รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์
แต่คู่บ่าวสาวใหม่ (วิกตอเรียและอัลเบิร์ต) ก็มีความเห็นแตกต่างกันอยู่ตลอดเวลา เช่น เรื่องระยะเวลาการไปดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ วิกตอเรียไม่ประสงค์ที่จะเดินทางออกจากวังบักกิ้งแฮมเป็นระยะเวลานานๆ และต้องวางมือจากงานราชการหลายอย่าง บ่อยครั้งวิกตอเรียพูดกับสามีว่า “เธอลืมแล้วหรือว่าฉันเป็นกษัตริย์ ฉันมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำตลอดเวลา” ในระหว่างที่ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน วิกตอเรียไม่เคยคิดแบ่งอำนาจทางการเมืองให้แก่สามีแต่อย่างใด ซึ่งอัลเบิร์ตมักจะบ่นเสมอว่า “ฉันก็เป็นแค่สามี ไม่ได้เป็นแม้แต่ผู้ปกครองในบ้าน” ครั้งหนึ่งอัลเบิร์ตเขียนจดหมายถึงน้องชายว่า “วันนี้ วิกตอเรียอารมณ์ค่อนข้างดีนะ แค่แสดงความเกรี้ยวกราดเพียง 2 ครั้งเท่านั้น” แต่อัลเบิร์ตก็มีบทบาทสำคัญในการเกลี้ยกล่อมให้วิกตอเรียรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเอง
ประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาของทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตนั้นอาจกล่าวได้ว่าปราศจากซึ่งความสุข อัลเบิร์ตมีชีวิตวัยเด็กที่มืดมนในเยอรมนีด้วยปัญหาครอบครัวเมื่อพ่อแม่ของเขาหย่าร้างกัน ดังนั้นอัลเบิร์ตจึงเติบโตมาในครอบครัวที่ล้มเหลวและต้องผ่านความชอกช้ำระกำใจในวัยเด็ก เมื่อผู้เป็นบิดานอกใจมารดา ละทิ้งเธอเมื่อเธมีอายุมากขึ้น และแอบไปมีสัมพันธ์กับหญิงอีกคนหนึ่งซึ่งมีอายุน้อยกว่าภรรยา การมีบิดาที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนี้ สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับอัลเบิร์ตอย่างยิ่ง เพราะอัลเบิร์ตต้องการที่จะรักและเคารพผู้เป็นบิดา แต่ในขณะเดียวกันเขาก็เกลียดชังพ่อเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเติบใหญ่อัลเบิร์ตจึงต่อต้านพฤติกรรมที่ขาดศีลธรรม และต้องการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกๆ ได้ปฏิบัติตาม
ส่วนวิกตอเรียก็เติบโตมาในสภาพตัดขาดจากโลกภายนอกระหว่างพำนักอยู่ที่วังเคนซิงตัน ถูกบังคับโดยผู้เป็นมารดา – ดัชเชสแห่งเคนท์ — ที่เข้มงวด วิกตอเรียเคยกล่าวว่า “ชีวิตในวัยเด็กของฉันมีแต่ความขมขื่น ขาดความรัก จึงไม่รู้ว่าความรักในครอบครัวเป็นอย่างไร” วิกตอเรียเรียกมารดาของตัวเองว่า “ดัชเชส” แทนที่จะเรียกว่า “แม่” ชี้ให้เห็นถึงระยะห่างในความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสอง นอกจากนี้วิกตอเรียยังเคยพูดใน ค.ศ. 1838 ว่า “ฉันไม่คิดว่าแม่รักฉัน” เมื่ออดีตที่บอบช้ำยังคงไม่จางหายไป ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตจึงต่างประสงค์ที่จะสร้างครอบครัวอบอุ่น เพื่อเป็นแบบอย่างที่น่ายกย่องของราชวงศ์และราชอาณาจักร ทั้งสองต่างตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า การเลี้ยงดูอบรมลูกจะต้องประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพื่อเยียวยาบาดแผลของตัวเองด้วย โดยพยายามวางแนวทางการดำเนินชีวิตให้กับลูกๆ
บุตรีคนแรกได้รับการตั้งชื่อเหมือนกับมารดา นั่นคือ “วิกตอเรีย” แต่เป็นที่รู้จักในชื่อสั้นๆ ว่า “วิกกี้” วิกกี้เกิดเมื่อ ค.ศ. 1840 ในขณะนั้นวิกตอเรียเองก็ยังอายุน้อยและมีภาระเรื่องงานราชการมากมาย เธอมีโอกาสได้พบลูกเพียงวันละ 2 ครั้งเท่านั้น แต่กระนั้นวิกตอเรียก็ยังพยายามเจียดเวลามาอยู่กับสามี ความรักใคร่หลงใหลในความงดงามของอัลเบิร์ตไม่เคยจางหาย วิกตอเรียมองด้วยรอยยิ้มทุกครั้งที่อัลเบิร์ตโกนหนวด สวมเสื้อผ้า และผลลัพท์ของความเสน่หาที่ทั้งคู่มีต่อกันก็คือการมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอและนำไปสู่การตั้งครรภ์ถึง 9 ครั้ง
หลังจากที่วิกกี้มีอายุครบ 1 ขวบ บุตรคนที่ 2 ก็ถือกำเนิดขึ้น เขามีชื่อว่า เจ้าชายอัลเบิร์ต เอ็ดเวิร์ด หรือชื่อเล่นคือ “เบอร์ตี้” ผู้ที่ต่อมาได้รับตำแหน่งมกุฎราชกุมารและได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากวิกตอเรีย วิกตอเรียกล่าวว่า “ลูกของเราแข็งแรงและเป็นเด็กตัวใหญ่ ฉันได้แต่ภาวนาว่าเขาจะเหมือนพ่อของเขาที่ฉันรักยิ่ง” และภายในระยะเวลาเพียง 5 ปีต่อจากนั้น วิกตอเรียก็ให้กำหนดบุตรและบุตรีอีก 3 คน ได้แก่ อลิซ อัลเฟรด และเฮเลน่า ทว่าในความเป็นจริง วิกตอเรียเป็นคนขาดความเอ็นดูเด็ก บ่อยครั้งที่เธอพูดว่า “เด็กทารกเป็นสิ่งมีชีวิตที่อัปลักษณ์ ฉันเห็นแล้วไม่อยากอุ้ม ไม่อยากแม้แต่จะมอง เด็กอัปลักษณ์ถือเป็นสิ่งของที่น่าสะอิดสะเอียด มีแขนขาเหมือนกบ” ไม่เพียงแต่วิกตอเรียเห็นว่าลูกๆ เป็นสิ่งที่น่าคลื่นไส้ เธอยังปฏิเสธที่จะให้นมลูกด้วยตัวเองเพราะรับไม่ได้กับกระบวนการให้นมลูกจากอก
แกนหลักสำคัญที่ยึดเหนี่ยวครอบครัวนี้ไว้ก็คือความสัมพันธ์ที่วิกตอเรียมีต่อสามี ทั้งคู่มีชีวิตรักที่ตั้งอยู่บนการมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ การร่วมรักกับอัลเบิร์ตถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับวิกตอเรียจนถึงจุดที่คิดว่า ทรวงอกเป็นสมบัติสำหรับปรนเปรอสามี ไม่ใช่มีไว้ให้นมลูก ทรวงอกจึงมีความหมายถึง “เซ็กซ์” มากกว่าความเป็น “แม่” คู่สามีภริยานี้มีเพศสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องและคงเส้นคงวาจนทำให้วิกตอเรียต้องตั้งครรภ์อีกหลายครั้ง ให้กำเนิดลูกเพิ่มอีก 4 คน ได้แก่ หลุยส์ อาเธอร์ ลีโอโปล และเบียทริซ ทั้งหมดรวมบุตรและธิดา 7 คนที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงระยะยาวนานถึง 17 ปี การสร้างครอบครัวขนาดใหญ่ไม่เพียงเป็นความพยายามลบความทรงจำในอดีตที่ขมขื่น แต่เพื่อเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันให้กับสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษ ทั้งวิกตอเรียและอัลเบิร์ตรู้ดีว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่อังกฤษจะต้องถอยห่างออกจากรูปแบบกษัตริย์แบบเยอรมัน (ที่อังกฤษรับมา) ซึ่งมีภาพลักษณ์ของกษัตริย์ที่มีความเห็นแก่ตัวสูง เอาเปรียบราษฎร และคอยแต่จะนำงบประมาณไปใช้อย่างสุรุ่ยสุร่าย นอกจากนี้ยังรวมถึงคดีอื้อฉาวต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น คดีฆาตกรรมที่มีพระบรมวงศานุวงศ์ของอังกฤษเข้าไปพัวพันด้วย ทั้งหมดนี้ทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษ (ก่อนการขึ้นครองราชย์ของวิกตอเรีย) ต้องแปดเปื้อนและความนิยมตกต่ำลง
อัลเบิร์ตจึงมีความคิดที่จะสถาปนาราชวงศ์อังกฤษแบบใหม่ให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน ผ่านการสร้างครอบครัวสมบูรณ์แบบ รวมถึงการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ต้องตอบสนองต่อความต้องการของชนชั้นกลางของอังกฤษซึ่งกำลังขยายตัว “ค่านิยมแห่งครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ” กลายมาเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมในกลุ่มกระฎุมพี ดังที่ปรากฏในภาพวาดของศิลปินชาวอังกฤษชื่อแลนด์เซีย ผู้วาดภาพของวิกตอเรีย อัลเบิร์ต และลูกๆ ใน ค.ศ.1841 โดยตั้งชื่อภาพว่า “ปราสาทวินเซอร์ในความทันสมัย” ชื่อนี้มีความสำคัญยิ่งเพราะสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงและวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ของราชวงศ์อังกฤษ มุมมองที่น่าสนใจที่สุดที่ปรากฏในภาพวาดนี้ก็คือ การที่วิกตอเรียถือดอกไม้ในมือ ชี้ถึงความอ่อนโยน ความเป็นสตรีและความบริสุทธิ์ และยังแสดงว่าราชวงศ์อังกฤษต้องการใช้ความเป็นครอบครัว ความใกล้ชิดของสมาชิกในครอบครัว และความเป็นสตรี เพื่อประชาสัมพันธ์และสนับสนุนภาพลักษณ์ใหม่นี้ของสถาบันกษัตริย์ วิกตอเรียได้กล่าวว่า “มีคนเคยบอกฉันว่า ไม่มีกษัตริย์องค์ใดที่จะได้รับความรักจากประชาชนได้เท่ากับที่ฉันได้รับ เหตุผลก็คือ เพราะเรามีครอบครัวที่อบอุ่นที่จะเป็นแบบอย่างแก่ประชาชนได้”


