หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 19

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ในที่สุดเบอร์ตี้กับอเล็กซ์ก็ทำพิธีสมรส ณ พระราชวังวินเซอร์ในเดือนมีนาคม ค.ศ.1863 ขณะนั้นวิกตอเรียยังคงสวมชุดไว้ทุกข์ให้อัลเบิร์ตอยู่ หลังจากพิธีสิ้นสุดลงก็ได้จัดให้มีการถ่ายภาพร่วมกับราชินีผู้โศกเศร้าและไร้ความสนใจในคู่บ่าวสาว เอาแต่จ้องมองรูปปั้นของสามีผู้ล่วงลับ หลังจากนั้นวิกตอเรียได้มอบตำหนัก “มาร์ลเบอเรอห์” ซึ่งอยู่ห่างจากวังบักกิ้งแฮมเพียงไม่กี่ร้อยหลาให้แก่เบอร์ตี้และอเล็กซ์เป็นที่พักอาศัย การอยู่ใกล้วิกตอเรียชี้ว่า ผู้เป็นแม่ยังคงต้องการครอบงำชีวิตลูกแม้จะแต่งงานออกไปแล้ว ทำเสมือนว่าลูกยังเป็นเด็กอยู่ อาทิ การควบคุมเวลาออกนอกบ้านของสามีภรรยาคู่ใหม่ ห้ามมิให้อเล็กซ์ขี่ม้าในสวนภายในราชวัง ส่งบ่าวไพร่ไปคอยสืบเรื่องราวความเป็นไปในครอบครัวของเบอร์ตี้ รวมถึงขอข้อมูลจากนายแพทย์เกี่ยวกับรอบเดือนของอเล็กซ์ วิกตอเรียเชื่อว่า ในฐานะราชินีเธอมีสิทธิที่จะทำเช่นนี้ ที่น่าสนใจก็คือ เบอร์ตี้ยอมเล่นเกมนี้กับวิกตอเรีย และไม่เคยปริปากบ่นไม่นานนัก เบอร์ตี้และอเล็กซ์หาทางสร้างสังคมของตนขึ้นภายในตำหนักมาร์ลเบอเรอห์ ไม่ช้าเขาก็สามารถกำจัดคนของราชินีออกไปได้ และเผยให้เห็นคุณสมบัติหนึ่งของเขาซึ่งไม่มีในตัววิกตอเรีย นั่นคือ ความสามารถในการเป็นที่รักของคนรอบข้าง มาร์ลเบอเรอห์กลายเป็นสถานที่ตรงกันข้ามกับที่พำนักอันมืดมนของวิกตอเรีย ที่นี่เปิดกว้าง เป็นมิตรและหรูหรา สะท้อนความเป็นกันเองของเบอร์ตี้ และที่สำคัญ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของมุมมองที่หลายคนมีต่อสถาบันกษัตริย์ มุมมองที่ไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องคุณธรรมหรือความบริสุทธิ์ด้านชีวิตรัก แต่เน้นเรื่องการละครและการแสดง ทว่าวิกตอเรียกลับมองเห็นแต่ภัยร้ายจากวิถีการใช้ชีวิตของเบอร์ตี้และสหายของเขา โดยเทียบเคียงกับการกินอยู่อย่างฟุ่มเฟือยในยุคก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งอาจทำให้ชาวอังกฤษไม่พอใจ วิกตอเรียพยายามป้องกันมิให้ลูกคนอื่นๆ เข้าใกล้ตำหนักมาร์ลเบอเรอห์ซึ่งกลายเป็นแหล่งชุมนุมของกลุ่มชนชั้นสูงของอังกฤษวิกตอเรียยังมียุทธศาสตร์ที่กว้างไกลและอาจส่งเสริมการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิอังกฤษ เช่น การส่งลูกชายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตในประเทศที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ เพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาณานิคมเหล่านั้นกับเมืองแม่ แต่สำหรับแอฟฟี่ บทบาทนี้อาจไม่ตรงกับความประสงค์ของเขา แอฟฟี่เบื่อหน่ายกับบทนักการทูต ขณะเดียวกันก็ขาดพรสวรรค์ในด้านอื่นๆ ความสามารถในการเล่นไวโอลินไม่ได้พัฒนาขึ้นนัก แต่สิ่งที่ถนัดที่สุดคือการกินดื่ม เที่ยวเตร่หาความสำราญทางเพศ แอฟฟี่จึงกลายเป็นตัวตายตัวแทนของเบอร์ตี้ ไม่หลักแหลม ไม่น่าสนใจ และเที่ยวมีความสัมพันธ์ทางเพศไปทั่ว ใน ค.ศ. 1867 แอฟฟี่ถูกส่งไปออสเตรเลียซึ่งยิ่งทำให้ความไร้ความสามารถของเขายิ่งเป็นที่ประจักษ์ชัด ดังที่ปรากฏ แอฟฟี่เป็นเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำออสเตรเลียที่ไร้ประสิทธิภาพที่สุด ไม่มีความเป็นนักการทูต ขาดไหวพริบ และมักเพิกเฉยต่อบุคคลสำคัญในท้องถิ่นที่เขาไม่อยากเสวนาด้วย มีเพียงกิจกรรมเดียวที่แอฟฟี่ชอบเป็นพิเศษนั่นคือ การล่าสัตว์ แอฟฟี่ออกล่าพอสซัม วอมแบ็ท และไม่เคยแสดงความปรานีต่อการสังหารชีวิตสัตว์ป่าจำนวนมากแต่แล้ววันหนึ่ง การล่าสัตว์ที่เป็นงานอดิเรกก็จบลงด้วยโศกนาฏกรรม วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ.1868 ระหว่างปิกนิกที่เมืองซิดนีย์ แอฟฟี่ตกเป็น “สัตว์” ที่ถูกล่าเสียเอง เมื่อกลุ่มนักล่าสัตว์ยิงปืนพลาดมาโดนแอฟฟี่ในระยะเผาขน อันที่จริงกระสุนลูกนี้อาจสังหารแอฟฟี่ได้อย่างง่ายดาย แต่โชคดีที่กระสุนปืนยิงไม่ถูกไขสันหลัง เพียงทะลุผ่านปอดและไปฝังตัวอยู่ในซี่โครงด้านหน้าเท่านั้น เนื่องจากบาดแผลไม่รุนแรงเท่าใด แอฟฟี่จึงมีอาการดีขี้นในเวลารวดเร็ว เมื่อเรื่องนี้รู้ไปถึงหูวิกตอเรีย เธอไม่แสดงความเห็นอกเห็นใจแต่อย่างใด ได้แต่แสดงความเห็นว่า “พระเจ้าปรานีเธอแล้วที่ไว้ชีวิตเขา”เจ้าชายอาเธอร์ ลูกชายคนโปรดของวิกตอเรีย ประสบความสำเร็จมากกว่าในการเป็นเอกอัครราชทูตของอังกฤษ ทำให้แม่ได้ชื่นใจ เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับความสำส่อนทางเพศของเขาให้ได้ยิน วิกตอเรียถึงกับเอ่ยปากชมว่า อาเธอร์เป็นตัวแทนของพ่อและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ส่วนลูกชายคนสุดท้าย ลีโอโปล รู้สึกอิจฉาที่เห็นพี่ชายเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เพราะตัวเองต้องจับเจ่าอยู่ในรั้วราชวังเนื่องจากปัญหาทางสุขภาพ การต้องใช้ชีวิตอยู่กับโรคเลือดไหลไม่หยุด ทำให้ลีโอโปลเติบโตขึ้นเป็นวัยรุ่นที่เฉลียวฉลาด ช่างคิด และเป็นนักเปียโนมากพรสวรรค์ เขาอยากหลบหนีจากวังที่น่าอึดอัดนี้แต่ก็ไม่ได้รับมอบหมายบทบาทใดๆ ให้ทำ วิกตอเรียยังปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนป่วยที่ช่วยตัวเองไม่ได้ และไม่คิดว่าเขาจะสามารถปฏิบัติภารกิจใดๆ ได้ ควรต้องถูกจับตามองทุกฝีก้าว และประสงค์ที่จะเก็บเขาเอาไว้แต่ในวัง วิกตอเรียจัดการให้เขาอยู่ในความดูแลของพี่เลี้ยงชื่อ อาร์ชี่ บราวน์ ซึ่งเป็นน้องชายของจอห์น บราวน์ ผู้ที่วิกตอเรียส่งเข้าไปดูแลความเป็นไปและล้วงความลับของลูกสาว แต่สิ่งที่วิกตอเรียทำนั้นผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะอาร์ชี่มีนิสัยชอบกลั่นแกล้ง ลีโอโปลเคยเขียนในบันทึกว่า “เขาทำร้ายผม บางครั้งเขาจะเอาช้อนตบหน้าผมด้วย ผมอยากจะฉีกเขาออกเป็นชิ้นๆ ผมเกลียดเขา” ผู้คนรอบข้างต่างเข้าใจสถานการณ์และพยายามเกลี้ยกล่อมให้วิกตอเรียเปลี่ยนพี่เลี้ยงคนใหม่ แต่วิกตอเรียเพิกเฉยต่อคำเรียกร้องเหล่านี้และยังคงจ้างอาร์ชี่อีกหลายปีต่อจากนั้น***ในรูปคือ family tree ของวิกตอเรีย

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น