รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ฉาบด้วยความสมบูรณ์แบบเมื่ออัลเบิร์ตไปราชการต่างเมือง วิกตอเรียก็จะแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อลูกมากขึ้น การมีลูกจำนวนมากอาจเป็นเรื่องน่าปีติ ขณะเดียวกันก็เป็นความน่ารำคาญและยิ่งซ้ำเติมความเศร้าโศกของเธอ แต่ความขัดแย้งในครอบครัวนี้ถูกจำกัดขอบเขตไว้แต่เพียงภายในกำแพงพระราชวังเท่านั้น ต่อหน้าสาธารณชน ครอบครัวนี้ยังคงเป็นครอบครัวสมบูรณ์แบบ วิกตอเรียและอัลเบิรต์คือโฉมหน้าของผู้ปกครองที่มีจริยธรรมของอังกฤษยุคใหม่ และด้วยปัจจัยเสริมที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการถ่ายภาพในทศวรรษที่ 1850 ได้มีการถ่ายภาพครอบครัวครั้งแรกที่บ้านออสบอร์นใน ค.ศ.1857 เป็นภาพราชวงศ์อังกฤษอย่างเป็นทางการภาพแรก และภาพถ่ายเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ราชวงศ์ที่เน้นความเป็นครอบครัวตัวอย่างซึ่งประชาชนสามารถลอกเลียนแบบได้นับเป็นครั้งแรกที่สถาบันกษัตริย์มิได้ถูกมองในฐานะอำนาจนามธรรมที่ประชาชนไม่สามารถสัมผัสถึงได้อีกต่อไป ภาพถ่ายสร้างตัวตนที่เป็นนามธรรมมากขึ้น ราชินีของอังกฤษมีความเป็น “มนุษย์” มากขึ้น และสมาชิกในครอบครัวก็ถูกแต่งเติมให้มีภาพลักษณ์ของความเป็น “คนธรรมดาสามัญ” ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและเข้าใจ ยินดีเมื่อเขามีความสุข ร่วมเสียใจเมื่อเขามีความทุกข์ หรือแม้แต่ซุบซิบนินทาได้อย่างเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ราชวงศ์ใช้การเปิดตัวเองต่อสาธารณชนให้เป็นประโยชน์ทางการเมือง ใช้ความรักใคร่กลมเกลียวของคนในครอบครัวเป็นเครื่องมือ และผู้คนก็ซาบซึ้งไปกับภาพความใกล้ชิดสนิทสนมนี้ พวกเขาเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนสภาวะไร้ความเป็นส่วนตัวให้เป็นประโยชน์ และร่วมมือกับสื่อของอังกฤษในการกระจายภาพเหล่านี้ไปสู่ประชาชนทว่าเบื้องหลังภาพประชาสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นดังที่คาดหวัง ในที่สุดวิธีคิดเฉพาะตัวของวิกตอเรียและอัลเบิร์ตในการพยายาม “ปั้น” ลูกให้เป็นดังต้องการ กลับทำให้แผนสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบต้องสะดุดลงในบางครั้ง และในบรรดาลูกทั้งหมด มกุฎราชกุมารเบอร์ตี้กลับกลายเป็นปัญหาหลักของครอบครัว ตั้งแต่วัยเยาว์ เบอร์ตี้ปฏิเสธที่จะทำตามแผนที่พ่อวางไว้เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ต่างไปจากวิกกี้ เบอร์ตี้ไม่ขอบเรียนหนังสือ คาดเดากันว่าเบอร์ตี้อาจเป็นเด็กที่มีพัฒนาการทางสมองช้าผิดจากเด็กอื่นๆ เขาไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดได้ เฟรเดอริก กิปส์ อาจารย์สอนหนังสือกล่าวว่า “ผมกำลังสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้กับเจ้าชาย แต่แล้วจู่ๆ เขาก็โกรธ ขว้างดินสอใส่ผนัง เตะโต๊ะและเก้าอี้ เขาไม่สามารถบังคับตัวเองให้สนใจการเรียนได้เลย” ความพยายามยัดเยียดการศึกษาให้กับเบอร์ตี้นับเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่ง ตั้งแต่วัยเยาว์ ทุกครั้งที่เบอร์ตี้ไม่ได้ดั่งใจก็จะหวีดร้องโวยวาย โยนหนังสือลงพื้น ดึงทึ้งผมน้องชาย ใช้ภาษาและกิริยาหยาบกระด้าง เขาเป็นฝันร้ายของอาจารย์ทุกคน วิกตอเรียจึงเข้มงวดต่อเบอร์ตี้เป็นพิเศษ และถึงขนาดปรึกษาแพทย์ว่า เกิดความผิดปกติกับระบบสมองของเบอร์ตี้หรือไม่ ผลการวินิจฉัยปรากฏว่า เบอร์ตี้มีพัฒนาการธรรมดาทั่วไปเหมือนเด็กคนอื่น ไม่ได้มีสิ่งใดพิเศษ อัลเบิร์ตเคยปรารภในเชิงเหน็บแนมว่า “ความไม่ฉลาดเฉลียวของเบอร์ตี้ไม่น่าจะมาจากสายเลือดเยอรมัน น่าจะมาจากฝั่งอังกฤษมากกว่า”การต่อต้านระบบการเลี้ยงลูกแบบเคร่งครัดนี้ยังมีให้พบเห็นในตัวสมาชิกคนอื่นๆ ของครอบครัว เป็นที่รู้กันว่าลีโอโปลติดนิสัยชอบพูดปด ครั้งหนึ่งวิกตอเรียบ่นว่า “ฉันได้ยินเสียงกล่องดนตรีดังออกมาจากห้องเธอบ่ายวันนี้” ลีโอโปลตอบว่า “เป็นไปไม่ได้ ผมไม่เคยเล่นกล่องดนตรีนี้” ต่อมาเมื่อลูกๆ เติบใหญ่ วิกตอเรียจึงได้ตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่า การวางแผนการเลี้ยงดูแบบเคร่งครัดมักจะสร้างความผิดหวังให้พ่อแม่ และบ่อยครั้ง ลูกๆ ที่ไม่ได้รับการเคี่ยวเข็ญมากนักกลับกลายมาเป็นผู้ใหญ่ที่รับผิดชอบในอนาคต อย่างไรก็ดีวิกตอเรียยังคงฝังใจเกี่ยวกับความจำเป็นในการบังคับให้ลูกๆ เป็นดังที่พ่อและแม่ต้องการ ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตเชื่อมั่นว่า การสร้างครอบครัวที่อบอุ่นจะมีส่วนช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับสถาบันกษัตริย์ ความคิดนี้จึงมีความเกี่ยวโยงกับประเด็นทางการเมืองอย่างมาก วิกตอเรียมีทัศนะและมุมมองที่ต้องการสร้างยุโรปให้เป็นทวีปแห่งสันติภาพ เป็นดินแดนที่ปกครองด้วยกษัตริย์ที่มีเลือดของความเป็นเยอรมันและอังกฤษเป็นศูนย์รวมแห่งอำนาจ ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อมั่นว่า การสมรสระหว่างวิกกี้และเจ้าชายฟริทซ์แห่งเยอรมัน (มกุฎราชกุมารของปรัสเซีย) จะมีส่วนสร้างเยอรมันแบบใหม่ที่มีความใกล้ชิดกับอังกฤษเป็นพิเศษ การนัดดูตัวจึงเกิดขึ้น ณ วังบาลมอรัล ในสก็อตแลนด์การดูตัวเจ้าบ่าวและเจ้าสาวนี้ถูกปิดเป็นความลับจากสาธารณชน แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำได้ และเมื่อชาวอังกฤษล่วงรู้ถึงแผนการนี้ ส่วนใหญ่ก็ออกมาแสดงจุดยืนที่ต่อต้านโดยมองว่า ก่อนหน้านี้ปรัสเซียปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับอังกฤษในสงครามไครเมียร์ ซึ่งยิ่งปลุกเร้าให้ทัศคติต่อต้านเยอรมันรุนแรงขึ้น หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งของอังกฤษลงข่าวว่า “อังกฤษกำลังถูกกลืนโดยเยอรมัน และการสมรสที่จะมีขึ้นยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง” อัลเบิร์ตรู้ทันทีว่าจำเป็นจะต้องแก้ไขภาพลักษณ์ในทางลบนี้โดยการตอกย้ำว่า การสมรสครั้งนี้ไม่ใช่แผนการทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของการ “ตกหลุมรัก” ของบุคคลทั้งสองอย่างแท้จริง อัลเบิร์ตต้องการให้การสมรสครั้งนี้สร้างผลในทางบวกต่อสถานะของราชวงศ์อังกฤษ แม้ว่าในความเป็นจริงจะยังคงเป็นเรื่องทางการเมืองก็ตาม อัลเบิร์ตมั่นใจว่า การผนึกกำลังระหว่างอังกฤษกับเยอรมันจะส่งผลดีโดยรวมต่อวินเซอร์ แต่หากพักเรื่องการเมืองไว้ก่อน ทั้งอัลเบิร์ตและวิกตอเรียต่างเสียใจที่ต้องเห็นลูกสาวคนโตออกเรือนไป ก่อนวันแต่งงานของลูก วิกตอเรียกล่าวว่า “เหมือนกับฉันต้องสละแขนขาไป” ความเจ็บปวดจากการพรากจากครั้งนี้ใหญ่หลวงสำหรับทุกฝ่าย และการจากไปของวิกกี้สร้างช่องว่างขึ้นในครอบครัวต่อมาพักใหญ่แม้จะเสียใจกับการออกเรือนของวิกกี้ แต่สุดท้ายวิกตอเรียก็ห่วงเรื่องความรู้สึกตัวเองมากกว่าเรื่องอื่นใด หลังจากวิกกี้ย้ายตามสามีไปอยู่ที่ปรัสเซียได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็เขียนจดหมายมาโอดครวญกับวิกตอเรียและเล่าว่า ชีวิตที่ปรัสเซียนั้นยากลำบาก มีภารกิจมากมายในฐานะภรรยาของมกุฎราชกุมารจนไม่มีเวลาได้อยู่กับสามีโดยลำพัง วิกตอเรียเขียนจดหมายตอบกลับไปว่า “ในที่สุดเธอก็เข้าใจว่า ทำไมฉันถึงมีแต่ความเศร้าหมองทุกๆ ครั้งที่ฉันต้องเลี้ยงดูพวกเธอ สิ่งที่ฉันต้องการเพียงอย่างเดียวคือการได้อยู่กับพ่อของเธอตามลำพัง”

