หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 15

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ผู้หญิงแถวหน้าวิกกี้เป็นพวกหัวก้าวหน้า หลักแหลม และมีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้อื่น ซึ่งเป็นลักษณะตรงข้ามกับ “ความเป็นเจ้า” วิกกี้มีส่วนผสมของสิ่งตรงข้ามสองประการ “ความเป็นเจ้า” กับ “ความฉลาด” วิกกี้เคยทำให้แม่ช็อคเมื่อเธออ่านหนังสือเล่มใหม่ที่เสนอแนวคิดแบบสุดโต่งของชาร์ลส์ ดาร์วิน เรื่อง กำเนิดของสิ่งมีชีวิต (The Origin of The Species) ซึ่งกล่าวถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ วิกตอเรียเกรงว่าวิกกี้จะกลายเป็น “สิ่งมีชีวิตทันสมัย” ดังเช่นที่เธอเตือนลูกๆ คนอื่นว่า “อย่าไปฟังวิกกี้ อย่าปล่อยให้ความเชื่อดั้งเดิมของเธอต้องถูกสั่นคลอน อย่าอ่านหนังสือเหล่านี้ อย่าเชื่อคำแนะนำของวิกกี้” แต่ในบรรดาหนังสือที่วิกกี้หยิบขึ้นอ่าน ไม่มีเล่มใดที่ทำให้วิกตอเรียโกรธเท่าหนังสือซึ่งเป็นงานเขียนของคาร์ล มาร์ก เรื่อง ดาส กาปิตาล เมื่อวิกกี้เริ่มอ่าน เธอก็อยากรู้เพิ่มขึ้น แต่เพื่อไม่ให้วิกตอเรียโกรธ เธอจึงขอให้เพื่อนของเธอ เซอร์ แกรนท์ ดัฟ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไปพบปะกับมาร์กแบบลับๆ แทนเธอ เริ่มแรกตัวดัฟเองมีมุมมองในทางลบต่อมาร์กอย่างมาก แต่หลังจากมีโอกาสพบปะกันก็เขียนจดหมายแจ้งวิกกี้ “มาร์กเป็นมิตรมาก ฉลาด และน่าประทับใจ และยังขอให้ผมฝากผ่านความปรารถนามายังเจ้าหญิงและสามีด้วย”หลุยส์เองก็มีความสนใจในเรื่องความเคลื่อนไหวใหม่ๆ และทำให้วิกตอเรียซึ่งมีหัวอนุรักษนิยมโกรธเป็นไฟ แม้ว่าวิกตอเรียจะเป็นสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งของสตรีและความเป็นเด็ดเดี่ยวสำหรับชนรุ่นหลัง แต่เธอกลับไม่พอใจอย่างมากกับขบวนการเคลื่อนไหวสตรีภายในประเทศ และไล่ตามหาว่าใครที่เห็นด้วยหรือเป็นสมาชิกของกลุ่มปกป้องผลประโยชน์ของสตรีบ้าง วิกตอเรียมีมุมมองเรื่อง “สตรี” ที่ค่อนข้างคับแคบ เธอเชื่อว่าไม่มีใครที่แสดงความเป็นสตรีได้เท่าเธออีกในจักรวาลนี้ ผู้หญิงของวิกตอเรียจะต้องอยู่กับบ้าน ความคิดนี้สวนทางกับการเรียกร้องสิทธิสตรีของผู้หญิงชนชั้นกลางที่มีความรู้ ทั้งสิทธิทางการเมือง การได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและได้รับการศึกษาแบบเดียวกับผู้ชาย สำหรับหลุยส์ การปลดปล่อยสตรีถือเป็นภารกิจหลักของเธอ และหลุยส์สามารถทำได้เมื่อเธอได้พบกับเอลิซาเบ็ท การ์เร็ต สตรีคนแรกของอังกฤษที่สอบผ่านได้เป็นศัลยแพทย์ และเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเรื่องสิทธิสตรี เมื่อทั้งสองได้พบกัน หลุยส์รู้สึกว่าเธอต้องการรู้ประวัติความเป็นมาของการ์เร็ตในทุกๆ ด้าน ทั้งภูมิหลัง และแรงดลใจในการเป็นศัลยแพทย์ หลังการพบปะกันทุกครั้ง หลุยส์ขอร้องการ์เร็ตว่า อย่านำเรื่องที่พบกันไปบอกวิกตอเรีย แต่ในที่สุดวิกตอเรียก็รู้เรื่องนี้และโกรธมาก เป็นเรื่องน่าสนใจที่ค้นพบว่า สำหรับคนที่ต้องสยบยอมต่อมารดาเสมอมา กลับสามารถก้าวมาถึงจุดที่เข้มแข็งพอที่จะมีความคิดเป็นของตัวเอง และความคิดเหล่านี้ส่วนใหญ่สวนทางกับสิ่งที่แม่คิดไว้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าทึ่งอย่างมาก หลุยส์ดีใจที่ได้พบกับการ์เร็ตซึ่งต่อมากลายเป็นบุคคลผู้พลิกประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของสตรีของอังกฤษ ใน ค.ศ. 1866 การ์เร็ตและสตรีแนวหน้าอีกหลายคนได้ร่วมลงนามในคำร้องขอสิทธิการเลือกตั้งของสตรี หลุยส์สนับสนุนคำร้องนี้แต่ไม่ได้ร่วมลงนามด้วย ในฐานะสมาชิกราชวงศ์ หลุยส์ไม่สามารถแสดงบทบาททางการเมืองได้เมื่อวิกตอเรียชราภาพลง ลูกสาวก็เริ่มแสดงความกล้ามากขึ้นตามลำดับ แต่ยังคงต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อหลีกเลี่ยงโทสะของวิกตอเรีย แม้ว่าวิกตอเรียจะมีระบบสอดส่องลูกสาวทุกคนที่เข้มงวด แต่พวกเธอก็สามารถเล็ดลอดสายตาของแม่และเข้ามีส่วนร่วมในกิจกรรมหลากหลายที่วิกตอเรียอาจไม่เห็นชอบด้วย กระนั้นพวกเธอก็ยังคงทำต่อไป แม้วิกตอเรียจะสนับสนุนแนวคิดเรื่องประชาสงเคราะห์ แต่ลูกๆ ของเธอได้พัฒนาแนวคิดนี้ไปไกลอีกหนึ่งขั้น หลายปีต่อมา หลุยส์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังงานด้านสาธารณสุข เธอออกตรวจเยี่ยมเหล่าทหารและให้กำลังใจคณะพยาบาลให้ทำงานอย่างเต็มที่ หลุยส์อุทิศชีวิตเพื่อเสริมสร้างบทบาทใหม่ของสตรีในยุคที่ผู้หญิงถูกคาดหวังให้อยู่แต่ในบ้าน เธอสนับสนุนการศึกษาของสตรี ส่งเสริมให้สตรีมีงานทำนอกบ้าน เธออุทิศตัวอย่างมากให้กับงานที่เธอรักร่วมมือกับพี่สาวน้องสาวของเธอ ทั้งยังเป็นงานที่แม่ของเธอไม่เคยเห็นความสำคัญมาก่อนพี่น้องคนอื่นๆ ก็เริ่มหันมาให้ความสนใจเรื่องสถานะของสตรีเช่นกัน เฮเลน่ากลายมาเป็นผู้ก่อตั้งสภากาชาดอังกฤษ ช่วยให้ผู้หญิงได้เข้ามาทำงานด้านการรักษาพยาบาล ในประเทศเยอรมนี วิกกี้และอลิซจัดตั้งองค์กรของสตรีที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบเป็นเอกเทศ และเมื่อศตวรรษที่ 20 กำลังจะมาถึง สตรีได้กลายเป็นกลุ่มแรงงานสำคัญของอังกฤษ ด้วยความมุ่งมั่นเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ลูกสาวทุกคนสามารถหลบหนีออกจากความเข้มงวดของแม่เพื่อค้นหาบทบาทที่มีคุณค่าต่อตนเองในฐานะเจ้าหญิงเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างคำจำกัดความใหม่เกี่ยวกับบทบาทของสตรีโดยรวมอีกด้วย ลูกสาวของวิกตอเรียมีส่วนสำคัญในการเปิดประตูแห่งความเป็นไปได้ให้กับสตรีชนชั้นกลางและชนชั้นใช้แรงงานชาวอังกฤษ เพื่อมุ่งสู่ศตวรรษที่ 20 งานสำคัญๆ เช่น พยาบาล งานด้านสวัสดิการสังคม งานรัฐบาลท้องถิ่น งานสอนหนังสือ กลายเป็นงานที่สร้างอาชีพให้กับสตรีจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่า ลูกสาวของวิกตอเรียต่างมีจิตใจของการเป็นนักปฏิวัติ แต่ขณะเดียวกันพวกเธอก็ตระหนักดีถึงความสำคัญของการปกป้องภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์หลังจากวิกตอเรียเสียชีวิต เบียทริซได้รวบรวมจดหมายและงานเขียนของวิกตอเรียขึ้นเป็นเล่ม แม้ว่าก่อนหน้านี้วิกตอเรียจะพยายามเผาเอกสารเหล่านี้ก็ตาม เบียทริซต้องการให้ชนรุ่นหลังได้เห็นถึงแง่มุมด้านบวกของวิกตอเรีย แต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่สามารถบดบังข้อเท็จจริงที่ว่า แม่ของเธอเป็นคนหัวแข็ง อารมณ์ฉุนเฉียวและเจ้ากี้เจ้าการ ซึ่งลักษณะเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกถ่ายทอดไปยังลูกๆ ของเธอ วิกตอเรียอาจมองว่า ลูกชอบทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อเธออยู่เสมอ แต่เมื่อเรามองถึงผลผลิตที่เกิดขึ้นกับบุตรสาวผู้เข้มแข็ง มีความคิดก้าวหน้าและมีความปรารถนาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ก็จะพบว่าพวกเธอเป็นมรดกตกทอดจากวิกตอเรีย สตรีผู้มีปณิธานแน่วแน่ เป็นผู้ที่ปกครองจักรวรรดิอังกฤษ วิกตอเรียต้องการให้ลูกๆ มีความเข้มแข็งเหมือนเธอ เพียงแต่ไม่ชอบใจที่ลูกๆ ใช้ความเข้มแข็งนี้เพื่อต่อสู้กับเธอ***ในรูปคือหนังสือ The Origin of Species โดย Charles Darwin

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น