หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 13

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ขณะเดียวกัน เจ้าหญิงหลุยส์ก็ยังก่อปัญหาให้วิกตอเรียอยู่เสมอ หลุยส์ประสบความสำเร็จในการเป็นนักปั้น และยังเป็นโสด หลุยส์มีความงามเป็นเครื่องมือ ตาของเธอเป็นประกายสีฟ้า ผมยาวหยักศก และมักผูกด้วยริบบิ้นสีน้ำเงิน หลุยส์มีทรวดทรงงดงามที่สุดในบรรดาลูกสาวของวิกตอเรีย และยังมีบุคลิกภาพที่น่าชื่นชมด้วย ใครๆ ก็อยากใกล้ชิดหลุยส์ นั่งใกล้เธอ ศิลปินคนหนึ่งพูดถึงหลุยส์ว่า “หากฉันเป็นผู้ชาย ฉันจะไม่ยอมแพ้จนกว่าเธอจะแต่งงานกับฉัน” แต่สำหรับวิกตอเรีย การมีลูกสาวหน้าตางดงามถือเป็นปัญหา ใน ค.ศ.1869 เมื่อหลุยส์มีอายุเพียง 21 ปี นักปั้นรูปผู้ชื่อเสียงอย่างมาก นามว่า เซอร์เอ็ดการ์ โบห์ม ได้รับเชิญให้ไปพักที่วังบาลมอราล และได้มีโอกาสสอนการปั้นให้กับหลุยส์ โบห์มเองก็จัดว่าเป็นชายรูปงาม ดังนั้นเมื่อได้พบกัน ทั้งคู่จึงสานต่อความสัมพันธ์แบบพิเศษขึ้น วิกตอเรียสั่งการให้คนรับใช้ของเธอที่มีชื่อว่า จอห์น บราวน์ เฝ้าจับตามอง แต่หลุยส์เห็นว่าการกระทำของแม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเธออย่างรุนแรง ลูกๆ เชื่อว่าบราวน์เป็นสายลับให้วิกตอเรีย และในความเป็นจริง บราวน์ได้รายงานเรื่องการ “เกี้ยวพา” ระหว่างโบห์มและหลุยส์ จนทำให้วิกตอเรียต้องเข้ามาขัดจังหวะในโอกาสที่คนทั้งสองอยู่ชิดใกล้กันตามลำพัง ด้วยความโกรธ หลุยส์เผชิญหน้ากับบราวน์ กระชากไหล่ของเขาแล้วบอกให้เลิกสอดแนมเธอ หลังจากเหตุการณ์เผชิญหน้ากันครั้งนี้ ทางออกเดียวก็คือวังจะต้องรีบหาสามีให้หลุยส์ แม้ว่าหลุยส์จะไม่ยอมให้มีการจัดการแต่งงานแบบคลุมถุงชนกับราชนิกุลเยอะมัน แต่วิกตอเรียก็มีแผนการชัดเจนโดยกำหนดว่า สามีของลูกสาวจำเป็นต้องมีเชื้อเจ้าและมาจากตระกูลที่เหมาะสม วิกตอเรียกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นราวกับต้องการออกแบบเชื้อสายตระกูลให้เป็นไปดังประสงค์ ครั้งหนึ่งวิกตอเรียบอกว่า เธอต้องการลูกเขยที่มีผมสีดำ เพื่อหลานของเธอจะมีสายเลือดที่ผสมกับยีนส์สีเข้ม เธอพูดถึงเรื่องการหาคู่ให้ลูกสาวเยี่ยงการสืบพันธุ์ของม้าหรือสุนัข เพื่อเฟ้นหาคู่ครองผู้คู่ควรมาเป็นสามีของหลุยส์ ทั้งครอบครัวจึงต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ด้วยโดยต่างเสนอและสนับสนุนตัวเลือกของตน แน่นอนว่าหลุยส์ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอเหล่านั้น หลุยส์เป็นผู้หญิงสมัยใหม่ที่ต้องการหาคู่ด้วยตนเอง และไม่ต้องการสมรสกับเจ้าชายต่างถิ่นซึ่งคนอื่นเลือกให้ ที่แน่ๆ เธอไม่สนใจเจ้าชายจากปรัสเซีย มีคำบอกเล่าว่า หลุยส์บอกว่า “ผู้ชายปรัสเซียมีกลิ่นตัวและขาดอารมณ์ขัน”ขณะเดียวกัน วิกตอเรียก็ยอมรับว่า ตัวเลือกที่เป็นราชนิกุลจากยุโรปเริ่มลดน้อยลง เวลาได้เปลี่ยนไปมาก พันธมิตรต่างชาติกลายเป็นต้นตอของปัญหาและความกังวลทางการเมือง และเมื่อยุโรปต้องเผชิญกับสงคราม วิกตอเรียถูกบังคับให้ยกเลิกแผนการจับลูกสาวแต่งงานกับราชนิกุลของยุโรป และหันมามองชายหนุ่มในอังกฤษแทน โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง นี่อาจเป็นครั้งเดียวที่ทั้งวิกตอเรียและหลุยส์เห็นพ้องกัน ในที่สุด หลุยส์รับข้อเสนอแต่งงานจากจอห์น มาร์ควิสแห่งลอร์น ทายาทของดยุคแห่งอาร์ไกลล์ จอห์นมีภาพลักษณ์แบบโรแมนติก มีผมอ่อน ตาสีฟ้าจัด มีการศึกษาและได้รับการขัดเกลามาอย่างดี นอกจากนี้ยังมีความสนใจในการเมือง เคยเดินทางไปเยือนอเมริกา เขียนบทความและบทกวี และในที่สุด ใน ค.ศ.1871 ทั้งคู่ก็ได้สมรสกัน นับเป็นครั้งแรกในรอบศตวรรษที่เจ้าหญิงอังกฤษได้รับอนุญาตให้แต่งงานกับสามัญชน ชาวอังกฤษตื่นเต้นและยินดีกับข่าวนี้ เพราะเบื่อหน่ายที่เจ้าชายและเจ้าหญิงอังกฤษต้องสมรสกับราชนิกุลต่างชาติ ดังนั้น ข่าวการแต่งงานจึงนับเป็นงานประชาสัมพันธ์ชิ้นเยี่ยมที่หลุยส์ได้ทำให้กับราชวงศ์อังกฤษแต่ต่อมา การใช้ชีวิตคู่กลับไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนคาดหวัง มีข่าวลือว่าจอห์นอาจเป็นเกย์ และมีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งที่สามีภรรยาย้ายเข้าไปอยู่ในวังเคนซิงตัน หลุยส์ได้สั่งให้สร้างรั้วอิฐปิดหน้าต่างวังเพื่อกันมิให้สามีหนีออกไปในเวลากลางคืนเพื่อ “เล่นสนุก” กับเหล่าทหารองครักษ์ในสวนเคนซิงตัน เมื่อวิกตอเรียทราบเรื่อง เธอได้แสดงความเห็นอกเห็นใจหลุยส์ ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกที่วิกตอเรียจะแสดงความรู้สึกเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม แม่ย่อมเข้าใจในความทุกข์โศกของลูกและยินดีที่จะยืนอยู่ข้างหลุยส์ซึ่งปกติไม่เคยทำเช่นนั้น แต่เรื่องอื้อฉาวก็ไม่จบลงง่ายๆ เมื่อหลุยส์ต้องอยู่กินกับสามีเกย์ จึงได้หันไปรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับอดีตครูสอนปั้นรูป เซอร์โบห์ม และในวันหนึ่ง เมื่อหลุยส์ไปพบโบห์มที่สตูดิโอ ประจวบเหมาะกับที่โบห์มเกิดอาหารหัวใจวายและเสียชีวิต ข่าวลือก็คือ โบห์มตายในอ้อมแขนของหลุยส์ ประหนึ่งเสียชีวิตในระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ หลุยส์อ้างว่า เธอมีหญิงติดตามไปด้วย โบห์มต้องการนำรูปปั้นหนึ่งมาให้เธอดู แต่รูปปั้นมีน้ำหนักมากทำให้โบห์มล้มลงและเสียชีวิตวิกตอเรียเกรงว่าชื่อเสียงของราชวงศ์จะมัวหมองหลังจากข่าวลือแพร่ออกไป เธอออกมาให้การสนับสนุนครอบครัวต่อสาธารณะ แต่หลังฉาก วิกตอเรียก็ยังไม่รามือจากการสงครามที่ไม่รู้จักจบสิ้นเพื่อจะมีอำนาจเหนือลูกๆ ใน ค.ศ.1972 เบียทริซเป็นบุตรสาวคนเดียวที่ยังไม่แต่งงาน และวิกตอเรียต้องการให้เบียทริซอยู่ในสถานะนี้ต่อไปเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเธอ อันเป็นสิ่งที่เบียทริซทำตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย วิกตอเรียเรียกเบียทริซว่า “เบบี้” สะท้อนถึงการมองลูกสาวคนเล็กว่าเป็นเด็กทารกตลอดไป เบียทริซกลายมาเป็นบุคคลที่ยืนอยู่ตรงกลางชีวิตอันเต็มไปด้วยอารมณ์แปรปรวนของวิกตอเรีย และผลที่ได้รับก็คือ เบียทริซถูกปฏิบัติเยี่ยงเด็กตลอดชีวิตของเธอ ซึ่งนับเป็นโศกนาฏกรรมอย่างแท้จริง เบียทริซถูกบังคับให้เข้านอนแต่หัววัน ไม่ได้รับโอกาสให้โตเป็นผู้ใหญ่ เบียทริซเกรงกลัววิกตอเรียมากจนถึงขนาดที่ไม่กล้าแม้จะปริปากพูดในระหว่างรับประทานอาหาร เพราะ “ปากมีไว้สำหรับใส่อาหารลงท้องเท่านั้น” หากเธอต้องการพูดสิ่งใด วิกตอเรียก็มักจะขัดจังหวะไปเสียทุกที แต่แล้ววิกตอเรียก็ไม่สามารถเก็บลูกไว้ให้เป็นเด็กตลอดไปได้****ในรูปคือ วิกตอเรียกับเบียทริซ

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น