หมวดหมู่
ไม่มีหมวดหมู่

การล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ ตอนที่ 3

รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และราชินีอเล็กซานดร้าหลังจากความวิตกกังวลต่อการขึ้นครองราชย์ นิโคลัสก็ได้ภริยาที่ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น ก่อนหน้านี้ ทั้งคู่สื่อสารกันโดยการส่งจดหมายที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษ นิโคลัสสารภาพความรักต่ออเล็กซานดร้าอย่างตรงไปตรงมา เปรียบเธอเป็นแสงสว่างในวันที่มืดมน และเป็นผู้ที่นำความสุขมาสู่เขา ส่วนของอเล็กซานดร้านั้น ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่มีต่อนิโคลัส โดยเฉพาะเมื่อต้องผลัดถิ่นไปอยู่ดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ไม่มีความสะดวกสบาย แต่ก็ได้อ้อมกอดของนิโคลัสที่ทำให้อุ่นใจ ในระยะแรกของการย้ายเข้าสู่พระราชวังที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อเล็กซานดร้าพบกับความยากลำบากนานัปการ แม้เธอจะเป็นหลานสาวของราชินีวิคตอเรีย แต่เธอไม่ได้เตรียมพร้อมในการรับตำแหน่งราชินีของรัสเซีย เธอไม่มีความพร้อมในการสื่อสารภาษารัสเซีย การทำความเข้าใจกับชีวิตในพระราชวังรัสเซีย และความรู้เกี่ยวกับนิกายออร์โธดอกซ์ ราชวงศ์โรมานอฟมีความยิ่งใหญ่มากกว่าราชวงศ์อื่นๆ ในยุโรป งานเลี้ยงก็มีความยิ่งใหญ่กว่า มีจำนวนแขกที่มาร่วมงานมากกว่า ทุกอย่างใหญ่โตมโหฬารกว่าที่อเล็กซานดร้าคาดคิดไว้ ราชินีวิคตอเรียได้เคยกล่าวไว้ว่า ชาวรัสเซียมักจะเป็นพวกที่ “ล้น” อยู่บ้าง แม้เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอย แต่ราชวงศ์โรมานอฟก็ยังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย และคงไว้ซึ่งพิธีการทูตที่ทั้งยิ่งใหญ่และเข้มงวด ดังนั้น อเล็กซานดร้าเสมือนดั่งหลงทางในวิถีชีวิตโอ่อ่าที่ต่างไปจากเยอรมนีที่กลายเป็นราชอาณาจักรที่ล้าหลังไปเสียแล้ว ทำให้เธอไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่ของรัสเซีย ผสมกับลักษณะส่วนตัวของอเล็กซานดร้า ที่เมื่อรู้ว่าทำอะไรพลาด เธอจะมีความหวาดกลัวอย่างมาก ทางออกก็คือการวิ่งหนีจากความจริงและหลบตัวอยู่ในห้องนอน แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายขึ้น เมื่อมารดาของนิโคลัสหรือพระราชชนนีมาเรีย ฟีโอโดรอฟนา ได้คาดหวังให้ลูกสะใภ้ดำเนินรอยตามวิถีราชสำนักโรมานอฟ ที่จะต้องคงไว้ซึ่งความหรูหรา ฟู่ฟ่า พระราชชนนีจึงกลายมาเป็นสิ่งเตือนใจว่า อเล็กซานดร้าไม่มีอะไรที่เหมือนกับราชวงศ์โรมานอฟทั้งสิ้น สำหรับพระราชชนนี การเป็นราชินีของรัสเซียจะต้องออกไปพบผู้คน นี่คือภารกิจสำคัญ และจำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่นี้ด้วยความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม อเล็กซานดร้ามิใช่มาเรีย และด้วยเหตุนี้ ทำให้แม่สามีและลูกสะใภ้ต้องขัดใจกันเสมอ สิ่งหนึ่งที่อเล็กซานดร้ามิได้ตระหนักถึงก็คือ การสมรสกับนิโคลัสไม่ใช่แค่สมรสกับตัวบุคคล แต่เป็นการสมรสกับสถาบันกษัตริย์ของรัสเซียด้วย และนี่คือสถาบันกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลกใบนี้โชคดูเหมือนจะไม่เข้าข้างอเล็กซานดร้า เธอแทบจะพูดภาษารัสเซียไม่ได้ และแม้แต่ภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นภาษาประจำราชสำนัก เธอก็ไม่มีความสามารถพอในการสื่อสาร ทำให้ราชสำนักรู้สึกผิดหวังในตัวอเล็กซานดร้า สมาชิกโรมานอฟนินทาและหัวเราะเยาะเธอลับหลัง บอกว่าเธอแต่งตัวไม่มีรสนิยม พูดภาษาฝรั่งเศสด้วยสำเนียงที่ไม่ใช่ต้นตำรับ ในส่วนของอเล็กซานดร้านั้นก็ไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อชนะใจคนเหล่านั้น แต่กลับหลีกหนีจากผู้คนมากขึ้น และปฏิเสธการทำหน้าที่ราชินีของรัสเซีย ในที่สุด ทั้งนิโคลัสและอเล็กซานดร้าได้ใช้ชีวิตที่เป็นส่วนตัวมากขึ้นในพระราชวังที่ Tsarkoye Selo อันแสนงดงามที่อยู่ทางตอนใต้ของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กไป 15 ไมล์ ที่สร้างเลียนแบบพระราชวังแวร์ซาย เพื่อเป็นที่พำนักที่ห่างจากเมืองหลวงและปัญหาทางการเมือง ห่างจากสังคมชนชั้นสูงของรัสเซีย จนทำให้ครอบครัวโรมานอฟเสมือนอาศัยอยู่ในรังดักแด้ของตัวเอง อเล็กซานดร้าปฏิเสธความหรูหราของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย แล้วหันไปใช้ชีวิตเรียบง่าย ที่พระราชวังที่ Tsarkoye Selo ไม่ได้มีการประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์อลังการ แต่ได้สั่งซื้อเครื่องประดับบ้านจากร้านธรรมดาในลอนดอน เพื่อจุดมุ่งหมายของการสร้างบ้านที่เป็นบ้านจริงๆ ภาษาที่ใช้ในบ้านก็เป็นภาษาพื้นๆ ที่สะท้อนยุควิคตอเรียน สามีเรียกภริยาว่าภริยา ภริยาเรียกสามีว่าสามี ภายในบ้านจะประดับไปด้วยรูปถ่ายของครอบครัว ชนชั้นสูงของรัสเซียมักจะวิจารณ์ที่ประทับของอเล็กซานดร้าว่าราคาถูก แม้แต่ตามมาตรฐานของชนชั้นกลางรัสเซียก็นับได้ว่าเครื่องประดับเหล่านั้นราคาไม่แพงมาก แม้ภายนอกอาคารจะดูยิ่งใหญ่ แต่ภายในกลับตกแต่งแบบโรงแรมเกรดสอง อย่างไรก็ตาม รสนิยมแบบนี้กลับสะท้อนความผูกพันทางกายภาพและความรู้สึกของสมาชิกครอบครัวของนิโคลัส เป็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและผูกพัน อเล็กซานดร้ามักไม่ชอบให้สามีไปราชการต่างจังหวัด และจะโหยหาสามีเสมอ ทั้งในเรื่องความรักและการพึ่งพาต่างๆ ในทางกลับกัน นิโคลัสก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับอเล็กซานดร้าในปี 2439 (ค.ศ. 1896) งานราชาภิเษกได้มีขึ้นที่มอสโก สายตาประชาคมโลกได้จับจ้องมาที่พระเจ้าซาร์และราชินีองค์ใหม่ ไม่เพียงแต่ชาวรัสเซียได้มารวมตัวกันในงานเฉลิมฉลองนี้ แต่ยังเป็นครั้งแรกที่งานราชาภิเษกได้ถูกบันทึกไว้บนแผ่นฟิลม์ ฝูงชนเข้าแถวรอรับเสด็จสองข้างทาง ส่งผ่านความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อกษัตริย์ ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของสถาบันกษัตริย์รัสเซีย ผู้ปกครองไม่เพียงมีสถานะเยี่ยงเทพ แต่พวกเขาต้องรับฟังความเห็นสาธารณะและไม่ปฏิบัติต่อประชาชนราวกับประชาชนไม่มีความหมาย แต่หลังจากงานราชาภิเษกเพียงไม่กี่วัน โศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้น ในงานฉลองวันราชาภิเษกที่ Khodynka Field ในเขตชานเมืองมอสโก สำนักพระราชวังได้มีการตั้งโต๊ะแจกของที่ระลึกและบิสกิต แต่ก็มีข่าวลือแพร่กระจายว่า ของเหล่านี้ไม่เพียงพอที่จะแจกทุกคน จนทำให้เกิดการเบียดเสียดแย่งชิงของที่ระลึก ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 1,400 คน และบาดเจ็บอีก 600 คน อย่างไรก็ตาม ในค่ำวันนั้น นิโคลัสยังคงเดินทางไปร่วมงานเลี้ยงที่สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส โดยไม่ได้สนใจต่อโศกนาฏกรรมดังกล่าว สะท้อนถึงทัศนคติที่ไม่สนใจต่อทุกข์สุขของประชาชนหลังจากสิ้นสุดงานราชาภิเษก นิโคลัสได้เขียนในไดอารี่ว่า เมื่อเขาตื่นขึ้นมาพบว่างานเลี้ยงได้สิ้นสุดลง เขารู้สึกดีใจที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตดังเดิม ส่วนอเล็กซานดร้าก็รู้สึกดีใจที่นิโคลัสจะถอยห่างออกจากสาธารณชนอีกครั้ง และไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องใส่ใจประชาชนมากนัก อเล็กซานดร้าเห็นว่าการเป็นราชินีไม่จำเป็นต้องชนะใจประชาชนอีกแล้ว เมื่อเรื่องนี้รู้ถึงหูวิคตอเรีย ก็ได้เขียนจดหมายเตือนหลานให้พยายามสร้างศรัทธาและการนับถือจากประชาชน ซึ่งอเล็กซานดร้าเขียนตอบกลับว่า “เรื่องการสร้างศรัทธานี้ไม่จำเป็น เพราะที่นี่คือรัสเซีย ไม่ใช่อังกฤษ เพราะในรัสเซีย ประชาชนบูชากษัตริย์ของเขาดังเทพ เราจึงไม่จำเป็นต้องได้ความรักหรือความเคารพเพิ่มจากเขา” อเล็กซานดร้ายังมีความเห็นคล้ายๆ กันต่อสังคมเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กว่า ความเห็นของสาธารณชนต่อสถาบันกษัตริย์ไม่มีความหมายใดๆ ความคิดแบบนี้ยิ่งทำให้ทั้งนิโคลัสและอเล็กซานดร้าให้ความสนใจกับครอบครัวของตัวเองเท่านั้น

ใส่ความเห็น

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น