หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 11

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์วิกตอเรียยังเป็นคนขึ้อิจฉา ต้องการได้ความรักทั้งหมดจากลูก และไม่ชอบให้ลูกๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนนอกวงศ์ตระกูล วิกตอเรียกล่าวว่า “ห้ามมีมิตรภาพ ห้ามผูกมิตรกับใคร ความใกล้ชิดเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก และมักนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิด” วิกตอเรียไม่เพียงห้ามหลุยส์มิให้มีเพื่อน แต่ยังห้ามกิจกรรมบันเทิงทั้งหลายทั้งปวง เมื่อหลุยส์อายุ 17 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรได้เข้าร่วมงานเต้นรำเช่นเดียวกับเด็กสาวคนอื่นๆ แต่วิกตอเรียกลับสั่งห้ามมิให้หลุยส์ร่วมงานใดๆ และวังบักกิ้งแฮมก็ไม่เคยจัดงานบอลรูมแม้แต่ในช่วงที่อัลเบิร์ตยังมีชีวิตอยู่ ความพยายามในการจำกัดชีวิตทางสังคมของลูกสาวอาจมีที่มาจากอดีตในวัยเยาว์ของวิกตอเรียที่ต้องเผชิญกับความเดียวดาย จึงดิ้นรนไขว่คว้าหาความรักและความสนใจ แต่เมื่อวิกตอเรียกลายมาเป็นแม่ กลับเป็นการยากที่จะแสดงความรักที่มีต่อลูกแม้แต่ในช่วงที่ลูกๆ ยังเล็กอยู่มาก ในความเป็นจริงวิกตอเรียมีความรู้สึกแบบ “กลืนไม่เข้าคลายไม่ออก” และความรู้สึกเช่นนี้บั่นทอนจิตใจและความเชื่อมั่นของลูกๆ เป็นอย่างมากวิกตอเรียมักตัดสินลูกจากรูปร่างหน้าตา ชื่นชมความงาม และเกลียดความอัปลักษณ์ เช่นที่วิกตอเรียพูดว่า “เธอผิดนะที่คิดว่าฉันไม่รักเด็ก จริงๆ ฉันรักเด็ก แต่ต้องเป็นเด็กที่น่าตาดีเท่านั้น” ในกรณีนี้ วิกตอเรียอาจหมายถึงเฮเลน่าซึ่งมักถูกวิจารณ์ว่า “สวยน้อยที่สุด” ในบรรดาเจ้าหญิงทั้งหมด 5 คน “น่าสงสารเฮเลน่า รูปร่างเธอใหญ่และยาว ซึ่งทำให้เธออัปลักษณ์” อาจเป็นความจริงที่ว่า เฮเลน่าะดู “เรียบ” ที่สุด แต่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวของเธอ เป็นเรื่องปกติสำหรับครอบครัววินเซอร์ที่สมาชิกครอบครัวจะมีน้ำหนักเกินตัว แม้แต่วิกตอเรียเองยังหนักถึง 76.2 กิโลกรัมทั้งที่สูงเพียง 4.11 ฟุตเท่านั้น แต่สำหรับเฮเลน่า เธอมักถูกแม่ตำหนิว่าไม่รู้จักรักษาทรวดทรง ในทางตรงข้าม ลูกสาวคนที่สวยที่สุดก็คือหลุยส์ ความสวยทำให้หลุยส์มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงและสามารถที่จะต่อกรกับวิกตอเรียได้ปฏิวัติราชินีเมื่อถูกบีบคั้นให้อยู่แต่ในกรอบ วิธีเดียวที่จะออกจากกรอบนั้นได้คือการ “ปฏิวัติ” เจ้าหญิงหลุยส์หันไปสนใจศึกษาด้านศิลปกรรม โดยเฉพาะการปั้นรูป และในที่สุดก็ได้มีสตูดิโอเป็นของตนเองซึ่งกลายมาเป็นวิธีหลบหนีจากแม่ วิกตอเรียพยายามบังคับให้เธอยุติงานปั้น โดยมีความเห็นว่า งานศิลปะไม่ใช่เรื่องของสุภาพสตรี เป็นสิ่งที่ “ไม่คู่ควรกับผู้หญิง” โดยเฉพาะ “เจ้าหญิง” แต่วิกตอเรียก็ไม่สามารถหยุดยั้งหลุยส์ได้ เมื่อหลุยส์ตั้งใจจะทำอะไรแล้วไม่มีใครหยุดเธอได้ ตัวอย่างของความเป็นตัวของตัวเองของหลุยส์ก็คือ เธอต้องการเป็นนักปั้น ส่วนหนึ่งเพราะต้องการท้าทายวิกตอเรีย และในที่สุดวิกตอเรียก็ต้องยอมอ่อนข้อ อนุญาตให้หลุยส์เป็นเจ้าหญิงคนแรกที่ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนนอกรั้ววังบักกิ้งแฮม ใน ค.ศ.1868 หลุยส์ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนฝึกหัดศิลปะแห่งชาติ ร่วมรุ่นกับสตรีหัวก้าวหน้าที่หันมาเรียนวิชาปั้นรูปกระนั้นวิกตอเรียยังคงหวาดกลัวอยู่เสมอกับสิ่งที่หลุยส์จะต้องพบเจอในการเรียนศิลปะ สิ่งที่น่าหวาดหลัวที่สุดคือวิชาการปั้นรูปจากแบบ (เปลือย) ที่มีชีวิต วิกตอเรียรำพึงว่า “จะเป็นการดีกว่าที่หลุยส์จะเลือกการวาดภาพ เช่น วาดภาพสุนัข วาดภาพนางสนม วาดอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับสรีระมนุษย์” วิกตอเรียมองว่ากิจกรรมเหล่านี้ไม่แสดงถึงความเป็นกุลสตรี แม้จะอนุญาตให้หลุยส์ไปโรงเรียนแต่ก็จำกัดวัน โดยบังคับให้เธอต้องใช้เวลาอยู่ที่บ้านส่วนหนึ่งเพื่อช่วยงานตอบจดหมายของวิกตอเรีย นักศึกษาคนอื่นๆ รู้สึกประหลาดใจว่า หลุยส์ยังสามารถมาโรงเรียนและช่วยงานราชินีไปพร้อมๆ กัน หรือในบางครั้งอาจจำเป็นต้อง “โดดเรียน” เพื่ออยู่ทำงานให้แม่ ต่างไปจากภาพลักษณ์ที่คนทั่วไปมักมีต่อราชวงศ์ว่า เป็นกลุ่มคนที่ใช้ชีวิตอย่างสบาย ความจริงแล้ว หลุยส์ทำงานหนักกว่าทั้งผู้ชายและผู้หญิงในรุ่นเดียวกัน แต่ในที่สุดรางวัลที่หลุยส์ได้รับก็คุ้มค่า หลุยส์กลายเป็นนักปั้นหญิงคนแรกของอังกฤษที่ปั้นรูปบุคคลสำคัญซึ่งตั้งอยู่ในที่สาธารณะ รูปปั้นนั้นก็คือรูปปั้นของราชินีวิกตอเรียซึ่งยังตั้งเด่นเป็นสง่าที่ด้านนอกของพระราชวังเคนซิงตั้น ณ กรุงลอนดอนหลุยส์ประสบความสำเร็จในการทลายกำแพงที่สร้างขึ้นโดยวิกตอเรีย แต่วิกกี้ต้องเผชิญกับอุปสรรคที่หนักหนากว่า เธอถูกอัลเบิร์ต “ปั้น” เพราะเห็นว่าเฉลียวฉลาดกว่าลูกคนอื่นๆ วิกกี้ถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยนตัวเองเมื่อต้องย้ายตามสามีไปอยู่ที่ปรัสเซีย ปัญหาคือวิกกี้ไม่ได้มีอิทธิพลเท่าที่ตัวเองได้คาดหวังไว้ เมื่อไม่มีบทบาทที่จะเล่นมากนัก เธอจึงสถาปนาตัวเองเป็น “แม่สื่อ” หาคู่ให้กับน้องสาว ส่วนหนึ่งเพื่อให้ตัวเองมีอะไรทำ อีกส่วนก็เพื่อสร้าง “อิทธิพล” ขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เธอขาดอิทธิพลใดๆ งานแรกคือการจับคู่ให้เฮเลน่าซึ่งมีอายุเพียง 19 ปี แม้จะไม่มีรูปลักษณ์ที่งดงาม แต่เฮเลน่าก็พร้อมที่จะออกเรือน และที่น่าแปลกใจที่สุดคือวิกตอเรียก็เห็นชอบด้วย คู่ของเฮเลน่าเป็นเพื่อนชาวเยอรมัน ของวิกกี้ นามว่า “คริสเตียน” และมีอายุมากกว่าเฮเลน่าถึง 15 ปี คริสเตียนมีรูปร่างปานกลาง สูงพอควร ศีรษะล้าน ไม่นานจากนั้นหลังได้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้น เมื่อใน ค.ศ.1891 เจ้าชายอาเธอร์ (พี่ชายของเฮเลน่า) ทำปืนลั่น กระสุนยิงถูกตาของคริสเตียน แต่คริสเตียนไม่ได้แสดงความโกรธแต่อย่างใด แม้ว่าคริสเตียนจะไม่ได้มาจากครอบครัวที่มั่งมี แต่วิกตอเรียก็เอ็นดูคริสเตียนอยู่มาก การที่วิกตอเรียยินดีกับการแต่งงานนี้ก็เพราะรู้ถึงสภาพทางเศรษฐกิจของคริสเตียน หมายความว่า หลังการสมรส คริสเตียนจำเป็นต้องย้ายเข้ามาอยู่ร่วมชายคาเดียวกับวิกตอเรียเพื่อความอยู่รอด วิกตอเรียจะไม่อนุญาตให้ลูกสาวที่เหลือสมรสกับใครๆ ก็ได้ แล้วพาลูกสาวออกจากอกเธอไป ดังนั้นลูกเขยในอุดมคติจึงน่าจะมีคุณลักษณะที่ “ทึมๆ” “เชื่อง” “ไม่มีความเห็น” และไม่จำเป็นต้องมั่งมี แต่พร้อมย้ายเข้ามาอยู่กับครอบครัววินเซอร์ เพราะในที่สุดแม่ก็ไม่ต้องการสูญเสียลูกไป

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น