หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

พระยาภิรมย์ภักดี ผู้สร้างตำนานเบียร์แห่งแรกของประเทศไทย

วันนี้ในอดีต ๒๓ มิถุนายน ๒๔๗๗ พระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร) ผู้ก่อตั้ง บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ได้นำเบียร์สิงห์ที่ต้มกลั่นจวนได้ที่ ออกเผยแพร่ครั้งแรกในงานฉลองรัฐธรรมนูญของสโมสรคณะราษฎร ซึ่งตรงกับ ๒ ปี หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย

พระยาภิรมย์ภักดี เล็งเห็นว่าสยามในขณะนั้นยังไม่มีเบียร์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ กำไรจากการจำหน่ายเบียร์นับแสนขวดที่ขายได้ในเมืองไทยจึงไหลออกไปต่างประเทศทั้งหมด

ระยะเวลานั้น พระยาภิรมย์ภักดี ได้พบมิสเตอร์ไอเซนโฮเฟอร์ ผู้จัดการห้างเพาส์ปิกเคนปัก และได้ลิ้มรสเบียร์เยอรมันแล้วถูกใจ และคิดว่าน่าจะทำขายในเมืองไทยได้ จึงได้ยื่นหนังสือขออนุญาตตั้งโรงต้มกลั่นเบียร์แห่งแรกของประเทศไทย ในปี ๒๔๗๔

“บุญรอด” จดทะเบียนเป็น “บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด” ด้วยทุน ๖ แสนบาท เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๗๖ โดยในระหว่างการก่อสร้าง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการก่อสร้าง

พิธีเปิดป้ายบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ เกิดขึ้นในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๗๗ โดยมีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระปิตุลาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จมาเป็นองค์ประธานในพิธีและทรงเปิดป้ายชื่อบริษัท

บริษัทบุญรอดฯ เปิดตัวเบียร์ยี่ห้อโกลเด้นไคท์และสิงห์ ขายราคาขวดละ ๓๒ สตางค์ ด้วยความเพียรพยายามของพระยาภิรมย์ภักดี บริษัทฯ สามารถครองตลาดเบียร์ได้ถึงร้อยละ ๔๐ หลังก่อตั้งบริษัทได้หนึ่งปีครึ่ง

พระยาภิรมย์ภักดี ผู้สร้างตำนานเบียร์แห่งแรกของประเทศไทย เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๔๙๓ สิริอายุ ๗๗ ปี

ขอบพระคุณ หนังสือ สิงห์ปกรณัม
นิตยสารสารคดี ฉบับมิถุนายน ๒๕๔๓

หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

การล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ ตอนที่ 8 ตอนจบ

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์สังหารหมู่โรมานอฟในเดือนตุลาคมได้เกิดรัฐประหารบอลเชวิกล้มรัฐบาลก่อนหน้านั้น ซึ่งเป็นรัฐประหารที่นำโดยเลนินและทรอตสกี จากนี้อนาคตของโรมานอฟตกอยู่ในมือของศัตรูสำคัญที่สุดต่อสถาบันกษัตริย์รัสเซีย เจ้าหญิงโอลก้าได้รับข่าวนี้และรู้สึกเสียใจที่ชาวรัสเซียต่อต้านสถาบันกษัตริย์และรังเกียจพ่อของเธอ ในวันที่ 3 มีนาคม 2461 (ค.ศ. 1918) รัฐบาลบอลเชวิกได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับเยอรมนี แต่แม้สงครามกับเยอรมนีจะจบลง รัสเซียก็ต้องเผชิญหน้ากับสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพแดงบอลเชวิกกับกองทัพขาวที่เป็นกลุ่มต่อต้านคอมมิวนิสต์ บอลเชวิกกังวลใจว่ากลุ่มกองทัพขาวจะสถาปนาสถาบันกษัตริย์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง จึงสั่งการให้ย้ายสถานที่กักขังครอบครัวโรมานอฟ[i] แต่เจ้าชายอเล็กซี่ป่วยหนักมาก จึงถูกทิ้งให้อยู่ที่ Tobolsk กับโอลก้า ทาธิอาน่า และอนาสตาเซีย คงมีแต่เพียงนิโคลัส อเล็กซานดร้า และมาเรียที่เดินทางล่วงหน้าไปก่อน ในที่สุด ความหวาดกลัวว่าครอบครัวจะต้องถูกแยกออกจากกันก็ได้มาถึง การบอกลาวันนั้นเต็มไปด้วยน้ำตาและความโศกเศร้า เด็กๆ ไม่รู้ว่าจะได้เจอพ่อแม่ของพวกเขาอีกเมื่อใด ทีแรกนิโคลัสและอเล็กซานดร้าคิดว่าพวกเขาจะถูกพาไปยังมอสโก (เมืองหลวงใหม่ของบอลเชวิก) แต่พวกเขากลับถูกพาไปเมือง Yekaterinburg ที่ห่างจากเมืองหลวงไปทางตะวันออกถึง 1,000 ไมล์ และถูกกักขังในบ้านพักที่ชื่อว่า Ipatiev ทุกวันนี้ บ้านหลังนี้ไม่มีอยู่แล้ว แต่เป็นที่ตั้งของโบสถ์ Church on the Blood แทน โบสถ์นี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการแต่งตั้งให้ครอบครัวโรมานอฟเป็นนักบุญในปี 2546 (ค.ศ. 2003) และกลายมาเป็นสถานที่จาริกแสวงบุญที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัสเซียสามคนที่ถูกย้ายไปยังเมือง Yekaterinburg ล่วงหน้านั้นรู้สึกว่ามันไม่ใช่การถูกกักขังในบ้านอีกต่อไป แต่มันคือเรือนจำที่แท้จริง เรือนจำแห่งนี้มีรั้วไม้สูง มีผู้รักษาความปลอดภัยอย่างหนาแน่น และเมื่อพวกเขาต้องการไปห้องน้ำ ก็จะมีผู้คุมตามไปด้วยทุกครั้ง พวกเขาถูกข่มขู่ ถูกดูหมิ่น ดังปรากฏให้เห็นจากข้อความในห้องน้ำที่ถูกเขียนเพื่อระบายความรู้สึกของครอบครัวโรมานอฟ พวกเขาเริ่มเข้าใจว่าเกมการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนไปในทางที่จะไม่ส่งผลดีต่อโรมานอฟ เมื่อครั้งที่อยู่ที่ Tobolsk อย่างน้อยเด็กสาวยังได้มองเห็นผู้คนจากหน้าต่าง แต่การถูกกักขังในเรือนจำใหม่นั้น พวกเขาแทบไม่มีอิสรภาพเหลืออยู่เลย ต่อมาในวันที่ 20 พฤษภาคม อเล็กซี่และพี่สาวอีก 3 คนได้เริ่มการเดินทางมายัง Yekaterinburg โดยเรือ ผู้สังเกตการณ์วันนั้นเขียนบรรยายว่า เจ้าหญิงโอลก้าเปลี่ยนจากหญิงสาววัย 22 มาเป็นเสมือนหญิงวัยกลางคนที่ดูกร้านและทรุดโทรม ในที่สุดวันที่ 23 พฤษภาคม ครอบครัวโรมานอฟทั้งหมดได้กลับมาพบกันอีก การถูกกักขังในเรือนจำนี้ยิ่งทำให้สมาชิกในครอบครัวเบื่อหน่ายกับชีวิตประจำวันมากขึ้น และก็เข้าใจว่าจุดจบอาจมาถึงในไม่ช้า แต่ก็ยังไม่เข้าใจเสียทีเดียวว่าจุดจบนั้นคืออะไร ความเบื่อหน่ายทำให้พวกเขาต้องการมีบทสนทนากับผู้ที่คุมขังพวกเขา ในบรรดาเจ้าหญิงทั้งหมด มาเรียเป็นหญิงสาวที่เปิดกว้างและได้พัฒนาความสัมพันธ์กับผู้คุมขัง หนึ่งในนั้นคือนายทหารที่ชื่อว่า Ivan Skorokhodov ในวันคล้ายวันเกิดของมาเรีย เขาได้นำเค้กวันเกิดมาให้มาเรีย ความสัมพันธ์ที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วได้ถูกสกัดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทั้งมาเรียและครอบครัวทั้งหมดถูกกักขังแบบเข้มงวดมากขึ้น และนายทหารคนนั้นได้ถูกปลดจากตำแหน่งและถูกจองจำเช่นกัน เหตุการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวโรมานอฟด้วย อเล็กซานดร้าไม่เห็นชอบกับวิธีที่มาเรียพัฒนาความสัมพันธ์กับผู้คุมขังเยี่ยงนั้นขณะเดียวกัน รัฐบาลบอลเชวิกกำลังพิจารณาถึงอนาคตของโรมานอฟ ทรอตสกีต้องการนำนิโคลัสเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในกรุงมอสโก แต่สมาชิกที่เหลือต้องการทางออกแบบอื่น โดยอ้างว่าหากนิโคลัสยืนยันความบริสุทธิ์ในระหว่างดำรงตำแหน่งซาร์ ก็จะมีส่วนลดทอนความชอบธรรมของการทำปฏิวัติได้ ดังนั้น การพิจารณาไต่สวนนิโคลัส ก็คือการพิจารณาไต่สวนคณะที่ทำการปฏิวัติเช่นกันเช้าวันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม หญิงทำความสะอาด 4 คนได้เดินทางมาดูแลความเรียบร้อยที่บ้านพัก Ipatiev พวกเขาเป็นพลเรือนชุดสุดท้ายที่ได้เห็นครอบครัวโรมานอฟขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขารู้สึกตกใจที่ได้เห็นเจ้าหญิงทั้ง 4 คนในสภาพนั้น ที่ไม่มีสภาพของความเป็นเจ้าหลงเหลืออยู่ โบสถ์ Church on the Blood ได้ถูกสร้างขึ้นทับชั้นใต้ดินของบ้าน Ipatiev ซึ่งในเช้าวันที่ 17 กรกฎาคม 2461 (ค.ศ. 1918) หญิงสาว 4 คน พร้อมด้วยพ่อ แม่และน้องชายของพวกเธอถูกสังหารด้วยอาวุธปืนในระยะประชิดตัว จากนั้นถูกแทงด้วยมีดจนเสียชีวิต หลังจากได้สังหารครอบครัวโรมานอฟทั้งหมดแล้ว ร่างอันไร้วิญญาณได้ถูกฝังในหลุมในป่าใกล้เคียง คำสั่งสังหารโรมานอฟมาจากเลนินโดยตรง แต่เขาไม่ต้องการให้บอลเชวิกถูกประณามในการสังหารครั้งนี้ จึงได้มีการประกาศในชั้นแรกแต่เพียงว่า อดีตกษัตริย์นิโคลัสถูกสังหารเท่านั้น จนทำให้เกิดข่าวลือว่าเจ้าหญิงองค์หนึ่งสามารถหลบหนีไปได้ จนกลายมาเป็นเรื่องเล่าขานที่ไม่รู้จักจบสิ้นโอลก้าเสียชีวิตด้วยวัยเพียง 22 ปี ทาธิอาน่า วัย 21 ปี มาเรีย 19 ปี และอนาสตาเซีย 17 ปี หญิงสาวทั้ง 4 คนนี้ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิวัตินองเลือด พวกเธอถูกเลี้ยงดูด้วยความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา จนกระทั่งต้องจบชีวิตลงพร้อมไปกับการล่มสลายของสถาบันกษัตริย์ในรัสเซีย[i] Zhand Shakibi, Human Agency and the Making of Revolution in France, Russia and Iran, (London and New York, I.B.Tauris, 2007), p.6.

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น