รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ราชวงศ์โรมานอฟ[i]
โรมานอฟเป็นราชวงศ์ที่สองต่อจากราชวงศ์รูริคโดยเริ่มการปกครองในปี 2156 (ค.ศ. 1613) กษัตริย์นิโคลัสที่ 2 เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ก่อนที่จะถูกบังคับให้สละราชสมบัติในวันที่ 15 มีนาคม 2460 (ค.ศ. 1917) ราชวงศ์โรมานอฟถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเรื่องความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดิน[ii] ราชวงศ์โบราณที่ตั้งอยู่บนการปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นี้มีความน่าสนใจหลายประการ ในแง่หนึ่ง ครอบครัวของนิโคลัสก้าวข้ามมาสู่ความเป็นสมัยใหม่ และในแง่ของความสนใจที่สาธารณชนมีต่อเจ้าหญิงทั้งสี่คน ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ของครอบครัวบนความสมบูรณ์แบบ เจ้าหญิงทั้งสี่มักจะสวมชุดสีขาวที่ตัดออกมาในแบบเดียวกัน และหมวกที่เข้ากันกับชุดที่สวมใส่ มันเป็นเรื่องแปลกที่ว่า แม้ชาวรัสเซียจะเบื่อหน่ายต่อการปกครองภายใต้นิโคลัส แต่เจ้าหญิงทั้งสี่คนยังสามารถเรียกร้องความสนใจในความเป็นไปของพวกเธอที่ติดกับดักความวิปริตทางการเมือง แต่ก็ยังสามารถถ่ายทอดความไร้เดียงสา ความงาม และพรหมจรรย์ได้อย่างน่ากังขาภาพลักษณ์ของเจ้าหญิงทั้งสี่ถูกสร้างดั่งเช่นเจ้าหญิงในเทพนิยาย แม้แต่นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ยังเทียบภาพลักษณ์นี้กับเจ้าหญิงไดอาน่าแห่งสหราชอาณาจักรที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ความเป็นจริงไม่ได้สวยงามเสมอไป พวกเธอถูกครอบงำและบดบังโดยแม่ของพวกเธอ ราชินีอเล็กซานดร้า ผู้กำหนดชะตากรรมของลูกสาวทั้งสี่คนเรื่องราวของอเล็กซานดร้าเริ่มต้นจากหญิงสาวที่มาจากราชรัฐเยอรมันเล็กๆ ที่มีชื่อว่า Hesse อเล็กซานดร้าเป็นบุตรสาวของเจ้าหญิงอลิซแห่งสหราชอาณาจักร จึงมีศักดิ์เป็นหลานของสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย มองจากภายนอก ครอบครัว Hesse ของเธอมีความสุขดี แต่ในปี 2421 (ค.ศ. 1878) แม่ของเธอได้เสียชีวิตลงเมื่อเธอมีอายุเพียง 6 ปีโศกนาฏกรรมนั้นเป็นบาดแผลลึกที่ติดตัวอเล็กซานดร้ามาตลอด ทำให้เธอมีบุคลิกขี้อายและเก็บตัว หลังจากการเสียชีวิตของอลิซ สมเด็จพระราชินีวิคตอเรียได้รับเอาอเล็กซานดร้าไปเลี้ยงเยี่ยงมารดาที่แท้จริง พระองค์มีวิธีเลี้ยงดูแบบเข้มงวด อาทิ มีการสั่งการให้นางพยาบาลเขียนรายงานรายเดือนเกี่ยวกับพัฒนาการของอเล็กซานดร้า ความเข้มงวดได้นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างยายกับหลาน อเล็กซานดร้าจึงถูกเลี้ยงมาให้มีลักษณะเหมือนกับวิคตอเรีย บนรสนิยมแบบอังกฤษและมาตรฐานศีลธรรมของราชสำนัก จึงทำให้อเล็กซานดร้ามีความเป็น “อังกฤษ” อย่างมาก แม้ว่าเธอจะเป็น “เยอรมัน” ก็ตาม วิคตอเรียมีบทบาทอย่างมากในการสร้างความเป็นอังกฤษในตัวของอเล็กซานดร้า[iii]ในปี 2427 (ค.ศ. 1884) เมื่ออเล็กซานดร้าอายุได้เพียง 12 ปี ได้มีโอกาสเดินทางไปงานสมรสของพี่สาวที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ในโอกาสนั้น เธอได้มีโอกาสพบกับนิโคลัส ซึ่งดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารใรพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ขณะนั้นนิโคลัสมีอายุเพียง 16 ปี วันหนึ่งในอนาคตนิโคลัสจะได้ก้าวขึ้นมาเป็นซาร์คนต่อไปที่ครอบครองดินแดนขนาด 1 ใน 6 ของโลก และจะเป็นกษัตริย์ที่มั่งคั่งที่สุดในโลกด้วย เมื่อเทียบกับราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป โรมานอฟเป็นราชวงศ์ที่โดดเด่นที่สุด และหากจะมีการจับคู่ระหว่างราชวงศ์ต่างๆ นิโคลัสนับว่าเป็น “รางวัล” ที่มีมูลค่าสูงสุด จากนั้นไม่กี่ปี ทั้งสองตกหลุมรักต่อกันและกัน แม้ว่าในระยะแรกผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายไม่คิดว่าหนุ่มสาวคู่นี้เหมาะสมกัน ราชินีวิคตอเรียกังวลใจเป็นพิเศษเมื่อรู้ว่าอเล็กซานดร้าต้องการแต่งงานกับซาร์แห่งรัสเซีย เพราะในเวลานั้นวิคตอเรียเริ่มกังวลใจต่ออนาคตของรัสเซีย และด้วยสภาพภูมิศาสตร์ที่รัสเซียห่างไกลจากอังกฤษ ยิ่งทำให้ความกังวลใจเพิ่มมากขึ้น วิคตอเรียมองว่ารัสเซียเป็นดินแดนต่างด้าว แม้จะเป็นราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ แต่ก็เต็มไปด้วยอันตรายหลายแบบที่ยากต่อการควบคุม ขณะเดียวกัน ทางฝ่ายของนิโคลัสนั้นก็ไม่ต้องการให้มีการสมรสกับอเล็กซานดร้า เพราะโรมานอฟไม่ชอบเยอรมัน รวมไปถึงการที่พวกเขาไม่ชอบเจ้าหญิงที่สมถะ ขี้อาย ไม่เหมาะสมกับเจ้าชายที่ครอบครองอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ไพศาล พวกเขาต้องการเจ้าหญิงที่สมศักดิ์ศรีมากกว่านี้ นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่ตัวเลือกภริยาของนิโคลัสที่ก่อให้เกิดความกังวลใจ แต่รวมไปถึงความสามารถของนิโคลัสในฐานะซาร์ในอนาคต กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 มีบุคลิกน่าเกรงขาม มีรูปร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเครายาว มีความแข็งแกร่งทางกายภาพ รวมถึงมีศิลปะในการปกครองราชอาณาจักร สามารถสั่งการกระทรวงต่างๆ ได้อย่างเฉียบขาด เป็นบุคคลที่สามารถตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาด ไม่ลังเล บ่อยครั้งที่พ่อมีความกังวลใจในตัวลูกว่าจะสามารถสืบต่อราชอำนาจได้หรือไม่ ถึงขนาดที่พ่อเคยปรามาสนิโคลัสว่ามีความอ่อนแอเหมือนสตรีด้วยซ้ำ และนิโคลัสก็ไม่เคยพิสูจน์ให้พ่อของเขาเห็นแม้แต่ครั้งเดียวว่าเขามีความพร้อมที่จะก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์ที่สมศักดิ์ศรีในอนาคตก่อนวันขึ้นครองราชย์เพียง 1 วัน นิโคลัสได้เขียนในไดอารี่ว่า เขาได้เล่นเกมปาเม็ดเกาลัดกับเจ้าชายจอร์จแห่งกรีซ สะท้อนว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญหรือความสนใจอย่างแท้จริงกับการขึ้นครองราชย์ และไม่ตระหนักว่าสิ่งท้าทายที่จะเกิดขึ้นต่อราชวงศ์โรมานอฟในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นั้นมันมหาศาลเพียงใด[iv] รัสเซียเป็นราชอาณาจักรขนาดใหญ่ที่มาถึงจุดเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคกลางและยุคใหม่ ระบบข้าทาสศักดินาเพิ่งถูกยกเลิกไปเมื่อ 30 ปีก่อนหน้านั้น ขณะที่ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพกสิกรรมและยังยากจนอยู่มาก ความล้าหลังนี้เดินสวนทางกับการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ซึ่งราชวงศ์โรมานอฟไม่สามารถก้าวทันตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สถาบันกษัตริย์ที่อื่นๆ ในยุโรป เริ่มที่จะเสื่อมอำนาจลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่นิโคลัสขึ้นครองราชย์ และในปี 2437 (ค.ศ. 1894) มกุฎราชกุมารนิโคลัสต้องถูกทดสอบเร็วกว่าที่ตัวเองได้คาดคิดไว้ เมื่อเขาได้เดินทางไปเยือนคู่หมั้นที่เยอรมนี แต่ต้องถูกเรียกตัวกลับรัสเซียด่วนเพราะกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ป่วยหนักและเสียชีวิตในวันที่ 20 ตุลาคม นำความโศกเศร้ามาสู่นิโคลัสอย่างมากเพราะไม่ได้คาดการณ์ว่าวันนั้นจะมาถึงเร็ว กษัตริย์เล็กซานเดอร์เสียชีวิตเมื่ออายุเพียง 49 ปีเท่านั้น ขณะที่นิโคลัสมีอายุ 26 ปี และกังวลใจว่าจะไม่สามารถแบกรับความรับผิดชอบต่อราชอาณาจักรบนไหล่ของตัวเองได้ เมื่อพ่อของเขาเสียชีวิต นิโคลัสไม่สามารถกลั้นน้ำตาได้ และได้กล่าวว่าไม่อยากจะเป็นกษัตริย์และไม่รู้จะทำงานร่วมกับกระทรวงต่างๆ ได้อย่างไร หลังจากงานศพกษัตริย์อเล็กซานเดอร์ผ่านไปเพียงสัปดาห์เดียว นิโคลัสจัดงานสมรสกับอเล็กซานดร้าอย่างหรูหราที่พระราชวังฤดูหนาว เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก[i] ราชวงศ์โรมานอฟเริ่มต้นในปี ค.ศ.1613 มีพระเจ้าซาร์คนแรกคือ กษัตริย์ไมเคิลที่ 1 ต่อมาหลานชายของกษัตริย์ไมเคิลที่ 1 นั่นคือ กษัตริย์ปีเตอร์ที่ 1 ได้ก่อตั้งราชอาณาจักรรัสเซียที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนให้รัสเซียกลายมาเป็นมหาอำนาจในภาคพื้นยุโรปผ่านการทำสงครามและการปฏิรูปต่างๆ
[ii] Dana M. Ohren, “World War I, 1914-1918”, Event that Changed Russia since 1855, edited by Frank W. Thackeray, (Westport, Connecticut and London: Greenwood Press, 2007), p.92.
[iii] See, Tsaritsa Alexandra, The Last Diary of Tsaritsa Alexandra, (New Haven: Yale University Press, 1997).
[iv] Robert Service, The Last of the Tsars: Nicholas II and the Russian Revolution, (London: Macmillan, 2017), p.10.

หมวดหมู่
