รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ความหมายของสงครามในปี 2457 (ค.ศ. 1914) โอลก้ามีอายุ 18 ปี และทาธิอาน่าอายุ 16 ปี เปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กไปสู่วัยรุ่น และเพื่อให้การทำหน้าที่ของการเป็นเจ้าหญิงสมบูรณ์แบบ จึงได้มีการเริ่มกระบวนการหาคู่ที่เหมาะสมให้กับหญิงสาวทั้งสอง หากเปรียบกับยุคสมัยใหม่ เจ้าหญิงทั้งสองคงไม่ต่างจากเจ้าหญิงไดอาน่าที่เป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั่วไป เป็นสตรีที่มีความเพียบพร้อม มีเลือดขัตติยาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์นี้ ไม่ได้สวยงามดังที่หลายคนวาดภาพไว้ แม้นิโคลัสจะเป็นพ่อที่ทุ่มเทให้กับลูก แต่เขาก็เป็นกษัตริย์ที่ไร้ความสามารถ และฝ่ายค้านก็จ้องที่จะทำลายเขา บังคับให้ครอบครัวเขาต้องหลบหนีไปจากสังคมด้วยคำนึงถึงความปลอดภัย เสรีภาพของลูกยังต้องถูกลิดรอนโดยผู้เป็นแม่ ผู้ที่เลี้ยงลูกสาวทั้ง 4 คนภายใต้เงาของลูกชายคนเล็ก จึงอาจกล่าวได้ว่าแม้จะอยู่ในบ้านของตัวเอง แต่ลูกสาวเสมือนถูกจับให้อยู่ในห้องขัง ไม่มีโอกาสมีเพื่อน หรือไปพบญาติ อเล็กซานดร้าไม่ยอมรับว่าลูกได้โตเป็นสาวแล้ว เธอยังคงปฏิบัติกับลูกเหมือนเป็นเด็กน้อย ซึ่งก็ทำให้ลูกสาวมองตัวเองเป็นเด็กน้อยเช่นกัน นอกจากนี้พวกเธอยังไม่มีโอกาสได้ติดต่อกับบุคคลภายนอกที่อาจช่วยให้เธอมีวุฒิภาวะมากขึ้นตามวัยอีกด้วย ดังนั้’น เมื่อกระบวนการหาคู่สมรสได้เริ่มขึ้น ทั้งโอลก้าและทาธิอาน่าไม่มีความพร้อมในการใช้ชีวิตคู่ เมื่อมีงานเลี้ยงครั้งใด หญิงสาวทั้ง 2 คนจึงชำเลืองมองแต่เหล่าทหารรับใช้เพราะเป็นบุคคลที่พวกเธอคุ้นเคยที่สุด ทำให้ชนชั้นนำของรัสเซียมองอย่างดูแคลนขณะที่ประเทศต่างๆ ในยุโรปกำลังเผชิญหน้ากับสงคราม หญิงสาวแห่งโรมานอฟกลับมองหาแต่ความรัก ทีแรกนิโคลัสเชื่อว่าเขาสามารถหาบุคคลที่เหมาะสมกับโอลก้าได้ นั่นคือ เจ้าชายแครอล มกุฏราชกุมารของโรมาเนีย แต่เนื่องจากเขามีชื่อเสียงในเรื่องความเจ้าชู้ จึงไม่เป็นที่พอใจของโอลก้า ครอบครัวโรมานอฟได้เดินทางไปเยือนราชวงศ์ของโรมาเนียเพื่อให้หนุ่มสาวสองคนได้รู้จักกันดีขึ้น แต่ก็ไม่เป็นผล และเมื่อโรมานอฟได้เดินทางกลับรัสเซีย โอลก้าก็กลับตระหนักได้ว่าตัวเองพลาดโอกาสที่จะออกจากรัสเซียเพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่หนึ่งวันหลังจากที่รัสเซียประกาศสงครามกับเยอรมนี นิโคลัสและอเล็กซานดร้าปรากฏตัวที่ระเบียงพระราชวังฤดูหนาวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เชิญชวนให้ประชาชนร้องเพลง God Save the Tsar เพียง 5 วันหลังจากการสู้รบ ทหารรัสเซียจำนวน 70,000 คนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้ผลักดันให้อเล็กซานดร้าออกมาร่วมกับสตรีรัสเซียนับพันที่เป็นอาสาสมัคร ปฐมพยาบาลและให้การดูแลทหารที่บาดเจ็บ รวมถึงบุตรสาวของเธอที่ได้สัมผัสสภาพสงครามและชีวิตของชาวบ้านธรรมดาทั่วไปเป็นครั้งแรก การเดินทางออกไปดูแลผู้ป่วยช่วยทำให้หญิงสาวทั้ง 4 คนเห็นโลกมากขึ้น แต่ก็มองผ่านมุมมองไร้เดียงสา บางครั้งหลังกลับจากโรงพยาบาล เด็กสาวได้มีโอกาสแวะซื้อของก่อนกลับพระราชวัง พวกเธอเพิ่งตระหนักว่าไม่รู้ว่าจะต้องช้อปปิ้งอย่างไร สงครามจึงเปรียบเสมือนการเปิดประตูของเจ้าหญิงไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง แม้แต่เจ้าชายอเล็กซี่เอง เมื่อได้มีโอกาสออกนอกเขตพระราชวัง ก็มีความอยากรู้และสงสัยต่อการใช้ชีวิตของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ สงครามยังเป็นบททดสอบความสัมพันธ์ของสมาชิกครอบครัวโรมานอฟด้วย หลายครั้งที่นิโคลัสต้องไปราชการในยามสงคราม ทำให้อเล็กซานดร้าเกิดความทุกข์ใจที่ต้องห่างจากสามี แม้สามีและภริยาคู่นี้จะอยู่ในคฤหาสถ์เดียวกัน แต่ก็เขียนจดหมายถึงกันวันละหลายฉบับ หลังจากเแต่งงานมา 20 ปี จดหมายเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความรักของคนทั้งสองไม่ได้จืดจางลงเลย และเมื่อนิโคลัสต้องเดินทางไกล นอกจากความหวั่นเกรงในเรื่องความปลอดภัยของสามี จดหมายยังได้สะท้อนถึงความโหยหาสามีของอเล็กซานดร้าด้วย เนื้อความในจดหมายยังชี้ให้เห็นถึงความต้องการของอเล็กซานดร้าที่อยากเห็นสามีมีความเข้มแข็ง เธอร้องขอให้เขาปกครองรัสเซียด้วยกำปั้นเหล็ก นอกจากนี้ อเล็กซานดร้ายังพึ่งมนตราเพื่อช่วยขจัดภัยร้ายมิให้แผ้วพานสามี โดยการส่งวัตถุมงคลปลุกเสกโดยรัสปูตินไปให้นิโคลัส อาจกล่าวได้ว่าในยามศึกสงครามเช่นนี้ รัสปูตินมีบทบาทอย่างมากในการเป็นที่ปรึกษาของพระเจ้าซาร์ภายในฤดูร้อนของปี 2458 (ค.ศ. 1915) เมื่อสงครามได้ก่อตัวเต็มที่ ทหารรัสเซียกว่า 1,500,000 คน ต้องเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ รัสปูตินได้แนะนำให้นิโคลัสปลดลุงของเขา Grand Duke Nikolay Nikolayevich ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แล้วเข้าดำรงตำแหน่งนี้เสียเอง และเมื่อนิโคลัสได้ครอบครองตำแหน่งนี้ เขาได้ถ่ายโอนอำนาจการบริหารประเทศไปยังอเล็กซานดร้า ซึ่งยิ่งทำให้รัสปูตินมีอิทธิพลในรัฐบาลมากขึ้น ส่วนเจ้าหญิงทั้ง 4 คน ได้ใช้เวลาในโรงพยาบาลมากขึ้นเพื่อดูแลทหารที่บาดเจ็บจากสงคราม ถือเป็นวิธีหนึ่งของการออกจากการควบคุมในพระราชวัง นับเป็นความสุขแบบหนึ่งของพวกเธอ แม้จะเป็นความสุขแบบแปลกๆ ก็ตาม ความจริงที่ว่าพวกเธอเองก็โหยหาความรักอยู่แล้ว นำไปสู่ข่าวลือที่ว่าโอลก้าและทาธิอาน่าตกหลุมรักทหารหนุ่ม ในเดือนพฤษภาคม 2458 (ค.ศ. 1915) ทหารนายหนึ่งจากจอร์เจียที่มีชื่อว่า Dmitry Shakh-Bagov ได้รับบาดเจ็บจากสงครามและเข้ารับการรักษาพยาบาลจนได้พบกับโอลก้า ต่อมาทั้งคู่ได้ตกหลุมรักต่อกัน แต่ยังไม่ทันที่ความรักจะได้สานต่อ ดมิทรีก็ถูกส่งตัวกลับไปยังสนามรบ จนในปีถัดมา เมื่อดมิทรีได้รับบาดเจ็บอีกและถูกส่งตัวมารักษาพยายาล เขาจึงได้พบกับโอลก้าอีกครั้ง ทั้งคู่สานต่อความรักที่สะดุดไปเมื่อปีก่อน แต่ความรักของทั้งคู่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับสังคมรัสเซียยุคนั้น หากโอลก้าเลือกได้ เธอคงจะเลือกใช้ชีวิตอยู่กับนายทหารธรรมดาอย่างดมิทรี หลังจากหายดีแล้ว ดมิทรีได้ออกจากโรงพยาบาลในปี 2459 (ค.ศ. 1916) และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ทั้งสองคนได้พบและบอกลา ดมิทรีกลายเป็นเพลิงเผาไหม้ในจิตใจของโอลก้าตลอดไปสงครามยังหมายถึงความจำเป็นที่โรมานอฟต้องพึ่งการโฆษณาชวนเชื่อ โดยการสร้างภาพลักษณ์ความห่วงใยของกษัตริย์ที่มีต่อประชาชน อาทิ การยอมให้พื้นที่บางส่วนของพระราชวังฤดูหนาวเป็นที่รักษาพยาบาลทหารที่บาดเจ็บ เปิดโอกาสให้มีการถ่ายภาพเจ้าหญิงร่วมกับทหารที่บาดเจ็บเหล่านั้น อย่างไรก็ดี การที่ครอบครัวโรมานอฟมีความสนิทสนมกับรัสปูตินอย่างมากกลายมาเป็นปัจจัยที่ลดทอนภาพลักษณ์ของราชวงศ์ไปเสีย ขณะเดียวกันอเล็กซานดร้าก็เพิ่มบทบาทของเธอในรัฐบาลมากขึ้น โดยมีการบันทึกในไดอารี่ว่า เธอภูมิใจที่ได้กลายมาเป็นสตรีคนที่สองที่มีโอกาสทำงานร่วมกับรัฐมนตรีต่างๆ นับตั้งแต่ยุคแคเธอรีนผู้ยิ่งใหญ่ แม้ว่าในความเป็นจริงชาวรัสเซียเปรียบเธอกับมารี อ็องตัวแน๊ต ที่นำไปสู่การปฏิวัติฝรั่งเศส อเล็กซานดร้าขาดการสนับสนุนจากประชาชน ไม่ได้รับความนิยม และการที่เธอมีความสัมพันธ์กับรัสปูตินก็นำไปสู่กรณีคอร์รัปชั่นต่างๆ ซึ่งล้วนสร้างความด่างพร้อยให้กับราชสำนักอย่างมาก ไม่เพียงเแต่ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างรัสปูตินกับอเล็กซานดร้า แม้แต่ความสัมพันธ์ระหว่างรัสปูตินกับเจ้าหญิงโอลก้าและทาธิอาน่าก็กลายมาเป็นเรื่องซุบซิบเช่นกัน สื่อในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้วาดภาพการ์ตูนลามกแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรัสปูตินกับอเล็กซานดร้า ทำให้ประชาชนหมดความศรัทธาในราชวงศ์โรมานอฟ นอกจากนี้ยังมีการปล่อยข่าวลือว่าอเล็กซานดร้าได้ร่วมมือกับรัสปูตินในการเป็นสายลับให้กับเยอรมนี แม้ไม่มีการยืนยันว่าข่าวลือนี้เป็นจริง แต่ประชาชนทั่วไปก็เชื่อในข่าวลือนี้ไปแล้ว แม้แต่บุคคลในรัฐบาลก็ยังเชื่อ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อฐานอำนาจของนิโคลัสอย่างมาก และท่ามกลางวิกฤตทางการเมืองนี้ นิโคลัสยังหลงเชื่อคำแนะนำของภริยาและรัสปูติน โดยมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีถึง 5 คนในช่วง 1 ปีกว่าเท่านั้น

