หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

การล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ ตอนที่ 5

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์

กริกอรี่ รัสปูติน

ปัญหาสุขภาพของอเล็กซี่ยิ่งทำให้ครอบครัวโรมานอฟถอยห่างจากสังคมมากขึ้นกว่าเดิม และต้องการปิดข่าวเรื่องโรคร้ายของอเล็กซี่ หลังจากอเล็กซี่มีอายุได้ 1 ขวบ ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวนี้ต้องพึ่งพากันมากขึ้น ในวันที่ 9 มกราคม ชาวรัสเซียประท้วงหน้าพระราชวังฤดูหนาวที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเรื่องการพ่ายแพ้สงครามของรัสเซียต่อญี่ปุ่น รวมถึงสภาพการทำงานของชาวรัสเซียภายใต้สภาพแร้นแค้นและถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน โดยได้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อกษัตริย์นิโคลัส แต่แทนที่รัฐจะให้ความช่วยเหลือประชาชน กองกำลังหน้าพระราชวังกลับยิงกราดใส่ฝูงชน สังหารไปกว่า 200 คนและบาดเจ็บอีก 800 คน นับเป็นการสังหารหมู่ที่โหดร้ายต่อผู้ใช้แรงงาน สตรีและเด็ก ซึ่งได้ลบล้างภาพลักษณ์ของพระเจ้าซาร์ที่ประชาชนมีความศรัทธา ขณะที่เกิดเหตุการณ์นั้น นิโคลัสมิได้พำนักอยู่ที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก แต่อยู่ระหว่างการใช้เวลาสุดสัปดาห์ ณ ที่พักของอเล็กซานดร้า โดยที่ไม่ได้รับรู้ว่าการสังหารหมู่ที่ห่างไปเพียง 15 ไมล์นั้นมีความรุนแรงและจะส่งผลกระทบต่อราชวงศ์อย่างมาก เมื่อนาย Bulygin รัฐมนตรีมหาดไทยเสนอว่า นิโคลัสจำเป็นต้องยอมเปิดให้มีการปฏิรูปการเมือง เขากลับตอบว่าเขาไม่เกรงกลัวว่าการปฏิวัติจะเกิดขึ้น ซึ่งนาย Bulygin ได้ตอบว่าการปฏิวัติได้เริ่มขึ้นแล้วต่างหาก แต่นิโคลัสก็ยังไม่เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่ได้เกิดขึ้นแล้วทางการเมือง ไดอารี่ของนิโคลัสในปี 2448 (ค.ศ. 1905) เต็มไปด้วยเรื่องส่วนตัว เช่น การออกไปล่ากวาง การจัดงานเลี้ยงน้ำชาตอนบ่าย การเล่นเกมโดมิโนในหมู่สมาชิกครอบครัว ทำให้ดูเหมือนว่านิโคลัสไม่สนใจสภาพทางการเมือง ซึ่งกลายมาเป็นต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์โรมานอฟ การสังหารหมู่ในวันอาทิตย์วันนั้นยังกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติรัสเซียในเวลาต่อมา และเมื่อความมั่นคงของราชวงศ์กลายมาเป็นประเด็นสำคัญ ก็ยิ่งทำให้อเล็กซานดร้ากังวลถึงความปลอดภัยของนิโคลัสและอเล็กซี่มากขึ้นหลายเท่า และความรู้สึกที่ล้นเกินแบบนี้ส่งผลต่อบุตรสาวทั้ง 4 คนด้วย อาทิ เมื่อต้องเดินทางโดยรถไฟ ลูกสาวทั้ง 4 คนจะถูกสั่งให้ปิดหน้าต่างทุกบาน เธอจะห้ามมิให้นิโคลัสเดินย่างกรายไปใกล้หน้าต่างรถไฟ และปฏิเสธมิให้บุคคลภายนอกล่วงรู้ถึงกิจกรรมส่วนตัวของครอบครัว หลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่ได้เกิดขึ้น ลูกของนิโคลัสแทบจะไม่ได้ปรากฏตัวในที่สาธารณะอีกเลย

ครั้งหนึ่งเมื่ออเล็กซี่ผลัดตกจากรั้วเมื่อวัยเพียง 3 ขวบ จนต้องทนความเจ็บปวดที่แม้แต่นายแพทย์ก็ไม่สามารถช่วยได้ ทำให้อเล็กซานดร้าหันไปหาวิธีอื่นในการรักษาอเล็กซี่ โดยติดต่อไปยังกริกอรี่ รัสปูติน นักรหัสยลัทธิผู้รักษาโรคด้วยศรัทธาที่เธอได้รู้จักหลายปีก่อนหน้านี้ รัสปูตินมีชื่อเสียงในหมู่ชนชั้นสูงในเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กจากการใช้เวทมนตร์คาถาในการรักษาและบำบัดโรคหลายชนิด รัสปูตินมีลักษณะของบุคคลที่มีความน่าเลื่อมใสและมีบารมี จึงทำให้อเล็กซานดร้าเชื่อมั่นในตัวรัสปูตินว่ามีพลังในการรักษาโรคร้ายของอเล็กซี่ได้ รัสปูตินได้ออกธุดงค์ในไซบีเรียและเดินทางมายังเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในปี 2446 (ค.ศ. 1903) เมื่อได้รับการร้องขอจากอเล็กซานดร้าให้มาช่วยบำบัดอเล็กซี่ รัสปูตินได้อธิษฐานสวดมนต์ขอให้อาการป่วยหายไป และมันก็ได้หายไปจริงๆ ในวันรุ่งขึ้น ทำให้อเล็กซานดร้ายิ่งเชื่อว่าพระเจ้าได้ส่งรัสปูตินมาเพื่อบรรเทาอาการป่วยของบุตรชายเธอ แต่รัสปูตินก็มีด้านมืดเช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องกิริยามารยาท เขาเป็นคนขี้เมา มีเพศสัมพันธ์กับโสเภณี รวมทั้งมีความสัมพันธ์กับสาวกสตรีของเขาหลายคน ทั้งหมดล้วนต่างไปจากหลักปฏิบัติภายในรั้วพระราชวัง จึงมีการสั่งห้ามมิให้เอ่ยชื่อรัสปูตินในที่สาธารณะ เพราะอเล็กซานดร้าเข้าใจดีถึงข่าวลือและเสียงซุบซิบเกี่ยวกับรัสปูติน ทุกครั้งที่เธอได้เชิญรัสปูตินมารักษาอาการของอเล็กซี่ มันจึงเป็นการเยือนแบบส่วนตัว

ในปี 2452 (ค.ศ. 1909) บุตรสาวทั้ง 4 ได้ลิ้มรสอิสรภาพชั่วขณะหนึ่ง เมื่อนิโคลัสได้พาครอบครัวเดินทางไปอังกฤษเพื่อเยี่ยมกษัตริย์เอ็ดเวิรด์ที่ 7 ทั้งนิโคลัสและอนาคตกษัตริย์จอร์จที่ 5 (จอร์จที่ 5 ขณะนั้นดำรงตำแหน่งมกุฏราชกุมาร) มีมารดาที่เป็นพี่น้องกัน จึงทำให้บุคคลทั้งสองเป็นญาติโดยตรงต่อกัน ดังปรากฏจากรูปลักษณ์ภายนอกที่ทั้งสองมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก แต่การเยือนอังกฤษครั้งนี้ไม่ใช่การเยือนธรรมดา นิโคลัสยังกังวลใจต่อการอาจถูกลอบสังหาร จึงมีการอารักขาที่เข้มงวด แต่กระนั้นก็เพียงพอที่ทำให้ลูกสาวของนิโคลัสรู้สึกได้ถึงเสรีภาพที่ออกจาก “กรงขัง” ภายในวังของตัวเองที่รัสเซีย พวกเขาได้พำนักที่ West Cowers และได้มีโอกาสเดินเล่นในเมือง ช้อปปิ้ง ซื้อโปสการ์ด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เด็กสาวทั้ง 4 คนได้ประสบการณ์การใช้ชีวิตนอกรัสเซีย การเยือนอังกฤษครั้งนี้นับเป็นครั้งสุดท้ายที่สองครอบครัวได้มีโอกาสพบกัน

เมื่อต้องเดินทางกลับรัสเซีย ลูกสาวทั้งหมดต้องกลับมาใช้ชีวิตในกรอบที่เคร่งครัดเหมือนเดิม ไม่เพียงแต่อเล็กซี่ที่ต้องเผชิญกับโรคร้าย แม้แต่อเล็กซานดร้าเองก็เริ่มมีสุขภาพอ่อนแอ หลังจากให้กำเนิดลูกถึง 5 คน ภาพถ่ายของอเล็กซานดร้าในช่วงนี้มักจะเป็นภาพที่เธออยู่ในรถเข็น หรือนั่งบนโซฟา มากกว่าจะเป็นรูปที่ทำกิจกรรมต่างๆ อเล็กซานดร้ามีโรครุมเร้าสารพัด โรคปวดหลัง โรคปวดหัว โรคไมเกรน โรคหู โรคขาบวม โรคเหนื่อยง่าย อาการป่วยทางกายภาพนี้มีส่วนส่งผลต่อสภาพจิตใจของอเล็กซานดร้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และได้เพิ่มระดับความกังวลใจของเธอ ตั้งแต่กังวลว่าสามีจะถูกลอบสังหารและลูกชายจะเสียชีวิต และเมื่ออาการป่วยของเธอรุนแรงมากขึ้น เธอจะปิดตัวอยู่ในห้องคนเดียว โดยที่บุตรสาวก็ไม่ได้มีโอกาสเยี่ยมแม่เท่าใดนัก ทำให้เธอไม่ได้ทำหน้าที่แม่ของลูก ในไดอารี่ของลูกสาวทั้ง 4 คน ต่างบ่นถึงการที่แม่ไม่เปิดโอกาสให้ลูกเข้าพบ เป็นที่ประจักษ์ว่าเด็กๆ คิดถึงแม่ของเขามาก แต่กระนั้น แม้ในยามป่วย อเล็กซานดร้าก็ยังใช้ความเป็นแม่ในการควบคุมลูก พร่ำบอกให้ลูกสาวเป็นเด็กที่ต้องเชื่อฟังและไม่ทำให้แม่ต้องหนักใจ อเล็กซานดร้าได้ใช้อาการเจ็บป่วยของเธอในการควบคุมพฤติกรรมของลูก ตัวอย่างเช่น อเล็กซานดร้ากำหนดค่าอาการปวดหัวใจของเธอตามระดับความรุนแรง เลข 1 หมายถึงระดับปวดเล็กน้อย ไปถึงเลข 3 ที่มีระดับความปวดมาก โดยจะสื่อสารให้ลูกเธอรู้ว่าความเจ็บปวดอยู่ในระดับใด ถ้าขึ้นระดับสูง เธอจะเรียกร้องให้ลูกปฏิบัติตามสิ่งที่เธอสั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดของเธอ ด้วยเหตุนี้ ลูกสาวจึงหันไปหารัสปูตินในบางครั้ง เพื่อหนีออกจากการถูกครอบงำโดยมารดา

ในจุดนั้น รัสปูตินได้มีโอกาสเข้ามาใกล้ชิดกับครอบครัวของโรมานอฟมากขึ้น ได้มีโอกาสเข้าถึงแม้แต่ห้องนอนของลูกสาวทั้ง 4 คน ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาวเหล่านี้กับรัสปูตินเป็นไปในรูปแบบเดียวกับที่พวกเขามีต่อแม่ของเขา กล่าวคือ มีความศรัทธาและเชื่อฟังต่อรัสปูติน โดยเห็นว่าเป็นทั้งพ่อ ทั้งครู เป็นคนที่ให้คำปรึกษาได้ เมื่อโอลก้ามีอายุได้ 14 ปี เธอตกหลุมรักข้าราชบริพารคนหนึ่ง จึงได้ขอคำปรึกษาจากรัสปูติน แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างรัสปูตินและเด็กสาวทั้ง 4 คนต่างหากที่เป็นเรื่องที่น่ากังวลใจ จนมีข่าวลือว่าลูกสาวคนโต 2 คนถูกรัสปูตินลวนลาม พระราชชนนีได้ข่าวนี้และกังวลใจต่อสวัสดิภาพของหลาน รวมถึงอนาคตของราชวงศ์ จึงได้ปรึกษานาย Vladimir Kokovtsov นายกรัฐมนตรี ว่าจะทำอย่างไรกับรัสปูติน แต่ทุกครั้งที่นิโคลัสและอเล็กซานดร้าถูกสอบถามเกี่ยวกับรัสปูติน ทั้งคู่ต่างยืนยันว่านี่เป็นเรื่องภายในครอบครัว ส่วนรัสปูตินเองได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด เพราะไม่มีหลักฐานที่จะสามารถเอาผิดกับรัสปูตินได้ ในปี 2456 (ค.ศ. 1913) เมื่อนิโคลัสจัดงานฉลองครบ 300 ปีของการก่อตั้งราชวงศ์โรมานอฟ เขาจึงเริ่มตระหนักว่าเขาได้เหินห่างจากประชาชนไปมาก และยังห่างไกลต่อความเป็นจริงทางการเมืองอันเป็นผลมาจากการโดดเดี่ยวตัวเองของครอบครัวเขา ขณะเดียวกัน ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งรัสปูตินได้ เฉกเช่นเดียวกับความจริงที่ว่า ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งการปฏิวัติได้เช่นกัน กวีที่ยิ่งใหญ่ Aleksandr Blok บรรยายการใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียในปี 2456 ว่าเปรียบเสมือนภูเขาไฟที่กำลังจะปะทุอย่างดุเดือด

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น