หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

การสังหารน้องชายตัวเองของกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส

กษัตริย์ฮวน คาร์ลอส (Juan Carlos) ของสเปน เกิดเมื่อวันที่ 5 มค 1938 เป็นหลานชายของกษัตริย์ Alfonso XIII (อัลฟอนโซ 13) ปัจจุบัน ได้สละราชสมบัติแล้ว และลูกชายได้ครองราชย์แทน นั่นคือกษัตริย์ฟิลิเป้ที่ 6
…ที่จะเล่าก็คือ การสังหารน้องชายตัวเองของกษัตริย์ฮวน คาร์ลอส… ในตอนเย็นของวันพฤหัสที่ 29 มีนาคม 1956 (2499) อัลฟองโซผู้เป็นน้องชายของฮวน เสียชีวิตจากอุบัติเหตุปืนที่ Villa Giralda บ้านของครอบครัวใน Estoril บน Portuguese Riviera สถานทูตสเปนในโปรตุเกสออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการดังต่อไปนี้
…ขณะที่เจ้าชายอัลฟอนโซกำลังทำความสะอาดปืนพกในช่วงตอนค่ำ ซึ่งมีฮวนอยู่ด้วย ได้เกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้นเวลา 20.30 น. เหตุการณ์เกิดจากการที่ฮวนเล่นกับปืน (ที่ได้รับมอบจากนายพลฟรังโก) ใช้ปืนพกชี้ไปที่อัลฟองโซ และดึงไกปืนโดยไม่รู้ตัวว่ามันถูกบรรจุกระสุน อัลฟองโซตายในอีกไม่กี่นาทีต่อมา
….เรื่องคุ้นๆ มั๊ยลูก

****ในรูปคือฮวนและอัลฟอลโซ ถ่ายกับพ่อ

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

ราชินีวิกตอเรีย – เบื้องหลังราชวงศ์ที่สมบูรณ์แบบ ตอนที่ 6

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์การวิวาทครั้งสำคัญที่สุดครั้งแรกเกิดขึ้นหลังจาก 2 ปีของการสมรส วิกตอเรียและอัลเบิร์ตถกเถียงกันว่า ใครควรจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางเลี้ยงดูลูก ก่อนการแต่งงาน วิกตอเรียได้แต่งตั้งเพื่อนสนิทซึ่งเป็นหญิงสาวชาวเยอรมันชื่อ เลห์เซน เป็นผู้รับผิดชอบฝ่ายเนอร์สเซอรี (เลี้ยงดูเด็ก) ภายในราชวัง แต่อัลเบิร์ตไม่ลงรอยกับเลห์เซนและหาทางกำจัดเธอออกไปให้พ้นจากวังบักกิ้งแฮมโดยการตำหนิเลห์เซนว่าสร้าง “อิทธิพลในทางลบ” ให้กับวิกตอเรีย นอกจากนี้อัลเบิร์ตยังมีปากเสียงรุนแรงกับเลห์เซนเรื่องการอบรมเลี้ยงดูวิกกี้ ทางด้านวิกตอเรียซึ่งตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างคนสองคนที่ตัวเองให้ความรักและความเชื่อมั่น ขณะเดียวกันอัลเบิร์ตบรรยายถึงเลห์เซนว่า “ยายแม่มดนั่นเต็มไปด้วยตัณหาต่ออำนาจ บ้า โง่เขลา มองตัวเองว่าเป็นเทพยดา” ทั้งคู่ต่างเป็นเยอรมัน “หัวแข็ง” ในที่สุดความขัดแย้งก็ถึงจุดแตกหักและเลห์เซนต้องเป็นฝ่ายจากไปนอกจากนี้อัลเบิร์ตยังมีปัญหากับอารมณ์ที่รุนแรงของวิกตอเรีย ซึ่งระดับอารมณ์ที่ขาดความคงเส้นคงวานี้นับเป็นมรดกตกทอดของราชวงศ์วินเซอร์ อัลเบิร์ตมักจะดุภรรยาทุกครั้งที่เธอโกรธและแสดงอาการเกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัวจนทำให้คนรอบข้างนึกถึงอาการเสียสติของกษัตริย์จอร์ชที่ 3 (1760-1820) ทุกคนต่างกลัวว่าวิกตอเรียอาจได้รับมรดกนี้มาจากบรรพบุรุษ จนแพทย์หลวงต้องแนะนำอัลเบิร์ตให้พยายามหลีกเลี่ยงการประจันหน้ากับวิกตอเรีย และหากสถานการณ์เลวร้ายลง อัลเบิร์ตจะต้องเป็นฝ่ายถอยออกมา เจมส์ คลาร์ก แพทย์หลวงกล่าวว่า ยิ่งวิกตอเรียเกิดความหงุดหงิดมากเท่าใดก็ยิ่งส่งผลร้ายต่อเธอมากขึ้นเท่านั้น จึงต้องอาศัยวิธีการรับมือของอัลเบิร์ตด้วยเมื่อเวลาล่วงเลยต่อมา อัลเบิร์ตก็ปฏิบัติต่อวิกตอเรียเหมือนที่ปฏิบัติต่อลูกๆ นั่นคือ พยายามควบคุมวิกตอเรีย ค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของเธอ อัลเบิร์ตต้องการเปลี่ยนวิกตอเรียให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ของเขา ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้า เพราะในความเป็นจริงวิกตอเรียมีข้อดี ความเป็นตัวของตัวเอง ตรงไปตรงมา และอารมณ์หุนหันพลันแล่นล้วนเป็นเสน่ห์ของเธอ ก่อนการสมรสกับอัลเบิร์ต วิกตอเรียมักออกไปเที่ยวเตร่จนค่ำมืด เต้นรำถึงตีสอง และซุบซิบเรื่องสัพเพเหระกับเพี่อนสาว แต่อัลเบิร์ตเปลี่ยนกิจวัตรเหล่านี้ของวิกตอเรีย หลังการสมรสวิกตอเรียต้องเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่ม อัลเบิร์ตเองไม่ชอบนอนดึกเพราะเกรงว่าจะอ่อนเพลียในระหว่างทำงาน เขาควบคุมบุคลิกภาพสนุกสนานร่าเริงและเปลี่ยนเธอให้เป็นเหมือนแม่บ้านที่ต้องอยู่เหย้าเฝ้าเรือน วิกตอเรียเองเข้าใจดีว่าสภาพอารมณ์แปรปรวนของตนทำให้สามีอึดอัด เป็นการยากที่ชายใดจะใช้ชีวิตร่วมกับเธอ แต่อัลเบิร์ตเองก็มีข้อเสียเช่นกัน เขามักปฏิบัติตนเหมือนเป็นครูใหญ่ที่คอยกระหนาบวิกตอเรีย แม้ว่าการกระทำเช่นนี้จะมีส่วนช่วยรักษาอาการอารมณ์แปรปรวนได้ก็ตามส่วนเด็กๆ ต่างอยู่ในสภาพไร้หนทางหลบหนีจากความหงุดหงิดขี้ฉุนเฉียวของแม่ วิกตอเรียมักใช้วิธีเฆี่ยนตีเมื่อลูกทำความผิด ทำให้พวกเขาเข้าใจว่า ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมต้องได้รับการลงโทษเพียงสถานเดียว มีกรณีเมื่อครั้งเจ้าชายลีโอโปลทำผิดและวิกตอเรียต้องการลงโทษ แม้จะรู้ว่าลูกคนนี้มีสุขภาพอ่อนแอเพราะมีโรคเลือดไหลไม่หยุด (haemophilia) เป็นโรคประจำตัว มีคนเคยถามวิกตอเรียว่า การเฆี่ยนตีลูกเช่นนี้ เธอสามารถทนต่อเสียงร้องไห้ของลูกๆ ได้หรือ ไม่สงสารลูกบ้างหรือ วิกตอเรียตอบว่า “เมื่อเธอมีลูก 9 คน เธอก็แทบจะชินกับเสียงร้องไห้โดยปริยาย” ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมลูกๆ จึงเกรงกลัววิกตอเรียมากหากใช่ว่าลูกบางคนจะไม่ตอบโต้ เช่น วิกกี้มักงัดข้อกับแม่ หรือเอ็ดเวิร์ดและเบอร์ตี้เลือกที่จะไม่ใส่ใจหรือเพิกเฉยไปเสีย การอบรมลูกด้วยวิธีเข้มงวดเช่นนี้ทำให้อัลเบิร์ตไม่พอใจและคิดเสมอว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าที่แม่และลูกไม่สามารถพูดคุยกันด้วยวิธีอารยะได้ ทั้งหมดนี้อยู่บนพื้นฐานความคิดของวิกตอเรียที่ว่า แม่ต้องถูกเสมอ และสามารถดุด่าลงโทษลูกได้ตามต้องการ วิกตอเรียปรารถนาที่จะครอบงำชีวิตของลูก และยังคงทำเช่นนี้ต่อไปแม้ว่าลูกของเธอได้เติบใหญ่และบรรลุนิติภาวะแล้วอารมณ์แปรปรวนไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ครอบครัวนี้ต้องประสบ การทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำของอัลเบิร์ตนำมาซึ่งความตึงเครียดเช่นเดียวกัน การที่วิกตอเรียต้องตั้งครรภ์อยู่ตลอดเวลาทำให้เธอต้องแบ่งภารกิจบางประเภทให้สามีเป็นผู้ดูแลเพิ่มขึ้นจากหน้าที่ที่เขาต้องปฏิบัติอยู่ก่อนแล้ว ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นตัวอย่างที่ดี ทำให้อัลเบิร์ตต้องพยายามสร้างจุดสมดุลระหว่างภารกิจราชการกับครบครัว เขาเหมือนวิ่งอยู่บนลู่วิ่งโดยไม่เคยได้หยุดพัก ส่งผลให้สุขภาพของเขาทรุดโทรมลง อัลเบิร์ตต้องเข้าร่วมการประชุมมากมายมหาศาล ยิ่งมีงานเพิ่มเท่าไรก็ยิ่งทำให้ความใกล้ชิดที่มีต่อลูกลดน้อยไปเท่านั้น รวมถึงภรรยาที่เรียกร้องต้องการเขาด้วย วิกตอเรียถึงกับกล่าวว่า “พวกเธอไม่รู้หรอกว่าฉันต้องทรมานเพียงไหน เมื่อใดก็ตามที่อัลเบิร์ตต้องไปราชการต่างเมือง ลูกๆ ไม่สามารถมาเติมเต็มฉันได้”**ในรูปคือกษัตริย์จอร์ชที่ 3 (1760-1820) เป็นบ้าในช่วงปลายรัชกาล

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น