หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ** ตอนที่ 1

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์เมื่อได้ทราบข่าวว่าทางสถานีโทรทัศน์บีบีซีได้จัดทำสารคดีเรื่อง “วิกตอเรียกับลูก” ผมก็ตั้งตารอ และเมื่อได้ชมสารคดีชุดนี้ที่มีทั้งหมด 3 ตอนแล้วก็ต้องนึกชื่นชมในความกล้าหาญของบีบีซีในการผลิตงานชิ้นสำคัญอย่างยิ่ง โดยนำเสนอมุมมองใหม่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษในยุควิกตอเรียที่ยังมีอิทธิพลส่งต่อถึงสถานะของสถาบันกษัตริย์ในปัจจุบัน ความกล้าหาญอยู่ที่การนำเอาข้อมูลซึ่งมีความเป็น “ส่วนตัว” อย่างมากมาเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทั้งที่อาจส่งผลลบต่อกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษจำนวนมากมองว่าเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบหลายศตวรรษที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์บีบีซีได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสำนักพระราชวังอังกฤษและนักประวัติศาสตร์จำนวนมาก ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างวิกตอเรียและลูกของเธอ สารคดีวิพากษ์วิจารณ์อดีตกษัตริย์เช่นนี้สามารถทำได้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเช่นอังกฤษ ขณะเดียวกันชาวอังกฤษก็ใจกว้างพอที่จะเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ ซึ่งแม้อาจเป็นภัยต่อภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ แต่ก็เพื่อเข้าใจถึงพัฒนาการของสถาบันนี้ในยุคปัจจุบันวิกตอเรีย (ครองราชย์ 1837-1901) เป็นราชินีที่มีความเด็ดเดี่ยว และเป็นราชินีที่ครองราชย์ยาวนานที่สุดในโลก ขณะที่เธอครองราชย์ อังกฤษมีอาณานิคมเกือบ 1 ใน 4 ของโลก จากภายนอกเธอเป็นราชินีที่สมบูรณ์แบบ เธอนำจักรภพอังกฤษไปสู่ความมั่งคั่ง และที่สำคัญ เธอมีส่วนทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษอยู่รอดจากพัฒนาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในยุโรป สถาบันกษัตริย์ในประเทศอื่นๆ ต้องล่มสลาย แต่วิกตอเรียยังคงกุมบังเหียนอำนาจ อย่างไรก็ดี ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดเพียงข้ามคืน ทว่าต้องผ่านการวางยุทธศาสตร์ที่แยบยล นอกเหนือจากการร่วมมือกับรัฐบาลแล้ว วิกตอเรียยังใช้ครอบครัวของเธอเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้แก่สถาบันกษัตริย์ และแผนการณ์นี้ได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากสามีของวิกตอเรีย — เจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งเยอรมนี ผู้แบ่งปันความคิดและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการสร้างความเข้มแข็งแก่สถาบันกษัตริย์ด้วยการสร้างครอบครัวตัวอย่างที่ “เพอร์เฟ็ก” เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับชนชั้นกลางของอังกฤษที่กำลังขยายตัวแต่การเปลี่ยนนิยายให้เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ภารกิจง่ายดาย การสร้างภาพความสมบูรณ์แบบให้แก่ครอบครัววิกตอเรียบนความไม่สมบูรณ์แบบของสมาชิกในครอบครัว นำมาซึ่งเรื่องราวโศกนาฏกรรม ความร้าวฉาน ความอิจฉาริษยา ความเกลียดชัง การล้างแค้น และการสูญเสีย ยิ่งต้องการสร้างภาพของสถาบันกษัตริย์ที่สมบูรณ์แบบเท่าใด ความอัปลักษณ์ที่ซ่อนตัวอยู่ก็ถูกเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น วิกตอเรียใช้ทั้งความเป็นแม่และราชินีเพื่อปั้นลูกแต่ละคนให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ในกระบวนการนี้ วิกตอเรียทรมาน ทุบตี กีดกัน กักขัง ดูถูกและรังเกียจลูก เพื่อให้ลูกรู้สึกว่าการปรับปรุงตัวหรือการทำตามครรลองที่วิกตอเรียวางไว้เป็นเรื่องจำเป็น ทั้งต่อตัวเองและต่อราชวงศ์ ผลที่เกิดขึ้นคือการต่อต้านและการปฏิวัติจากลูกต่อแม่สารคดีเรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงหลายประการ ประการแรก สถาบันกษัตริย์จะอยู่รอดได้ต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะปรับไปในทิศทางอย่างไร จักต้องวางประชาชนไว้เป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งทั้งวิกตอเรียและเบอร์ตี้ (ผู้เป็นกษัตริย์สืบต่อจากวิกตอเรีย) ต่างตระหนักถึงในจุดนี้ และพยายามค้นหาความชอบธรรมให้กับสถาบันโดยการสร้างความพึงพอใจให้เกิดกับประชาชน ประการที่สอง ความสมบูรณ์แบบเป็นสิ่งล้ำค่าที่ยากจะได้มา ในที่สุดสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า แม้จะพยายามสร้างภาพของความสมบูรณ์แบบนี้เท่าใด แต่ก็ไม่อาจหลีกหนีข้อเท็จจริงที่ว่า กษัตริย์ก็คือมนุษย์ที่มีความโลภ โกรธ หลง ตัณหาและราคะ คำถามอยู่ที่ว่า กษัตริย์พร้อมที่จะรับข้อเท็จจริงนี้เพียงใด จะวิ่งหนีจากมันและลอยตัวอยู่ในโลกแห่งมายา หรือยอมรับมันและค้นหาแนวทางที่จะอยู่ร่วมในสังคมกับประชาชน รวมถึงพร้อมจะยอมรับต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันกษัตริย์อังกฤษที่อยู่รอดมาได้ก็เพราะเลือกที่จะเดินในแนวทางอย่างหลังประการสุดท้ายและโดยปราศจากนัยทางการเมือง ภาพความเป็นจริงที่เลวร้ายของปัจเจกบุคคลไม่อาจเป็นปัจจัยกำหนดความล้มเหลวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต การที่เจ้าชายเบอร์ตี้ผู้เป็นหนุ่มเจ้าสำราญและไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างจริงจัง ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ของอังกฤษแทนวิกตอเรียและกลายเป็นกษัตริย์ที่ชาวอังกฤษเคารพรักอย่างมาก น่าจะเป็นเครื่องสะท้อนว่า “โอกาส” ต่างหากที่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิสูจน์คน มากกว่าเรื่องอื้อฉาวที่ผ่านมา สังคมที่ตั้งมาตรฐานของความสมบูรณ์แบบมักผิดหวังกับผู้นำที่ประพฤติตัวห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบ ทั้งที่ความจริงแล้ว สังคมนั้นไม่เคยมีความสมบูรณ์แบบในตัวเองด้วยซ้ำ**เรียบเรียงจากสารคดีเรื่อง “Queen Victoria’s Children” จัดทำและแพร่ภาพโดยสำนักข่าวบีบีซี ทางช่อง BBC Two ออกอากาศวันที่ 1-3 มกราคม 2556

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 8

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

บุตรสาวคนแรกออกเรือนไปตามแผนที่วางไว้ แต่ปัญหาที่ค้างคาในครอบครัวยังคงมีอยู่ อัลเบิร์ตยังต้องทำงานหนักตลอดเวลา และนี่อาจเป็นสาเหตุที่คร่าชีวิตเขาไปในเวลาต่อมา สุขภาพของอัลเบิร์ตเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ เขาป่วยเป็นโรคปวดเส้นประสาท ปวดฟัน นอนไม่หลับ และเป็นไข้อยู่เนืองๆ แต่วิกตอเรียกลับไม่แสดงความห่วงหาอาทร “ฉันคลอดลูกมาแล้ว 9 คนนะ” วิกตอเรียกล่าวกับอัลเบิร์ต และรู้สึกระอาที่สามีเป็นคนอ่อนแอ ไม่สามารถอดทนต่อความเจ็บปวดได้ เธอด่วนสรุปว่า อาการของอัลเบิร์ตไม่ร้ายแรง เป็นแค่ไข้หวัดใหญ่ธรรมดา แต่ทำไมต้องทำเหมือนว่าป่วยเป็นโรคร้าย นอกจากนี้เธอยังตั้งคำถามว่า นี่เป็นความเห็นแก่ตัวของผู้ชายหรือไม่ ทั้งที่ผู้หญิงต้องให้กำเนิดบุตร ดังนั้นวิกตอเรียจึงไม่เห็นว่าอาการของอัลเบิร์ตมีความรุนแรงแต่อย่างใด วิกตอเรียเป็นราชินีที่มีความเห็นแก่ตัวสูง เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง เธอต้องการให้อัลเบิร์ตเป็นเสมือนก้อนหินที่แข็งแกร่ง คอยหนุนและให้ความช่วยเหลือเธอ เมื่ออัลเบิร์ตป่วย วิกตอเรียไม่สามารถพึ่งพาสามีได้ เธอจึงเกิดความรู้สึกหวาดกลัวขึ้นตามมา โดยเฉพาะหากต้องสูญเสียเขาไปก็จะเป็นสิ่งทำร้ายจิตใจของเธออย่างที่สุด แล้ววิกตอเรียจะอยู่อย่างไร เมื่อครั้งที่วิกตอเรียต้องสูญเสียมารดาไปใน ค.ศ.1861 นั้น แม้ว่าทั้งคู่จะไม่สนิทสนมกัน แต่ก็นำมาซึ่งความเศร้าสลดใจอย่างใหญ่หลวงต่อวิกตอเรีย ทันใดนั้นความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตในวัยเด็กของเธอก็หวนคืนกลับมา สิ่งนี้ยิ่งทำให้วิกตอเรียเศร้าใจมากขึ้น “ฉันไม่ต้องการรู้สึกดีขึ้น ฉันอยากไว้อาลัยให้กับแม่ ฉันยังไม่อยากฟื้นคืนจากความโศกเศร้านี้”

ท่ามกลางความเศร้าเสียใจนี้ วิกตอเรียกลับแสร้งว่าอาการป่วยของอัลเบิร์ตไม่หนักหนา และได้เขียนจดหมายถึงวิกกี้ บ่นว่า “พ่อของเธอไม่ยอมปล่อยให้อาการป่วยดีขึ้น มักชอบทำอากัปกิริยาแบบผู้ป่วย และประชาชนก็เชื่อว่าพ่อของเธอป่วยหนักจริง” แม้ว่าจะไม่ได้รับความเห็นใจจากวิกตอเรีย แต่อัลเบิร์ตก็ยังคงมุ่งหน้าทำความฝันเรื่องการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นให้เป็นจริง เขาจัดเตรียมงานสมรสอีกงานหนึ่งระหว่างเบอร์ตี้กับเจ้าหญิงอเล็กซานดราแห่งเดนมาร์ก และในกระบวนการนี้ การสร้างภาพลักษณ์ที่เหมาะสมต่อสาธารณชนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการชี้ว่าการสมรสเป็นเรื่องของความรัก ไม่ใช่เหตุผลทางการเมือง แต่แล้วในฤดูร้อน ค.ศ.1861 ระหว่างที่เบอร์ตี้ปฏิบัติภารกิจในกองทัพที่เมืองดับลิน เพื่อนร่วมรุ่นได้จัดหาผู้หญิงคนหนึ่งชื่อว่า เนลลี่ คลิฟตัน มาปรนเปรอเบอร์ตี้ ทั้งคู่มีเพศสัมพันธ์กันถึงสามครั้ง เบอร์ตี้สูญเสียพรหมจรรย์ให้กับเนลลี่ ในที่สุดอัลเบิร์ตก็ได้ยินข่าวนี้ เขาเขียนจดหมายด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยว ไม่เชื่อว่าลูกชายที่จะก้าวขึ้นเป็นกษัตริย์ของอังกฤษในอนาคตจะประพฤติตนต่ำช้าผิดศีลธรรมเยี่ยงนี้

อัลเบิร์ตกลัวว่า เนลลี่จะเอาเรื่องการมีเพศสัมพันธ์นี้ไปเผยแพร่ต่อสื่อ ฟ้องร้องต่อศาล หรือกระทั่งเกรงว่าเธออาจตั้งครรภ์ ซึ่งจะนำไปสู่การเรียกร้องทางด้านการเงินและเรื่องอื่นๆ ในความเป็นจริง อัลเบิร์ตอาจตระหนกตกใจจนเกินเหตุ พ่อและพี่ชายของเขาเองก็เคยมีพฤติกรรมเช่นนี้มาก่อน แต่อัลเบิร์ตก็ถือว่าเรี่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ หลังจากล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แทนที่จะปัดเข้าใต้พรม เขากลับกินไม่ได้นอนไม่หลับ ทำให้อาการป่วยทรุดลง การที่เบอร์ตี้ทำตัวเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อชีวิตครอบครัวของเขาเองในอนาคตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษด้วย อัลเบิร์ตบอกกับลูกชายว่า “เธอต้องไม่ทำตัวเช่นนี้อีก กล้าทำได้อย่างไร เพราะการกระทำของเธอจะส่งผลต่อประเทศชาติ และจุดยืนของอังกฤษในประชาคมโลก” อัลเบิร์ตรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่งในตัวเบอร์ตี้ ดังสะท้อนในจดหมายฉบับที่มีใจความว่า “สิ่งที่ลูกทำไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เป็นบาปที่อาจทำให้บัลลังค์สั่นคลอน” แผนการสร้างทายาทที่สมบูรณ์แบบ ความฝันถึงความเกรียงไกรของราชวงศ์อังกฤษตั้งอยู่บนความไม่แน่นอนในทันที

แต่ผู้เป็นแม่ออกมาปกป้องเบอร์ตี้ในระยะแรก มองว่าเนลลี่วางกับดักล่อลวงเบอร์ตี้ เพื่อค้นหาความจริง อัลเบิร์ตซึ่งกำลังป่วยเดินทางไปยังเคมบริดจ์เพื่อพบกับเบอร์ตี้ (เขาอยู่ระหว่างศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์) เพื่อให้ลูกชายรู้ว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นความผิดมหันต์ นำมาซึ่งความเสียหายต่อตัวเองและวงศ์ตระกูล ทางออกก็คือเบอร์ตี้ต้องรีบแต่งงาน ในระหว่างการพูดคุยกันอย่างยาวนานของพ่อกับลูก ฝนก็ตกลงมา จากนั้นอัลเบริต์เดินทางกลับลอนดอนในสภาพเปียกปอน ขณะที่เบอร์ตี้มั่นใจว่า ความผิดของตัวได้รับการอภัยแล้ว

ทว่าวันนั้น วันที่ฝนตกพรำในฤดูหนาว หลังจากเดินตามฝนกับลูกชายอยู่นาน อัลเบิร์ตก็มีอาการเจ็บที่ขาอย่างรุนแรง หลายสัปดาห์ต่อมา อาการของเขาก็ยิ่งทรุดลง อัลเบิร์ตเขียนจดหมายถึงวิกกี้ “พ่ออยู่ในสภาพสิ้นหวัง มีทั้งความกังวลใจและความเสียใจ และขอให้ลูกอย่าตั้งคำถามใดๆ กับพ่ออีก ความรู้สึกนี้กำลังบั่นทอนชีวิตพ่อ” เรื่องของเบอร์ตี้นำไปสู่ปัญหาสุขภาพของอัลเบิร์ต เป็นที่เชื่อกันว่า อัลเบิร์ตมีปัญหาเกี่ยวกับกรดในกระเพาะอาหารมาเป็นเวลานาน แต่ถูกวินิจฉัยอย่างผิดๆ ว่าเป็นโรคไข้ไทฟอยด์ ในที่สุดอัลเบิร์ตก็เสียชีวิตลง แต่ไม่ใช่ด้วยสาเหตุของไทฟอยด์ น่าจะมาจากการปะทุของโรคลำไส้อักเสบซึ่งเก็บซ่อนอาการมาหลายปี และการปะทุครั้งนี้เกิดขึ้นจากความเครียดอย่างหนัก ในปีที่อัลเบิร์ตเสียชีวิต (ค.ศ. 1861) เขาต้องเผชิญกับความเครียดในหลายรูปแบบ อาการไข้หวัดที่เกิดขึ้นเสมอเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา กลางเดือนธันวาคม อาการของอัลเบิร์ตทรุดหนัก เบอร์ตี้ได้รับคำสั่งให้กลับกรุงลอนดอนเพื่อมาพบหน้าพ่อที่ป่วย หลังจากได้พบกัน อัลเบิร์ตก็เสียชีวิตในวันถัดมาเมื่ออายุเพียง 42 ปี

สำหรับวิกตอเรีย การสูญเสียคู่ชีวิตที่เธอพึ่งพามาตลอดนับเป็นความสิ้นหวังอย่างที่สุด อัลเบิร์ตเป็นทั้งพ่อ ผู้ปกป้องคุ้มครอง ผู้นำทาง ที่ปรึกษาในทุกเรื่อง เป็นทั้งสามีและเปรียบเสมือนแม่ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครเปลี่ยนแปลงวิกตอเรียได้เท่ากับอิทธิพลที่อัลเบิร์ตมีต่อเธอ ความโศกเศร้านี้ครอบงำตระกูลวินเซอร์และอังกฤษเป็นเวลาหลายทศวรรษ เมื่อยังมีชีวิตอยู่ อัลเบิร์ตเป็นศูนย์กลางของครอบครัว เป็นผู้วางแนวทางการเลี้ยงดูลูก นอกจากนี้ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสร้างภาพลักษณ์ทันสมัยให้กับราชวงศ์อังกฤษ ความนิยมต่อสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษตกต่ำลงตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 แต่อัลเบิร์ตได้กลายเป็นผู้วางแนวคิดเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ที่ส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะวิธีที่ทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียประพฤติตัวต่อสาธารณชนโดยเน้นความเป็นคนธรรมดา การเป็นครอบครัวแบบชนชั้นกลาง

หลังจากการเสียชีวิตของอัลเบิร์ต แผนการสร้างเจ้าชายและเจ้าหญิงที่สมบูรณ์แบบยังคงต้องดำเนินต่อไป แต่ในกระบวนการนี้มีอุปสรรคคือ ทัศนคติของลูกๆ ที่มองว่า ตัวเองยังติดอยู่ท่ามกลางสงครามกับแม่ (รูปที่แนบมาคือศพของอัลเบิร์ต หลังจากนั้น วิกตอเรียใส่ชุดดำตลอดชีวิต)

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น