล็กก็มาถึงจุดแตกหัก ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1870 ลีโอโปลวางแผนหนีออกจากวังโดยเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ลีโอโปลเป็นเด็กฉลาดและสนใจใคร่รู้ เขาปรารถนาที่จะได้ใช้ชีวิตดังต้องการและไม่อยู่ในเงาของแม่อีกต่อไป อ๊อกซ์ฟอร์ดเป็นสถานที่ที่ลีโอโปลรู้สึกปลอดโปร่งใจ และไม่เคยต้องกังวลใจกับสุขภาพที่อ่อนแอ แต่อุปสรรคยังมีอยู่ วิกตอเรียไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของลีโอโปลและตัดขาดจากลูกชายนานถึง 7 เดือน เธอบ่นว่า “ทำไมลูกไม่ทำตัวให้พอใจกับการอยู่บ้าน อ่านหนังสือที่บ้าน เล่นเปียโนที่บ้านกับพี่สาว” และมักอ้างเรื่องสุขภาพเพื่อผูกลูกไว้กับตัวเอง แต่ลีโอโปลไม่ยอมแพ้ ในที่สุดวิกตอเรียก็ต้องยินยอมแม้จะไม่เต็มใจก็ตาม และได้ปรามว่า การไปอยู่ที่อ๊อกฟอร์ดนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความสนุกสนาน และได้จัดที่พักไว้ให้ทางตอนเหนือของอ๊อกฟอร์ดพร้อมบริวารที่ไว้ใจจำนวนหนึ่ง ทั้งยังให้คบได้แต่กับเพื่อนชายไม่กี่คนเท่านั้นและจะต้องได้รับการเห็นชอบจากวิกตอเรีย โดยต้องเป็นผู้มาจากชาติตระกูลที่ดี เป็นเด็กเงียบและเรียบร้อย วิกตอเรียยื่นคำขาดว่า “แม้ลูกจะอยู่อ๊อกฟอร์ด แต่แม่ยังควบคุมชีวิตลูกอยู่ ลูกจะใช้ชีวิตในอ๊อกฟอร์ดได้เท่าที่แม่อนุญาต การเดินทางไปเข้าเรียนครั้งนี้ แม่ไม่ต้องการให้ลูกมัวแต่หลงระเริงสนุกสนาน”แต่ในความเป็นจริง ลีโอโปลได้ใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานที่นั่น อ๊อกฟอร์ดเป็นความฝันที่กลายเป็นความจริง และในระหว่างนี้ลีโอโปลได้ใกล้ชิดกับครอบครัวลิดแดลอย่างมาก ลูกสาวของตระกูลนี้คือ อลิซ ลิดแดล ผู้ที่ต่อมาเป็นแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนยุคนั้น คือ ลูอิส แครอล เขียนหนังสือเรื่อง อลิซในแดนมหัศจรรย์ (Alice in Wonderland) อลิซเป็นหญิงสาวน่ารักและมีข่าวลือว่าลีโอโปลตกหลุมรักเธอ ใน ค.ศ.1876 ลีโอโปลสำเร็จการศึกษาจากอ๊อกฟอร์ดโดยมีอายุเพียง 23 ปี และยังคงค้นหาบทบาทที่จะมาเติมเต็มชีวิตพร้อมกับอยู่ห่างจากแม่ให้ไกลที่สุดกลับมาที่เบอร์ตี้ซึ่งเวลานั้นเข้าสู่ช่วงวัย 30 กว่าปี แม้จะเที่ยวเตร่เสเพลแต่เขาก็ยังหวังให้วิกตอเรียมองว่าตนเป็นผู้ใหญ่ เพราะที่ผ่านมาแม่มักจะมองเบอร์ตี้เป็นเด็กเสมอ ไม่เปิดโอกาสให้เขาเติบโต และมักวิพากษ์วิจารณ์เขาเรื่องการขาดความรับผิดชอบ ไม่ทำงานอย่างจริงจัง ทั้งที่จริงแล้ววิกตอเรียต่างหากที่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกรับผิดชอบเรื่องใดๆ เลย ครั้งหนึ่งเบอร์ตี้เคยเรียกร้องให้วิกตอเรียมอบกุญแจอีกดอกหนึ่งที่เก็บเอกสารทางราชการ เพื่อที่จะสามารถแบ่งเบาภาระได้บ้างและได้เรียนรู้งานของการเป็นกษัตริย์ แต่ก็ถูกวิกตอเรียปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า เบอร์ตี้ไม่สามารถเก็บความลับได้ “เบอร์ตี้ ถ้าแม่บอกความลับกับเธอ เธอก็เอาไปบอกกับทุกคนที่งานเลี้ยงอาหารค่ำ ความลับก็ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป”เบอร์ตี้โกรธมากกับคำตอบของวิกตอเรีย โกรธที่ถูกตัดออกจาก “ราชกิจของครอบครัว” และย้ำว่าตัวเองรู้ว่าอะไรคือความลับและจะไม่ยอมทรยศต่อความรับผิดชอบที่ได้รับมอบหมาย และบ่นว่าตนจะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในรั้ววังก็จากการบอกเล่าของคนรอบตัวหรือจากหนังสือพิมพ์มากกว่าจากคนในครอบครัวเสียอีก ใน ค.ศ.1875 เบอร์ตี้ตัดสินใจแสดงความเป็นผู้นำโดยได้จัดการเยือนอินเดีย — อาณานิคมที่มั่งคั่งที่สุดของอังกฤษ — ด้วยตัวเอง แม้ว่าวิกตอเรียต้องการเห็นลูกเล่นบทบาทเอกอัครราชทูต แต่กลับไม่พอใจที่เบอร์ตี้ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาตน ก้นบึ้งของความไม่พอใจเกิดจากความหวาดกลัวว่าเบอร์ตี้จะมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในระหว่างอยู่อินเดีย “ฉันกลัวว่าเขาจะปีนรั้วฮาเร็ม” วิกตอเรียกล่าวไว้เบอร์ตี้ทำให้แม่ประหลาดใจ เบอร์ตี้ทำให้แขกต่างชาติประทับใจ สามารถจำชื่อและตำแหน่งของแขกระดับสูงได้ทั้งหมด และแสดงบทบาทของมกุฎราชกุมารที่สมบูรณ์แบบได้อย่างเยี่ยมยอด เบอร์ตี้ออกล่าสัตว์ในอินเดีย เดินทางร่วมกับเหล่ามหาราชาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงบทเจ้าชายที่ทรงศักดิ์ เบอร์ตี้รู้ว่าจะแต่งตัวอย่างไรให้ถูกกาลเทศะ รู้จักที่จะ “ขาย” ภาพลักษณ์ของตัวเอง ทั้งหมดเขาถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทราชนิกุล บุคคลระดับสูงของอินเดียได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมงานสังสรรค์ ภาพเจ้าชายผู้น่าเกรงขามได้สร้างความรู้สึกจงรักภักดีขึ้นในหมู่เจ้าของอินเดียต่อจักรวรรดิอังกฤษ อินเดียนับเป็นเวทีที่เหมาะสมสำหรับการเล่นบทมกุฎราชกุมาร การออกปฏิบัติราชการในอินเดียที่ประสบความสำเร็จนี้กลายมาเป็นแบบอย่างให้แก่กษัตริย์รุ่นหลังในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับสถาบันกษัตริย์และการยอมรับจากนานาประเทศเบอร์ตี้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนมี “ปัญญา” มากกว่าเจ้าหน้าที่ปกครองอาณานิคมหลายๆ คน เขาเคยพูดกับเจ้าหน้าที่คนหนึ่งว่า “เพียงเพราะเรามีใบหน้าสีดำ มีศาสนาที่ต่างกัน ไม่ได้เป็นเหตุผลที่เราจะปฏิบัติกับเขาในทางที่เลวร้าย” วิกตอเรียผู้ซึ่งมีความรักต่ออินเดียและชาวอินเดีย เห็นชอบกับคำกล่าวข้างต้นของเบอร์ตี้ แต่ลึกๆ แล้ววิกตอเรียอิจฉาต่อบทบาทใหม่ของเบอร์ตี้ ดังที่เธอได้กล่าวถึงจดหมายของเบอร์ตี้ซึ่งเขียนมาเล่าเรื่องภารกิจของเขาในอินเดียว่า “เป็นเรื่องน่าเบื่อ เล่าเรื่องซ้ำไปมา เรื่องขี่ช้าง เรื่องความงามของเครื่องประดับท้องถิ่น เรื่องดอกไม้ไฟของอินเดีย” สำหรับวิกตอเรีย ความสำคัญยังอยู่ที่ความเป็นราชินีของเธอ ไม่ใช่เรื่องผจญภัยไร้สาระที่เกิดขึ้นในอีกฟากหนึ่งของโลก**รูปคือเบอร์ตี้ หรือกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดที่ 7

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น